- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ขอส่งครอบครัวสารเลวลงนรก
- บทที่ 18 เรามาดูกันต่อไป
บทที่ 18 เรามาดูกันต่อไป
บทที่ 18 เรามาดูกันต่อไป
บทที่ 18 เรามาดูกันต่อไป
ถึงวันออกเดินทาง
ตอนเช้าตรู่ ลมหนาวเริ่มพัดแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ที่จัตุรัสหน้าสถานีรถไฟกลับเต็มไปด้วยความคึกคัก
ธงสีแดงปลิวไสว เสียงฆ้องเสียงกลองดังกึกก้อง ลำโพงกระจายเสียงเปิดเพลงปลุกใจและคำกล่าวส่งท้ายดังสนั่น
ขบวนเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ติดดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ไว้ที่หน้าอก ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของญาติพี่น้อง สะพายกระเป๋า หิ้วถุงตาข่าย บนใบหน้ามีทั้งความตื่นเต้น ความสับสน ความอาลัยอาวรณ์ และความฮึกเหิมที่ถูกกระตุ้นจากกระแสสังคมในยุคนั้น
ฉินเทียนและหลิ่วเยียนหรานมารวมตัวกันที่ริมจัตุรัส
ฉินเทียนสะพายกระเป๋าทหารสีเขียวเข้มตุงๆ แต่ดูไม่ค่อยสะดุดตานัก ข้างในมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน เครื่องนอน ของใช้ในห้องน้ำ และเสบียงแห้งนิดหน่อยเอาไว้ตบตา
ที่เอวมีกระติกน้ำทหารกับกล่องข้าวเก่าๆ หุ้มด้วยผ้า
มีดโต้ถูกห่อด้วยผ้า มัดติดไว้ด้านข้างกระเป๋า
ส่วนข้าวของจริงๆ ทั้งเสบียง เนื้อ เงิน คูปอง เมล็ดพันธุ์ เครื่องมือ หรือแม้แต่ปืนกับกระสุน ถูกซ่อนไว้อย่างปลอดภัยในมิติพื้นที่เพาะปลูกวิญญาณ
สัมภาระของหลิ่วเยียนหรานยิ่งเรียบง่าย มีแค่ห่อผ้าลายดอกไม้ที่ปะชุนมาแล้ว ใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นกับผ้าห่มบางๆ หนึ่งผืน ในมือถือถุงตาข่ายใส่ของใช้ในห้องน้ำกับกล่องข้าวอะลูมิเนียมใบเล็ก
เธอใส่เสื้อเชิ้ตลายดอกสีฟ้าอ่อนตัวเดิม ทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มเก่าๆ ยังคงถักเปียสองข้างเหมือนเดิม แต่สีหน้าดูมีเลือดฝาดขึ้นกว่าเมื่อสองสามวันก่อน แววตาแม้จะยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ก็แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
หลิ่วเยียนหรานแอบมองฉินเทียนแวบหนึ่ง พอเห็นเขานิ่งสงบ ใจเธอก็ชื้นขึ้นมา
ทั้งสองคนไม่ได้ยืนชิดกันมาก รักษาระยะห่างแบบเพื่อนร่วมทางทั่วไป แต่ก็ส่งสายตาสื่อสารกันอย่างรู้ใจ
ตามใบแจ้ง พวกเขาเดินไปที่ป้ายจุดรวมพลของเยาวชนที่จะไปหมู่บ้านเค่าซานถุน มณฑลเฮยหลงเจียง
ที่ป้ายนั้นมีวัยรุ่นยืนอยู่เจ็ดแปดคนแล้ว มีทั้งหญิงทั้งชาย ทุกคนดูซูบผอม ใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย กำลังจับกลุ่มคุยกันเบาๆ หรือไม่ก็มองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คนที่มาส่งและแจกตั๋วรถไฟคือเจ้าหน้าที่หนุ่มจากคณะกรรมการชุมชนกับเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานของโรงงาน ส่วนเจ้าหน้าที่หวังไม่ได้มา สงสัยคงคิดว่าธุระเสร็จแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาเสนอหน้า
ฉินเทียนกับหลิ่วเยียนหรานเดินเข้าไปบอกชื่อ
เจ้าหน้าที่หนุ่มติ๊กชื่อในใบรายชื่อ แล้วส่งตั๋วรถไฟแข็งๆ ให้ฉินเทียนสองใบ
"ฉินเทียน หลิ่วเยียนหรานใช่ไหม นี่ตั๋วรถไฟของพวกคุณ เก็บไว้ให้ดี ไปถึงนู่นค่อยฟังคำสั่งจากหัวหน้าทีม พอถึงอำเภอก็จะมีคนมารับ ดูแลสัมภาระของตัวเองด้วยล่ะ"
"ขอบคุณครับสหาย" ฉินเทียนรับตั๋วมาดูแวบหนึ่ง เป็นตั๋วนั่งสองที่ติดกัน เวลาและเที่ยวรถถูกต้อง
ฉินเทียนยื่นตั๋วใบหนึ่งให้หลิ่วเยียนหราน
หลิ่วเยียนหรานรับมาถือไว้อย่างระมัดระวัง
ทั้งสองคนยืนรอเงียบๆ อยู่ข้างๆ
ฉินเทียนกวาดสายตามองเพื่อนร่วมทางกลุ่มนี้
มีผู้ชายสี่คน ผู้หญิงสามคน รวมเขากับหลิ่วเยียนหรานก็เป็นเก้าคนพอดี
ในกลุ่มผู้ชายสี่คน มีสองคนที่ดูซื่อๆ เหมือนลูกกรรมกร แววตาดูหวาดๆ
อีกคนใส่แว่นตา ดูเป็นเด็กเรียน กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือปกแดงอยู่
ส่วนอีกคน ตัวสูงใหญ่ ใส่เสื้อกันหนาวทหารสีเขียวเก่าๆ ตัดผมเกรียน ยืนพิงรั้ว ปากคาบเศษหญ้า สายตาดูกวนๆ เขาจ้องมองหลิ่วเยียนหรานหัวจรดเท้า ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนต้องขยับไปยืนใกล้ฉินเทียนมากขึ้น
ส่วนผู้หญิงสามคน มีคนนึงถักเปียสั้น หน้ากลม ดูท่าทางเอาเรื่อง
คนนึงรูปร่างผอมสูง หน้าซีด ก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา
อีกคนรูปร่างเตี้ยอวบ กำลังยืนคุยอยู่กับสาวหน้ากลม
ดูๆ แล้วก็เป็นเด็กจากครอบครัวธรรมดาๆ ที่ถูกคลื่นแห่งยุคสมัยพัดพามาที่นี่
ใกล้ถึงเวลาที่หัวหน้าทีมจะเรียกให้จัดแถวเตรียมเข้าสถานี ชายหนุ่มตัวโตที่ใส่เสื้อกันหนาวทหารก็เดินปรี่เข้ามาหาฉินเทียน สายตาเต็มไปด้วยความยั่วยุ เขามองหลิ่วเยียนหรานสองสามที แล้วก็หันมามองฉินเทียน แสยะยิ้มอย่างไม่เป็นมิตร
"เฮ้ย นายชื่อฉินเทียนใช่ไหม" เขาพูดเสียงดัง ติดสำเนียงคนท้องถิ่น
ฉินเทียนเงยหน้าขึ้น มองเขาอย่างนิ่งสงบ "ใช่ มีอะไรเหรอ"
"ได้ยินมาว่า นายส่งพ่อแท้ๆ กับแม่เลี้ยงตัวเองเข้าคุกไปแล้ว แถมยังขายบ้านขายงานของตัวเองทิ้งด้วย" ชายหนุ่มตัวโตเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของเพื่อนร่วมทางและญาติๆ ที่มาส่งให้หันมามอง "เก่งนักนี่หว่า เห็นแก่เงินจนไม่เห็นหัวญาติพี่น้องเลยหรือไง"
คำพูดนี้ร้ายกาจมาก เป็นการตราหน้าฉินเทียนว่าเป็นคนหน้าเงินและเลือดเย็น
หลิ่วเยียนหรานหน้าถอดสี รีบเถียง "นายพูดบ้าอะไร หลิวต้าไห่พวกนั้นวางยาพิษอาเทียนต่างหาก เพื่อนบ้านกับตำรวจก็เป็นพยานได้"
"อ้าว นี่ออกมาปกป้องเลยเหรอ" ชายหนุ่มตัวโตแค่นหัวเราะ สายตากวาดมองหลิ่วเยียนหรานและฉินเทียนสลับไปมา "หลิ่วเยียนหรานใช่ไหม ได้ยินมาว่าประวัติบ้านเธอไม่ค่อยจะดีนี่นา ทำไม เกาะผู้ชายรวยๆ ได้แล้วเหรอ หรือว่าพวกแกแอบกิ๊กกันมานานแล้ว"
"จ้าวต้าหู่ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ" สาวหน้ากลมทนไม่ไหว ออกโรงตวาด "พูดจาเหลวไหลอะไร ก่อนออกเดินทางหัวหน้าสั่งไว้ว่าไง ต้องสามัคคีกันไม่ใช่หรือไง"
"หลี่หงปิง ไม่ใช่เรื่องของเธอ" จ้าวต้าหู่ ชายหนุ่มตัวโตถลึงตาใส่สาวหน้ากลม แล้วหันกลับมาจ้องฉินเทียน ก้าวเข้ามาอีกก้าว "ไอ้หนู ขอบอกไว้เลยนะ หลิวเจี้ยนจวินคือเพื่อนฉัน แกทำบ้านมันพังยับเยิน แถมยังส่งพ่อแม่มันเข้าคุกอีก บัญชีนี้ ฉันจดไว้แล้ว อย่าคิดว่าขายบ้านขายงานแล้วหนีไปชนบทแล้วเรื่องจะจบนะ เรามาดูกันต่อไป"
ที่แท้ก็มาแก้แค้นแทนหลิวเจี้ยนจวินนี่เอง
ฉินเทียนเข้าใจแจ่มแจ้ง ดูท่าหลิวเจี้ยนจวินคงจะมีเพื่อนฝูงอยู่ข้างนอกบ้าง
จ้าวต้าหู่นี่ ก็คงเป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่ถูกส่งไปหมู่บ้านเค่าซานถุนรอบนี้ ถึงได้รู้เรื่องละเอียดขนาดนี้ คงจะฟังความข้างเดียวจากหลิวเจี้ยนจวินมา หรือไม่ก็จงใจมาหาเรื่อง
เพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ หันมามองกันเป็นตาเดียว สายตามีหลากหลาย ทั้งอยากรู้อยากเห็น ทั้งเห็นใจ และก็มีพวกที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
หัวหน้าทีมก็สังเกตเห็นความวุ่นวายทางนี้ และกำลังเดินเข้ามา
แต่ฉินเทียนกลับยิ้มออกมา
ไม่ใช่ยิ้มโกรธ ไม่ใช่ยิ้มเถียง แต่เป็นยิ้มจางๆ ที่แฝงความเย้ยหยันนิดๆ
เขาก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว บังหลิ่วเยียนหรานไว้มิดชิด สายตาสงบนิ่งประสานกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของจ้าวต้าหู่
"สหายจ้าวต้าหู่ ใช่ไหม" ฉินเทียนพูดเสียงไม่ดัง แต่ทุกคนได้ยินชัดเจน "ข้อแรก หลิวต้าไห่ หวังซิ่วหลาน วางยาพิษฆ่าฉัน หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ศาลเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ฉัน"
"ถ้าไม่พอใจ ไปร้องเรียนที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เลย"
"ข้อสอง ฉันขายบ้านที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลฉิน และโควตางานของตัวเอง ถูกต้องตามกฎหมาย มีบันทึกที่คณะกรรมการชุมชนและโรงงานครบถ้วน"
"ข้อสาม ฉันกับสหายหลิ่วเยียนหรานตอบสนองนโยบายรัฐ มาร่วมกันรับการศึกษาใหม่ที่ชนบท ในฐานะสหายร่วมรบ ช่วยพูดจาให้เกียรติกันด้วย อย่าเอาความคิดสกปรกของนายมาตัดสินคนอื่น"
ฉินเทียนพูดจาฉะฉาน เป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะตอนจบที่ดึงเรื่องสหายร่วมรบและการศึกษาใหม่มาอ้าง ทำให้เรื่องบาดหมางส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการขึ้นมาทันที
จ้าวต้าหู่ถูกตอกกลับจนหน้าหงาย เขาตั้งใจจะใช้ความก้าวร้าวและการใส่ร้ายป้ายสีทำให้ฉินเทียนอับอายขายหน้าต่อหน้าทุกคน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่สะทกสะท้าน แถมยังโต้กลับด้วยเหตุผลและนโยบายรัฐ
เขาหาคำเถียงไม่ได้ ได้แต่หน้าแดงก่ำ คอแข็ง "ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลสารพัด ขอบอกเลยว่า เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่ ไปถึงที่นู่น คอยดูเถอะว่าจะจัดการแกยังไง"
"อ้าว" ฉินเทียนเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปาก "ฟังจากน้ำเสียงแล้ว นายตั้งใจจะไปบุกเบิกชนบทด้วยการกลั่นแกล้งและทำลายความสามัคคีของกลุ่มเยาวชนงั้นสิ"
"ได้เลย ฉันจำไว้แล้ว"
"พอไปถึงที่หมาย เจอหัวหน้าหมู่บ้าน ฉันจะรายงานคำพูดของสหายจ้าวต้าหู่ให้ท่านฟังแบบเป๊ะๆ เลย ดูซิว่าท่านจะว่ายังไง"
"ดูซิว่าท่านจะสนับสนุนคนที่เอาเรื่องส่วนตัวมาทำลายการเคลื่อนไหวลงสู่ชนบทอันยิ่งใหญ่ หรือจะสนับสนุนเยาวชนส่วนใหญ่ที่สามัคคีกันสร้างความเจริญให้ชนบท"
พอพูดจบ จ้าวต้าหู่ก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
เขาอาจจะห้าวไปบ้าง แต่ก็รู้ดีว่าข้อหา 'ทำลายการเคลื่อนไหวลงสู่ชนบท' มันร้ายแรงแค่ไหน ถ้าโดนยัดข้อหานี้เข้าไปจริงๆ อย่าว่าแต่ตัวเขาเลย ครอบครัวก็อาจจะซวยไปด้วย
เขาไม่คิดว่าฉินเทียนจะฝีปากกล้าแถมยังรู้จักใช้ข้ออ้างแบบนี้มากดดันเขา
จ้าวต้าหู่อกกระเพื่อมขึ้นลง หายใจฟืดฟาดด้วยความโกรธ สายตาถลึงมองอย่างดุร้าย
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ฝืนกลืนความโกรธลงไป