- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ขอส่งครอบครัวสารเลวลงนรก
- บทที่ 25 - รนหาที่ตายเองนะ
บทที่ 25 - รนหาที่ตายเองนะ
บทที่ 25 - รนหาที่ตายเองนะ
บทที่ 25 - รนหาที่ตายเองนะ
ยามเช้าในป่าเขาเต็มไปด้วยหมอกหนา น้ำค้างเกาะอยู่บนยอดหญ้าแห้งและใบไม้ที่ร่วงหล่นจนเปียกชุ่ม
ฉินเทียนเดินลัดเลาะไปตามหมู่มวลต้นไม้อย่างเงียบเชียบราวกับพรานป่าผู้ช่ำชอง
เขาไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปยังพื้นที่อันตรายที่เล็งไว้ให้จ้าวต้าหู่เมื่อคืน แต่เลือกที่จะสำรวจพื้นที่รอบนอกอย่างละเอียดก่อน
ประสาทสัมผัสที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากน้ำพุวิญญาณทำให้ฉินเทียนสามารถแยกแยะร่องรอยที่สัตว์ทิ้งไว้ได้อย่างง่ายดาย...
ทั้งรอยเท้าหมูป่าที่เพิ่งประทับใหม่ๆ มูลหมาป่า รอยแทะเปลือกไม้ของกวางฟาน หรือแม้แต่ขนนกที่ร่วงหล่นตอนไก่ป่าบินหนี
ภายในใจของฉินเทียนวาดภาพขอบเขตและเส้นทางการหากินของสัตว์ในบริเวณนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ฉินเทียนจัดการวางกับดักบ่วงลวดง่ายๆ ไว้ตามทางเดินเล็กๆ ที่สัตว์น่าจะเดินผ่านสองสามจุดด้วยความชำนาญ
ตำแหน่งและความสูงของบ่วงถูกคำนวณมาอย่างดี เพื่อให้สามารถดักจับสัตว์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางได้ และไม่หลุดรอดไปได้ง่ายๆ
กับดักเหล่านี้คือผลงานชิ้นโบแดงที่เขาตั้งใจให้ทุกคนเห็น และยังเป็นเครื่องมือพรางตาชั้นเยี่ยมอีกด้วย
หลังจากจัดการเรียบร้อย ฉินเทียนก็มุ่งหน้าไปยังป่าทึบและสูงชันทางทิศตะวันตก
ที่นั่นต้นไม้ขึ้นหนาแน่น โขดหินเรียงรายสลับซับซ้อน ภูมิประเทศสลับซับซ้อน เคยได้ยินหวังฝูกุ้ยบอกว่าชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า 'หุบเขาผีสาง'
เมื่อก่อนเคยมีคนเก็บสมุนไพรและพรานป่าหายตัวไปในนี้ ปกติแล้วแทบไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้
เหมาะเหม็งที่จะเป็นจุดจบของจ้าวต้าหู่เลยทีเดียว
ส่วนจะรอดชีวิตออกมาได้หรือไม่ ก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมของจ้าวต้าหู่เอง
ฉินเทียนไม่ได้เข้าไปยังจุดที่อันตรายที่สุดของหุบเขาผีสาง แต่เลือกที่จะหยุดพักตรงบริเวณชายป่าที่ค่อนข้างลับตาคน แต่เป็นทางผ่านบังคับไปยังจุดอันตราย
บริเวณนี้มีแอ่งดินราบเรียบเล็กๆ ถัดไปเป็นเนินลาดชัน ด้านล่างของเนินเต็มไปด้วยโขดหินระเกะระกะ
ฉินเทียนสังเกตภูมิประเทศอย่างละเอียด จากนั้นก็หยิบขวดเล็กๆ ที่บรรจุน้ำคั้นจากสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนผสมกับน้ำพุวิญญาณ ซึ่งเขาเตรียมไว้เมื่อคืนออกมาจากมิติ
น้ำคั้นนี้ส่งกลิ่นคาวอมหวานจางๆ ซึ่งมนุษย์อาจไม่ค่อยรู้สึก แต่สำหรับสัตว์กินเนื้อแล้ว มันคือกลิ่นที่ยั่วยวนใจเป็นที่สุด
ฉินเทียนค่อยๆ หยดน้ำคั้นลงบนใบหญ้าและก้อนหินที่สังเกตเห็นได้ง่ายๆ บริเวณขอบแอ่งดินสองสามหยด
แล้วใช้เศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ที่ชุบน้ำคั้น ไปวางซ่อนไว้หลังกอหนามที่อยู่ตรงทางไปสู่เนินลาดชัน ให้พอมองเห็นวับๆ แวมๆ
จากนั้น ฉินเทียนก็เดินไปที่ขอบเนินลาดชัน ตรงนี้มีเศษหินที่หลวมๆ อยู่แล้ว
เขาใช้มีดตัดฟืนและมือเท้าจัดการงัดแงะก้อนหินที่เป็นฐานรองรับที่สำคัญสองสามก้อนให้หลวมขึ้นไปอีก
แล้วเอาหญ้าแห้งกับดินร่วนๆ มากลบเกลื่อนร่องรอยบนเนินลาดชัน ทำให้ดูเหมือนกับบริเวณรอบๆ ไม่ผิดเพี้ยน
แค่มีคนเหยียบลงไป หรือมีแรงกระแทกจากภายนอก ก็จะทำให้เกิดดินถล่มย่อมๆ ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อจัดการเสร็จสิ้น ฉินเทียนก็ถอยไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป สังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง
ทางเดินเล็กๆ ที่มาจากทางหมู่บ้าน มุ่งตรงมายังแอ่งดินนี้พอดี
ร่องรอยเหยื่อล่อในแอ่งดินสามารถมองเห็นได้ในมุมที่เหมาะสม ส่วนอันตรายที่ซ่อนอยู่บนเนินลาดชันก็ถูกพรางตาไว้อย่างแนบเนียนด้านหลัง
ถ้ามีใครถูกเหยื่อล่อดึงดูด เดินเข้ามาในแอ่งดิน และพยายามจะเข้าไปดูหลังกอหนาม ก็จะเข้าใกล้ขอบเนินลาดชันอย่างง่ายดาย...
สมบูรณ์แบบ
มุมปากของฉินเทียนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
กับดักวางไว้แล้ว เหยื่อล่อก็โยนออกไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่รอให้เหยื่อโง่ๆ ตัวนั้นเดินมาติดกับเอง
ฉินเทียนไม่ได้รีบไปไหน เขาปีนขึ้นไปบนโขดหินก้อนหนึ่งที่ค่อนข้างสูง ซ่อนตัวอย่างมิดชิด แล้วเฝ้ารออย่างเงียบๆ
สายตาที่เหนือมนุษย์ทำให้ฉินเทียนมองเห็นสถานการณ์ทางฝั่งแอ่งดินและทางเดินเล็กๆ ได้อย่างชัดเจน
ผ่านไปราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ ก็มีเสียงฝีเท้าโซซัดโซเซดังมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงหอบหายใจและเสียงสบถด่าเบาๆ
"แม่งเอ๊ย... ทางบ้าอะไรวะเนี่ย... เจ็บชะมัด... ไอ้เวรฉินเทียนมันหายหัวไปไหนของมันวะ..."
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น จ้าวต้าหู่นั่นเอง
มันตามมาจริงๆ ด้วย
อาการบาดเจ็บที่เท้าทำให้จ้าวต้าหู่เดินลำบาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความโลภ สายตาล่อกแล่กมองไปรอบๆ
ดูเหมือนกำลังมองหาร่องรอยของฉินเทียน และกำลังมองหาสถานที่ที่มีสัตว์ป่าด้วย
จ้าวต้าหู่เดินตามรอยเท้าเลือนรางที่ฉินเทียนจงใจทิ้งไว้ซึ่งมุ่งหน้าไปยังแอ่งดิน
เมื่อจ้าวต้าหู่เห็นแอ่งดินที่ค่อนข้างโล่งกว้างนั้น ตาของเขาก็เป็นประกาย รีบไปหลบอยู่หลังต้นไม้ ชะเง้อคอมองไปรอบๆ
ในแอ่งดินเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกอหญ้า
จ้าวต้าหู่รออยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่เห็นวี่แววของฉินเทียน ก็เริ่มใจกล้าขึ้นมา
เขาเดินย่องๆ เข้าไปในแอ่งดิน ไม่นานก็พบหยดน้ำค้างน่าสงสัยสองสามหยดบนใบหญ้า
จ้าวต้าหู่ขยับเข้าไปใกล้ๆ ดมดู ก็ไม่ได้กลิ่นอะไรแปลกประหลาด แต่ในใจกลับยิ่งมั่นใจว่าที่นี่ต้องมีอะไรแน่ๆ ...
กลิ่นที่สัตว์ป่าทิ้งไว้งั้นเหรอ?
สายตาของจ้าวต้าหู่ก็ไปสะดุดเข้ากับวัตถุสีแดงคล้ำชิ้นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังกอหนาม มองเห็นวับๆ แวมๆ
เนื้อเหรอ?
หรือว่า...
ความโลภเข้าครอบงำความกลัวต่อป่าเขาที่ยังไม่รู้จักในพริบตา
จ้าวต้าหู่ลืมความเจ็บที่เท้า ลืมความกลัวจากเสียงหมาป่าหอนเมื่อคืนนี้ อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่
เขาค่อยๆ แหวกกอหนาม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เนื้อชิ้นนั้น
ในวินาทีที่ร่างของจ้าวต้าหู่โน้มไปข้างหน้า จนแทบจะเอื้อมมือไปถึงของสิ่งนั้น จู่ๆ เท้าของเขาก็ลื่น... เหยียบลงบนเศษหินที่ฉินเทียนทำหลวมไว้...
"อ๊ากก..." จ้าวต้าหู่ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ร่างกายเสียสมดุล
ตามสัญชาตญาณ เขาพยายามคว้ากอหนามข้างๆ เพื่อพยุงตัว แต่กอหนามก็ทิ่มแทงมือ เขาเจ็บจนต้องปล่อยมือ ร่างของเขาโซเซหงายหลังลงไป สองเท้าตะเกียกตะกายสะเปะสะปะ...
"ครืดดด..."
จ้าวต้าหู่เหยียบลงไปตรงบริเวณขอบเนินลาดชันที่ถูกดัดแปลงไว้พอดี
ก้อนหินและดินร่วนๆ ที่หลวมอยู่แล้ว ถล่มลงมาในพริบตา
จ้าวต้าหู่รู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป ร่างของเขากลิ้งหลุนๆ ลงไปตามทางลาดชันราวกับลูกน้ำเต้าที่กลิ้งไปตามพื้น กระแทกเข้ากับก้อนหินและกิ่งไม้แห้ง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวน...
"ช่วยด้วย... อ๊ากก... ขาฉัน... แขนฉัน..."
เสียงร้องโหยหวนและเสียงกลิ้งตกลงมาดังก้องไปทั่วหุบเขา ทำเอานกในป่าแตกตื่นบินว่อน
ฉินเทียนมองดูเหตุการณ์บนโขดหินด้วยสายตาเย็นชา
จ้าวต้าหู่กลิ้งตกลงไป ชนกิ่งไม้หักไปอย่างน้อยหนึ่งถึงสองกิ่ง ก่อนจะตกลงไปกระแทกกับกองหินที่ยื่นออกมาตรงตีนเนินลาดชันเสียงดังตุ้บ
เขานอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเสียงครางแผ่วๆ ดังมาเป็นระยะ
สำเร็จ
ฉินเทียนไม่ได้รีบลงไปดู
เขารออยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าจ้าวต้าหู่ไม่มีแรงขยับตัวได้อีก และไม่มีใครถูกดึงดูดด้วยเสียงร้องโหยหวนนี้ จึงค่อยๆ ไต่ลงมาจากโขดหินอย่างเงียบเชียบราวกับลิงลม และมาถึงตีนเนินลาดชันอย่างไร้สุ้มเสียง
สภาพอันน่าสังเวชของจ้าวต้าหู่ดูแย่กว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
ใบหน้าและร่างกายเต็มไปด้วยรอยถลอกและคราบเลือด ขาซ้ายบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด กระดูกหักแน่นอน
แขนขวาก็ห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง อาจจะกระดูกหลุดหรือร้าว
สลบเหมือดไปแล้ว แต่หน้าอกยังกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วๆ
ฉินเทียนตรวจสอบดูแล้ว ไม่ตายหรอก
แต่อาการบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ในหมู่บ้านลึกที่ขาดแคลนหมอและยา ต่อให้ช่วยกลับไปได้ ก็ต้องกลายเป็นคนพิการแน่นอน และจะทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไปตลอดชีวิต
ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมาเดินได้ นับประสาอะไรกับการมาหาเรื่องเขา
ฉินเทียนจัดการลบร่องรอยที่ตัวเองทิ้งไว้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะน้ำคั้นสมุนไพรและเศษเนื้อสองสามหยดนั้น เก็บเข้ามิติไปทั้งหมด
จากนั้นก็จัดแจงบริเวณที่ดินถล่มเล็กน้อย ทำให้ดูเหมือนเป็นการถล่มตามธรรมชาติ หรือจ้าวต้าหู่เผลอเหยียบจนถล่มลงมาเอง
สุดท้าย ฉินเทียนก็ปรายตามองจ้าวต้าหู่ที่สลบไสลไม่ได้สติในสภาพน่าเวทนา แววตาเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
"รนหาที่ตายเองนะ..." ฉินเทียนพึมพำเบาๆ แล้วรีบออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ของตัวเองไว้เลย
ฉินเทียนไม่ได้กลับทางเดิม แต่เดินอ้อมไปไกล ระหว่างทางก็ใช้หนังสติ๊กยิงไก่ป่าอ้วนท้วนตัวหนึ่งที่กำลังหากินอยู่ในพุ่มไม้ได้มาด้วย
ไก่ป่ากระพือปีกดิ้นรนอยู่ในมือฉินเทียน กลายเป็นผลงานการเข้าป่าของเขาในวันนี้...