- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 127 จางกวนอวี่
ตอนที่ 127 จางกวนอวี่
ตอนที่ 127 จางกวนอวี่
ตอนที่ 127 จางกวนอวี่
หลินหมิงยิ้มบางๆ แล้วกล่าว "ชีวิตที่นี่สะดวกสบายและหรูหราเกินไป ชีวิตที่เงียบสงบในสำนักชีเสวียนเหมาะกับการฝึกฝนที่ยากลำบากมากกว่า"
"เช่นนั้น... น้องหลินช่างขยันยิ่งนัก ความจริงการพักผ่อนบ้างก็เป็นเรื่องดี สายธนูที่ขึงตึงเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดี การมีหนักมีเบาสลับกันไปก็นับว่าไม่เลว ในเมื่อน้องหลินจะไป ข้าจะให้คนไปส่ง" รัชทายาทไม่ได้รั้งไว้ เขาสั่งองครักษ์ให้คุ้มกันหลินหมิงกลับสำนักยุทธ
เมื่อหลินหมิงจากไป สาวใช้ทั้งสี่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าลึกๆ ก็แฝงไปด้วยความผิดหวัง คนในคฤหาสน์หลายร้อยคนวุ่นวายกันอยู่หลายวัน พวกนางสี่คนทำความสะอาดห้องอย่างพิถีพิถันถึงสองวันเต็ม แต่คุณชายหลินกลับเพียงแค่มองแวบเดียว ไม่แม้แต่จะนั่งลง... อย่างไรก็ตาม คฤหาสน์นี้เป็นของหลินหมิงแล้ว ต่อให้เขาไม่มานอน พวกนางก็ต้องทำความสะอาดให้ไร้ฝุ่นทุกวัน—
"อะไรนะ จะท้าประชันข้าในอีกสี่เดือนข้างหน้าหรือ?"
ในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างหรูหรา บนตั่งยาวบุผ้ากำมะหยี่ไหมนุ่มนวล ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอนกายพิงหมอน มือโอบกอดหญิงงามเพียบพร้อมเสน่ห์ เบื้องหน้าตั่งมีสาวใช้คุกเข่าคอยบีบนวดขาให้ ส่วนอีกด้านมีหญิงสาวโฉมงามถือถาดองุ่นคริสตัล คอยเด็ดใส่ปากชายหนุ่มทีละลูกด้วยนิ้วเรียวงาม
ชายผู้นี้คือจางกวนอวี่ ยอดฝีมืออันดับสามของตำหนักสวรรค์สำนักชีเสวียน และเป็นอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรสวรรค์ระดับห้า นอกจากศิษย์สายในแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น จางกวนอวี่ยันเป็นทายาทที่สมาคมการค้าพันธมิตรฟูมฟักขึ้นมา ในอนาคตอาจได้เป็นประธานสมาคม!
สมาคมการค้าพันธมิตรมีรากฐานมั่นคงทั้งในแคว้นเทียนอวิ๋นและแคว้นข้างเคียง ดำรงอยู่มานานกว่าราชวงศ์เทียนอวิ๋นเสียอีก องค์กรที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมมีเบื้องหลังที่ลึกซึ้งจนยากจะจินตนาการ
จางกวนอวี่อยู่ในตำแหน่งสำคัญและเป็นอัจฉริยะที่เป็นรองเพียงฉินซิ่งเซวียนในบรรดานักยุทธรุ่นเยาว์ของแคว้น เรียกได้ว่าเป็นลูกรักของสวรรค์ ทั้งสาวงาม ทรัพย์สิน และอำนาจ ล้วนอยู่ในกำมือ
ทว่าเมื่อเทียบกับพรสวรรค์อันเลอเลิศและทรัพยากรจากสมาคมการค้า ผลงานของจางกวนอวี่กลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เขาอยู่อันดับสามของตำหนักสวรรค์ เป็นรองเพียงหลิงเซินและทัวกู่
หลิงเซินนั้นช่างเถิด ชายผู้นี้มีเจตจำนงยุทธอสูร พลังแข็งแกร่งจนน่ากลัว สู้ไม่ได้ก็นับว่าพอเข้าใจได้
แต่ทัวกู่มีพรสวรรค์ระดับสี่ขั้นสูง มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด พรสวรรค์ด้อยกว่าจางกวนอวี่ และทรัพยากรที่ได้รับก็น้อยกว่ามาก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จางกวนอวี่กลับยังถูกทัวกู่กดทับอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
สาเหตุสำคัญคือจิตใจแห่งยุทธของจางกวนอวี่ไม่มั่นคงพอ เขาหมกมุ่นในกามราคะมากเกินไป
เมื่อครั้งทดสอบด่านภาพมายา ผลงานของจางกวนอวี่แย่มาก แม้จะรู้สาเหตุ แต่สมาคมการค้าก็ไม่อาจบังคับให้จางกวนอวี่ละเว้นกามได้ เพราะถ้านักยุทธไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการ อาจทำให้ "ปราณ" ไม่ราบรื่นและการฝึกฝนติดขัด
ด้วยเหตุนี้ สมาคมการค้าจึงคิดหาวิธี ให้จางกวนอวี่ฝึกวิชาของพรรครื่นรมย์แห่งหุบเขาชีเสวียนเสียเลย
ทว่าวิชาขั้นสูงของพรรครื่นรมย์จะถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์สายในเท่านั้น จางกวนอวี่จึงเรียนได้เพียงวิชาสายรอง แต่ในยามนี้รากฐานของตระกูลได้แสดงผล สมาคมการค้าใช้เส้นสายอันกว้างขวาง กดดันจนพรรครื่นรมย์ยอมถ่ายทอดวิชาแกนหลักบางส่วนให้จางกวนอวี่ฝึกฝน ยามนี้เขาฝึกมาได้ครึ่งปีแล้ว ตบะบารมีเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก
จางกวนอวี่จึงใช้ชีวิตอย่างสำราญใจ มีความสุขกับสตรีทุกวันขณะที่พลังฝีมือยังก้าวหน้าอย่างมั่นคง ใช้ชีวิตประดุจฝันอันแสนสุข
คืนนี้ เดิมทีจางกวนอวี่กำลังจะหาความสำราญกับอนุภรรยาสาวสวยสองคน แต่กลับได้รับข่าวว่าสำนักยุทธต้องการให้หลินหมิงท้าประชันกับตนภายในสี่เดือน
เรื่องนี้ทำให้เขาเสียอารมณ์ยิ่งนัก ในใจบังเกิดเพลิงโทสะ สำนักชีเสวียนเห็นเขาเป็นเพียงหินลับมีดไปเสียแล้ว!
"ฮ่าฮ่า ถูกต้องแล้ว ขันทีหวังส่งป้ายชีเสวียนไปที่ตำหนักรัชทายาทโดยตรง เพื่อทำการทดสอบหลินหมิง เนื้อหาการทดสอบคือบรรลุขั้นขัดเอ็นในขอบเขตหลอมกายขั้นสี่ก่อนอายุสิบหก หรือบรรลุขั้นผลัดกระดูกในช่วงต้นของขอบเขตหลอมกายขั้นห้าก่อนอายุสิบแปด นอกจากนี้ หากเข้าสู่อันดับสิบของค่ายกลสังหารหมื่นลี้ได้ภายในสามเดือน ชนะเจ้าได้ภายในสี่เดือน ชนะทัวกู่ได้ภายในห้าเดือน และชนะหลิงเซินได้ภายในหกเดือน จะมีรางวัลพิเศษที่ยิ่งใหญ่มาก!"
ผู้พูดคือชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ เขาเป็นหนึ่งในเจ็ดศิษย์สายในของสำนักชีเสวียนแคว้นเทียนอวิ๋น นามว่าโจวอวี้ มาจากตระกูลนักยุทธ เขาฝึกวิชาพรรครื่นรมย์เช่นกันและมีความสัมพันธ์อันดีกับจางกวนอวี่
"เหอะ! คิดจะใช้ข้าเป็นหินลับมีดรึ ดี! เช่นนั้นข้าจะหักมีดเล่มนี้เสีย! หลินหมิงช่วงนี้จองหองเหลือเกิน เด็กที่มีพรสวรรค์ระดับสาม บังอาจขนานนามตนเองว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของสำนักยุทธ!"
หลายปีมานี้ แม้พลังฝีมือของจางกวนอวี่จะเป็นรองทัวกู่และหลิงเซิน แต่เรื่องพรสวรรค์ เขาได้รับคำชมว่าเป็นอัจฉริยะอันดับสองของคนรุ่นเยาว์มาตลอด โดยอันดับหนึ่งคือฉินซิ่งเซวียน เขาไม่ริษยาฉินซิ่งเซวียนเพราะนางเป็นสตรี เขาไม่เคยอิจฉาสตรี หากสยบนางได้ ต่อให้นางเก่งกาจเพียงใดก็นับเป็นคนของเขา หากสยบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่นางไม่ถูกชายอื่นสยบ เขาก็พอจะทนได้
แต่หลินหมิงผู้นี้ต่างออกไป ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลินหมิงได้ช่วงชิงความโดดเด่นไปจากเขาจนหมดสิ้น ขุมกำลังต่างๆ และเหล่านักยุทธในเมืองหลวง ใครยังจำจางกวนอวี่ผู้นี้ได้บ้าง?
จางกวนอวี่เป็นใคร? แค่อันดับสามในตำหนักสวรรค์ แม้จะมีพรสวรรค์เลิศล้ำ แต่สิ่งที่คนสนใจมักไม่ใช่พรสวรรค์ หากแต่เป็นผลลัพธ์ ตามตรอกซอกซอยในเมืองหลวง เมื่อผู้คนเอ่ยถึงคนรุ่นใหม่ของสำนักยุทธ ล้วนแต่เอ่ยชื่อหลินหมิง!
เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ จางกวนอวี่ก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง ยามนี้ยิ่งไปกว่านั้น การทดสอบหลินหมิงที่สำนักยุทธตั้งเงื่อนไขขึ้นมา เห็นชัดว่าตั้งใจให้หลินหมิงเหยียบเขาเพื่อสร้างตำนานอัจฉริยะ!
นี่คือการสะกิดเกล็ดมังกรของจางกวนอวี่ เขาเคยแต่เหยียบผู้อื่น เมื่อใดกันที่ผู้อื่นจะมาเหยียบเขา!?
"ดีจริงๆ ท่านเจ้าสำนักชีเสวียน เห็นข้าเป็นเพียงแท่นเหยียบให้คนอื่น เช่นนั้นข้าจะเหยียบคนที่ท่านหมายตาไว้ให้จมดิน!! ประจวบเหมาะกับที่ 'วิชาเทพเทพรื่นรมย์' ของข้าฝึกถึงขอบเขตความสำเร็จขั้นแรกพอดี จะให้พวกเจ้าได้เห็นว่าความต่างระหว่างพรสวรรค์ระดับห้ากับระดับสามเป็นอย่างไร!"
ใบหน้าของจางกวนอวี่ปรากฏแววดุร้าย ขณะที่โอบกอดหญิงงาม เขาก็กระชากหญิงสาวที่ป้อนองุ่นเข้ามาหาตัว หญิงสาวร้องอุทานออกมาเบาๆ หนึ่งชายสองหญิงเกลือกกลิ้งไปบนเตียงพร้อมกัน ม่านเตียงทิ้งตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติ จางกวนอวี่แสยะยิ้มพลางเริ่มฉีกกระชากเสื้อผ้าของอนุภรรยาทั้งสอง
เมื่อมีโทสะ ย่อมต้องระบายออก และวิธีระบายของจางกวนอวี่ช่างตรงไปตรงมา นั่นคือระบายลงบนตัวสตรีนั่นเอง
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกและเสียงอันน่ากระดากหูจากบนเตียง โจวอวี้ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
ด้วยการคลุกคลีกับจางกวนอวี่มานาน โจวอวี้พอจะเข้าใจนิสัยของเขา จางกวนอวี่ไม่เต็มใจเป็นแท่นเหยียบให้ใครแน่ และยามนี้สำนักยุทธผลักเขาไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหลินหมิง จางกวนอวี่ย่อมต้องหาทางจัดการหลินหมิง
จางกวนอวี่เป็นคนหยิ่งทะนงและมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสูงส่ง เขาอยากให้หญิงงามและของดีทั่วหล้าเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาจะไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้หลินหมิงเพียงเพราะเห็นว่าอนาคตของหลินหมิงจะรุ่งโรจน์!
อย่าได้เห็นว่าจางกวนอวี่เป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญที่บ้ากามและจองหอง เขาเติบโตมาในสมาคมการค้าพันธมิตรที่เต็มไปด้วยยอดคนและสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน แต่กลับโดดเด่นขึ้นมาได้ สาเหตุหลักย่อมมาจากพรสวรรค์อันเลอเลิศ แต่หากพูดถึงสติปัญญา เขาย่อมไม่ใช่คนเขลาแน่
โจวอวี้รู้ดีว่า ใครก็ตามที่ดูหมิ่นจางกวนอวี่เพราะความจองหองของเขา ผู้นั้นย่อมต้องพบจุดจบที่อนาถ จางกวนอวี่เป็นคนที่น่ากลัว โลกนี้มีคนที่มีจิตใจแห่งยุทธสองประเภทที่ไม่ควรไปตอแย คือพวก "คลั่ง" และพวก "บ้า" ประเภทแรกคือพวกคลั่งไคล้ยุทธศาสตร์ เช่นหลิงเซิน ที่มีพลังส่วนตัวน่ากลัว ส่วนประเภทหลังคือคนบ้า เช่นจางกวนอวี่ ที่มีความสุดโต่งและเสียสติ หากต้องสู้กันย่อมไม่รักชีวิต
คนแข็งเกรงคนกร่าง คนกร่างเกรงคนไม่รักชีวิต และคนไม่รักชีวิตเกรงคนบ้า จางกวนอวี่จัดอยู่ในประเภทคนบ้า เหมือนสุนัขบ้าที่ต่อให้เจ้าใช้มีดแทง เขาก็จะไม่หลบหลีก แต่จะพุ่งเข้าหาคมมีดเพื่อกัดคอเจ้า!
การรับมือกับคนประเภทนี้ คนทั่วไปย่อมไม่กล้าเสี่ยงชีวิตแลกด้วย
"จางกวนอวี่คงจะประมือกับหลินหมิงสักครั้งก่อนจะถึงกำหนดตัดสินในอีกสี่เดือนข้างหน้าแน่ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใช้วิธีใด"
ใบหน้าของโจวอวี้ปรากฏรอยยิ้มแฝงเลศนัย การที่หลินหมิงอยากเป็นศิษย์สายในนั้นไม่ง่ายเลย อันดับแรกเขาต้องผ่านด่านของจางกวนอวี่ไปให้ได้
หลินหมิงกลับถึงสำนักชีเสวียนในช่วงยามสาม (ประมาณตี 1 - ตี 3) เขาหยิบแหวนมิติในมือขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนหน้านี้เขาได้นำทองคำและศิลาปราณแท้ทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ข้างใน พื้นที่ภายในแม้จะไม่มั่นคง แต่ตราบใดที่ไม่ทำลายตัวแหวน มันจะไม่พังทลายลงกะทันหัน เมื่อถึงเวลาที่แหวนใกล้หมดอายุขัย นักยุทธจะสัมผัสได้เอง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าของจะหายไปเฉยๆ
ยามนี้หลินหมิงมีศิลาปราณแท้กว่าสองร้อยก้อนแล้ว มีทั้งที่รัชทายาทมอบให้ หวังเฉียนมอบให้ และรางวัลจากการเข้าสู่ตำหนักสวรรค์ รวมถึงมีขุนนางบางคนอยากมอบให้แต่เขาปฏิเสธไป การรับของผู้อื่นย่อมติดค้างบุญคุณ เขาไม่อยากวุ่นวายในภายหลัง
ศิลาปราณแท้เหล่านี้เพียงพอต่อการใช้งาน เวลาในการฝึกค่ายกลสังหารทั้งเจ็ดก็มีเหลือเฟือ อย่างไรก็ตาม การจะเอาชนะจางกวนอวี่ในสี่เดือนยังคงเป็นเรื่องที่ตึงมืออย่างยิ่ง
เขาต้องเปิดเส้นทางใหม่ และสิ่งที่หลินหมิงนึกถึงก็คือ—ยันต์จารึกกาย
วิชาจารึกในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีสี่ประเภท คือ จารึกอาวุธ จารึกยา จารึกกาย และจารึกวิญญาณ
ทั้งสี่ประเภทนี้ ความยากในการเริ่มต้นจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่นยันต์จารึกวิญญาณ แม้แต่หลินหมิงเองก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้
ยามนี้หลินหมิงเรียนรู้เพียงยันต์ระดับต่ำของการจารึกอาวุธและจารึกยา การวาดพื้นผิวจารึกกายต้องใช้ปราณแท้มหาศาล ก่อนหน้านี้ปราณแท้ของหลินหมิงมีไม่พอ แต่ยามนี้ "เคล็ดปราณแท้โกลาหล" บรรลุขั้นที่สอง และพลังฝีมือเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตหลอมกายขั้นสามระดับสำเร็จบริบูรณ์ ในที่สุดเขาก็มีความมั่นใจพอจะเรียนรู้วิธีวาดขอยันต์จารึกกายแล้ว
...