- หน้าแรก
- ข้าเปล่าเป็นจอมมาร ก็แค่ลูกศิษย์ข้ามันเลว
- บทที่ 15 - ความคิดของศิษย์ชั่ว (ตอนต้น)
บทที่ 15 - ความคิดของศิษย์ชั่ว (ตอนต้น)
บทที่ 15 - ความคิดของศิษย์ชั่ว (ตอนต้น)
บทที่ 15 - ความคิดของศิษย์ชั่ว (ตอนต้น)
ลู่โจวเหลือบมองดูเคล็ดวิชาและอาวุธในร้านค้า
ราคาขั้นต่ำก็ปาเข้าไปหนึ่งพันแต้มบุญแล้ว
ลู่โจวไม่ได้ใช้แต้มบุญที่เหลืออยู่
เขาตั้งใจว่าจะให้พวกศิษย์ทำภารกิจให้มากขึ้น เพื่อนำแต้มบุญมาเพิ่มอายุขัยให้ตัวเอง จากนั้นค่อยสะสมแต้มจากการทำภารกิจเพิ่ม เพื่อเอาไปหาเคล็ดวิชาหรืออาวุธที่ดูเข้าท่าสักชุด
โลกในความทรงจำนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ หากต้องออกไปจากภูเขาจินถิง คงจะเอาตัวรอดได้ยาก
ตอนนี้ทำได้เพียงเก็บตัวอยู่บนเขาไปก่อน อาศัยให้พวกศิษย์ชั่วพวกนี้คอยปกป้อง ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แน่นอนว่า เขาเองก็ต้องระวังไม่ให้ศิษย์พวกนี้ก่อกบฏทรยศด้วย
หนีไปแล้วห้าคน สี่คนที่เหลือก็ต้องจับตาดูให้ดี แต่ในเมื่อมีการ์ดสถานะจุดสูงสุดกับการป้องกันการโจมตีถึงตายอยู่กับตัว คิดว่าพวกมันก็คงไม่น่าจะสร้างคลื่นลมอะไรได้มากนักหรอก
"ยวนเอ๋อร์"
ฟึ่บ
ท่ามกลางป่าเขาอันเงียบสงบ ร่างที่พลิ้วไหวราวกับภูติน้อยปรากฏตัวขึ้น แล้วค้อมตัวลง "ท่านอาจารย์!"
"ไปเอาเครื่องเขียนทั้งสี่ในหอมารฟ้ามาให้ข้าที"
"อ้อ... ท่านอาจารย์ ปกติท่านไม่เคยเขียนหนังสือเองเลยนี่เจ้าคะ... เมื่อก่อนศิษย์ก็เป็นคนเขียนแทนให้ตลอด วันนี้ท่านจะเขียนเองหรือเจ้าคะ?"
"ยัยเด็กนี่ เรื่องที่อาจารย์จะทำ ถึงคราวที่เจ้าต้องมายุ่งตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"ศิษย์จะไปเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ..." ยวนเอ๋อร์ก้มหน้าแลบลิ้น
ไม่นานนัก ยวนเอ๋อร์ก็นำเครื่องเขียนทั้งสี่มาวางไว้ตรงหน้าลู่โจว
จากนั้นนางก็ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างเหมือนสาวใช้ตัวน้อย ไม่ยอมจากไปไหน เอาแต่ยืนจ้องมอง นางอยากจะรู้ใจจะขาดว่าท่านอาจารย์กำลังจะทำอะไร เมื่อเห็นท่านอาจารย์ไม่ได้ออกปากไล่ นางจึงกล้าขยับเข้ามาใกล้อีกนิด
"ท่านอาจารย์ ข้าฝนหมึกให้นะเจ้าคะ" ยวนเอ๋อร์ปิ๊งไอเดีย คุกเข่าลงข้างโต๊ะน้ำชาเล็กๆ แล้วเริ่มฝนหมึกอย่างระมัดระวัง
ในชาติก่อน ลู่โจวเป็นนักศึกษาสายศิลป์ขนานแท้ เวลาว่างก็ชอบเขียนพู่กันจีน แถมยังเคยได้รับรางวัลในระดับโรงเรียนอีกด้วย
การเขียนหนังสือสำหรับเขานั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
เขาหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มหมึก
แล้วเขียนชื่อลงบนกระดาษขาวสะอาดตาทีละชื่อ: อวี๋เจิ้งไห่, อวี๋ซ่างหรง, ตวนมู่เซิง, หมิงซื่ออิน, เจาเยวี่ย, เยี่ยเทียนซิน, ซืออู๋หยา, จูหงก้ง, ฉือยวนเอ๋อร์...
เรียงลำดับจากบนลงล่าง
และนี่ก็คือลูกศิษย์ทั้งเก้าคนที่สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วใต้หล้า เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ซึ่งจอมมารเฒ่าจีเทียนเต้าสั่งสอนขึ้นมาโดยพึ่งพาระบบ
เมื่อมองดูรายชื่อนี้ ลู่โจวก็ตกอยู่ในความครุ่นคิด
แม้แต่ศิษย์คนเล็กสุด ยังเป็นถึงยอดฝีมือขั้นเสินถิง แล้วศิษย์คนโตจะมีระดับพลังก้าวไปถึงขั้นไหนกันแล้วนะ? จะเก่งกว่าจีเทียนเต้าแล้วหรือยัง? ถ้าเก่งกว่า ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตของอวี๋เจิ้งไห่และอวี๋ซ่างหรง จะยอมปล่อยให้จอมมารเฒ่าอย่างจีเทียนเต้ามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้อย่างไรกัน?
อีกอย่าง จีเทียนเต้าก็น่าจะรู้ตัวดีว่าศิษย์ชั่วที่ตัวเองสั่งสอนมา แต่ละคนล้วนร้ายกาจเหมือนหมาป่ากับเสือ และจะต้องมีสักวันที่ลุกขึ้นมาหักหลังตัวเองแน่ๆ แล้วตั้งแต่ตอนที่เริ่มรับศิษย์ เขาจะไม่เตรียมไม้ตายก้นหีบเพื่อเอาไว้กำราบศิษย์ชั่วพวกนี้เอาไว้เลยหรือ?
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเรื่องให้ต้องขบคิดทบทวน
ความทรงจำที่ขาดหายไปนั้นสำคัญมากเสียจนทำให้เขาคิดหาเหตุผลเชื่อมโยงไม่ค่อยออก
จีเทียนเต้าเอ๊ยจีเทียนเต้า ตกลงแล้วแกมีไอเทมอะไรไว้ป้องกันตัวบ้างไหมเนี่ย?
ระหว่างที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด มือน้อยๆ ของยวนเอ๋อร์ก็โบกไปมาตรงหน้าลู่โจว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความชื่นชม:
"ตัวหนังสือของท่านอาจารย์สวยจังเลยเจ้าค่ะ... ท่านเขียนชื่อพวกเราทำไมหรือเจ้าคะ?"
ลู่โจวถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ข้ากำลังพิจารณาตัวเองอยู่น่ะ"
"พิจารณาตัวเองหรือเจ้าคะ?"
"ข้าพิจารณาตนเองวันละสามเวลา ข้าสั่งสอนศิษย์อย่างพวกเจ้าทั้งเก้าคนออกมา ให้ไปทำชั่วทั่วสารทิศ จนชาวบ้านและสวรรค์โกรธแค้น เสียงด่าทอดังก้องไปทั่ว บางที... เมื่อก่อนข้าคงจะทำผิดพลาดไปจริงๆ"
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจลู่โจวกลับกำลังบ่นอุบ ข้าผิดอะไรเล่า คนผิดคือจีเทียนเต้าต่างหาก ไม้บนเบี้ยว ไม้ล่างก็ย่อมเบี้ยวตาม จุดนี้สามารถดูได้จากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของพวกลูกศิษย์ เอะอะอะไรก็ชอบขู่ฆ่าล้างโคตร ทำเอาคนฟังต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
"ท่านอาจารย์ แล้วทำไมท่านถึงรับพวกเราเก้าคนเป็นศิษย์ล่ะเจ้าคะ? แถมยังรับแค่เก้าคนด้วย... ด้วยฝีมือของท่าน ท่านน่าจะเปิดหอมารฟ้าและภูเขาจินถิงให้กว้างขวาง รับลูกศิษย์ลูกหาเป็นพันเป็นหมื่นคน ถึงเวลานั้น ใครจะกล้าขัดขืนท่านอีกล่ะ? พวกสำนักฝ่ายธรรมะพวกนี้ยิ่งไม่กล้าขึ้นมาท้าทายบนเขาแน่ ถ้ามีใครไม่ยอมจำนน แค่ท่านสั่งคำเดียว ลูกศิษย์ลูกหาก็จะไปจัดการกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ผู้ใดโอนอ่อนตามข้าผู้นั้นรอด ผู้ใดขัดขืนข้าผู้นั้นตาย! ดีจะตายไป!"
"..."
ลู่โจวยกมืออันเหี่ยวย่นขึ้น ตอนแรกก็ตั้งใจจะเขกหัวยวนเอ๋อร์สักที ยวนเอ๋อร์ไม่กล้าหลบ ได้แต่ห่อไหล่ หลับตาปี๋รอรับการลงโทษ
แต่ทว่า มือใหญ่ของลู่โจวกลับชะงักไปกลางคัน แล้วเปลี่ยนมาวางแหมะลงบนหัวของนาง ลูบเบาๆ แทน
"ยัยเด็กนี่ ทำไมในหัวถึงมีแต่เรื่องฆ่าฟันกันเนี่ย... คำพูดของข้า เจ้าลืมไปหมดแล้วรึ?"
"ศิษย์มิกล้าเจ้าค่ะ"
"เฮ้อ... ข้าเคยบอกแล้วไงว่า การฆ่าคนไม่ใช่วิธีเดียวในการแก้ปัญหา ข้าไม่ได้ห้ามไม่ให้ฆ่าใคร แต่ต้องดูด้วยว่าจำเป็นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีทางสู้ อุตส่าห์ทำไร่ไถนามาทั้งชีวิต ไม่เคยไปมีเรื่องมีราวกับใคร แค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เจ้ามีเหตุผลอะไรที่จะไปฆ่าพวกเขาล่ะ?"
ยวนเอ๋อร์ส่ายหน้า
"อย่างเช่น คนในตระกูลฉือเป็นร้อยๆ คนที่เจ้าสี่ไปช่วยมาเมื่อคราวก่อน ถ้าพวกโจรภูเขาทำตัวเหมือนกับพวกเจ้า เอะอะก็ฆ่าทิ้ง เจ้ายังมีโอกาสได้ช่วยครอบครัวของเจ้ากลับมาไหมล่ะ?"
ยวนเอ๋อร์ส่ายหน้าอีกครั้ง
"พวกโจรภูขามันสมควรตายก็จริง แต่เป้าหมายของพวกมันก็แค่ต้องการทรัพย์สิน ไม่ได้อยากฆ่าใครเป็นหลัก งั้นเป้าหมายของพวกเราคืออะไรล่ะ?"
ยวนเอ๋อร์ตอบอย่างระมัดระวังว่า "เพื่อการบ่มเพาะพลัง? ทะลวงผ่านด่านมหาภัยทัณฑ์วิญญาณ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บรรลุวิถีเพื่อความเป็นอมตะ?"
"ดีมาก งั้นก็จงตั้งใจบ่มเพาะพลังซะ"
"ศิษย์... เหมือนจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
"เข้าใจก็ดีแล้ว"
ยวนเอ๋อร์พยักหน้าแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า "ท่านอาจารย์ยังจะรับศิษย์เพิ่มอีกไหมเจ้าคะ?"
สายตาของลู่โจวเลื่อนไปมองกระดาษใบนั้น
หืม?
อย่างนี้นี่เอง
"ยวนเอ๋อร์ เมื่อกี้เจ้าถามว่าทำไมข้าถึงรับศิษย์ เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?"
"เพราะพรสวรรค์ของพวกเราดีเยี่ยม ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะพลังเจ้าค่ะ" ยวนเอ๋อร์ตอบอย่างมั่นใจ
ลู่โจวส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า:
"เจ้าลองดูกระดาษแผ่นนี้ให้ดีๆ... ชื่อของพวกเจ้ามีความหมายแฝงว่าอะไร?"
ยวนเอ๋อร์เพ่งมองอยู่นาน ก็ยังมองไม่เห็นความหมายอะไรที่ซ่อนอยู่ เลยได้แต่ส่ายหน้า
ลู่โจวหัวเราะหึๆ ออกมา
ในใจลอบเยาะเย้ยความหน้าไม่อายของจีเทียนเต้า
"'ไห่' (ทะเล) 'ซ่าง' (เหนือ) 'เซิง' (ผุดขึ้น) 'หมิง' (สว่าง) 'เยวี่ย' (ดวงจันทร์), 'เทียน' (ฟ้า) 'หยา' (สุดขอบ) 'ก้ง' (ร่วมกัน) 'ฉื่อ' (นี้) 'สือ' (เวลา)... (จันทร์กระจ่างผุดขึ้นเหนือท้องทะเล ณ สุดขอบฟ้าล้วนร่วมเวลานี้ด้วยกัน)"
ยวนเอ๋อร์ยังคงทำหน้างงๆ แต่พอได้ยินบทกวีนี้ ก็อดปรบมือไม่ได้ "บทกวีนี้เพราะจังเลยเจ้าค่ะ!"
เพิ่งจะปรบมือเสร็จ ยวนเอ๋อร์ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง สายตาเลื่อนไปมองชื่อทั้งเก้าบนกระดาษขาว! เอ๊ะ... บทกวีบทนี้มันมีซ่อนอยู่ในชื่อของพวกศิษย์ทั้งเก้าคนเลยนี่นา!
คำว่า 'ไห่' จากอวี๋เจิ้งไห่, 'ซ่าง' จากอวี๋ซ่างหรง, 'เซิง' จากตวนมู่เซิง, 'หมิง' จากหมิงซื่ออิน, 'เยวี่ย' จากเจาเยวี่ย, 'เทียน' จากเยี่ยเทียนซิน, 'หยา' จากซืออู๋หยา, 'ก้ง' จากจูหงก้ง และ 'ฉือ' จากฉือยวนเอ๋อร์ที่พ้องเสียงกับคำว่า 'ฉื่อ' ในบทกวี!
"ที่ท่านอาจารย์รับศิษย์ก็เพราะเหตุนี้หรือเจ้าคะ? แต่เหมือนจะขาดไปคำนึงนะ..." ยวนเอ๋อร์เกาหัว ไม่อยากจะเชื่อเลย
ลู่โจวเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจีเทียนเต้าจะโอ้อวดบ้าจี้ได้ขนาดนี้
มันขาดคำว่า "สือ" (เวลา) ไปคำนึงจริงๆ ด้วย หากจีเทียนเต้าตามหาลูกศิษย์ตามบทกวีบทนี้ ก็แสดงว่าเกณฑ์การรับศิษย์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นชื่อต่างหาก เพียงแต่... ในความทรงจำที่ลู่โจวได้รับ โลกใบนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่โลกใบเดียวกับชาติก่อน แล้วบทกวีบทนี้มันโผล่มาได้ยังไงกัน?
หรือว่า... จีเทียนเต้าก็เป็นคนทะลุมิติมาเหมือนกัน?
ในขณะเดียวกัน
ศิษย์คนที่สี่ หมิงซื่ออิน กำลังเหาะเหินเดินอากาศ มองลงมาเบื้องล่างด้วยสีหน้าเบิกบานใจสุดๆ
"กว่าจะได้ออกจากภูเขาจินถิงทั้งที ข้าต้องเที่ยวให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย!" ร่างของหมิงซื่ออินพุ่งทะยานผ่านเหนือเมืองทังจื่อด้วยความรวดเร็ว ทำให้ชาวเมืองตกใจร้องอุทานกันลั่น
"พวกมดปลวกตื่นตูมเอ๊ย... วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะหาสาวงามมาปรนเปรอสักสองสามคน"
เขาเพิ่งจะเตรียมตัวพุ่งทะยานลงไป ก็ฉุกคิดถึงคำพูดของท่านอาจารย์ขึ้นมาได้ รีบเบรกตัวโก่งกลางอากาศ แล้วบ่นพึมพำว่า "ช่างเถอะ ตอนนี้ท่านอาจารย์ชอบเล่นลูกไม้ใหม่ๆ ต้องตามน้ำท่านผู้เฒ่าไปก่อน... อะแฮ่ม งั้นข้าก็จะเป็นคนดีสักวัน เอาเงินทองของมีค่าที่พวกโจรปล้นมา โปรยแจกพวกเจ้าก็แล้วกัน!"
หมิงซื่ออินปลดห่อผ้าออก แล้วโยนของลงไปที่ถนนในเมืองทังจื่อ
ตั๋วเงิน ทองคำ เงิน และของมีค่ามากมาย ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าราวกับเม็ดฝน
"วันนี้ข้าจะเป็นเทพบุตรโปรยเงินให้ก็แล้วกัน!"
ตอนแรกหมิงซื่ออินตั้งใจจะเอาเงินไปเที่ยวหอนางโลม แต่ในเมื่อไม่ไปแล้ว เก็บเงินไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมในระดับของเขานี้ ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทองอยู่แล้ว
ชาวบ้านบนถนนพากันวิ่งหลบหลีก
แต่พอมองเห็นชัดๆ ว่าของที่ร่วงหล่นลงมาคือตั๋วเงินและของมีค่า ชาวบ้านก็พากันยื้อแย่งกันอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว เงินทองก็ถูกแย่งชิงไปจนหมดเกลี้ยง
เมื่อชาวบ้านเห็นเงาคนแวบผ่านไปบนฟากฟ้า ก็พากันล้มตัวลงคุกเข่ากราบไหว้กันยกใหญ่
"ขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ ขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ที่ยังมีชีวิต!"
"ขอบพระคุณสวรรค์!"
(จบแล้ว)