- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 149 กลับคืนถิ่นอย่างสง่างาม
ตอนที่ 149 กลับคืนถิ่นอย่างสง่างาม
ตอนที่ 149 กลับคืนถิ่นอย่างสง่างาม
ตอนที่ 149 กลับคืนถิ่นอย่างสง่างาม
อี้อวิ๋นกดกระชับดาบปีกห่าน ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว จนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของผู้อาวุโสเผ่าเหลียน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอี้อวิ๋น ร่างกายของผู้อาวุโสสั่นเทาไปหมด เขารู้ดีแก่ใจว่าการที่หน่วยจินหลงเว่ยจะแต่งตั้งใครสักคนเป็นวีรบุรุษของชาติ นั้นยากเย็นแสนเข็ญ ในเมื่อพวกเขาแต่งตั้งอี้อวิ๋น นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าความแข็งแกร่งของอี้อวิ๋นนั้นน่าหวาดกลัวยิ่งนัก และเหนือกว่าที่เขาจะจินตนาการไปไกลมาก!
ยิ่งไปกว่านั้น อี้อวิ๋นยังได้รับแรดนอเดียวตัวมหึมามาเป็นสัตว์พาหนะ แรดนอเดียวที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเช่นนี้ ผู้อาวุโสไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมูลค่าของมันเลย!
ผู้คนในดินแดนรกร้างนั้นมีความเลื่อมใสและหวาดกลัวต่อผู้แข็งแกร่งมาจากส่วนลึกของจิตใจ ในยามนี้เมื่อผู้อาวุโสเผชิญหน้ากับอี้อวิ๋น หากไม่ใช่เพราะความแตกต่างในฐานะดั้งเดิมที่ทำให้เขาต้องฝืนรักษาหน้าตาไว้ ผู้อาวุโสก็คงจะคุกเข่าลงไปเสียแล้ว
"เหลียนเฉิงอวี้... เป็นข้าที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิการ"
อี้อวิ๋นกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
ในหัวของผู้อาวุโสเกิดเสียงดังอื้ออึง เขาแทบจะพุ่งเข้าไปเสี่ยงชีวิตกับอี้อวิ๋นตามสัญชาตญาณ ทว่าเขาเพียงแค่หุนหันพลันแล่นไปชั่วครู่ กลับตระหนักถึงบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว จึงหยุดฝีเท้าลงอย่างท้อแท้
ร่างกายของผู้อาวุโสสั่นสะท้าน เบื้องหลังของเขา เหล่าผู้อาวุโสในเผ่าต่างมองมาที่อี้อวิ๋น บ้างก็ไม่อยากจะเชื่อ บ้างก็จ้องมองด้วยความโกรธแค้น
ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
เหลียนเฉิงอวี้ถูกอี้อวิ๋นทำให้พิการอย่างนั้นหรือ?
เหลียนเฉิงอวี้ไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเลือดม่วงแล้วหรืออย่างไร? เป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกอี้อวิ๋นทำให้พิการ อี้อวิ๋นอายุเพียงเท่าใด ฝึกฝนมาเพียงกี่วัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
"เจ้าช่างมีจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก เผ่าเหลียนของพวกข้าเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ แต่เจ้ากลับลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวโทษอี้อวิ๋นด้วยความโกรธแค้น ราวกับว่าอี้อวิ๋นคือตัวอย่างของคนเนรคุณ
อี้อวิ๋นหัวเราะอย่างเย็นชา "พวกท่านเลี้ยงดูข้าอย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว เป็นพวกข้าต่างหากที่เลี้ยงดูพวกท่าน! พวกท่านเหล่าผู้อาวุโสต่างหากที่เป็นปรสิตของเผ่าเหลียน! ยิ่งกว่านั้นพวกท่านที่เป็นปรสิต กลับปฏิบัติต่อผู้ที่มีพระคุณผู้ให้ข้าวให้น้ำดั่งทาส! โลกใบนี้เดิมทีก็เป็นเรื่องของเจ้าไม่ตายข้าก็ต้องตาย เหลียนเฉิงอวี้คิดจะเอาชีวิตข้าไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง เหตุใดท่านไม่ไปถามเขาบ้างเล่าว่าเหตุใดเขาจึงโหดเหี้ยมเช่นนั้น? หรือว่าการที่เขาฆ่าข้าถือเป็นเรื่องสมควร แต่การที่ข้าฆ่าเขาคือเรื่องไม่ถูกต้อง? ช่างน่าขันสิ้นดี!"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของอี้อวิ๋น ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็พูดไม่ออก
ถูกต้อง หากอี้อวิ๋นยังคงเป็นเด็กหนุ่มยากจนที่ไม่มีกำลังจะสู้รบปรบมือเช่นแต่ก่อน เหลียนเฉิงอวี้ก็คงจะสับอี้อวิ๋นเป็นหมื่นๆ ชิ้นไปนานแล้ว
ในขณะนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งราวกับถูกกระตุ้นจนคลุ้มคลั่ง เขากระโดดขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า... เจ้าใส่ร้ายเฉิงอวี้ใช่หรือไม่! เจ้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเฉิงอวี้ได้ ไม่มีทาง! เจ้าต้องใช้วิธีการที่ไม่สะอาดเป็นแน่ เจ้า..."
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบ หลิวเถี่ยก็พุ่งเข้าไปแล้วถีบตาแก่นั้นจนล้มลง!
ผู้อาวุโสเผ่าเหลียนหลายคนไม่มีวรยุทธ์เลย จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของหลิวเถี่ยได้อย่างไร
ตาแก่นั้นล้มลงจนกระดูกเก่าแทบจะหัก นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นไม่หยุด
"มารดามันเถอะ ตาเจ้ามืดบอดไปแล้วหรือ! เจ้าถึงกับกล้าพูดว่ากงจื่ออวิ๋นลอบทำร้ายเหลียนเฉิงอวี้!? ต่อหน้ากงจื่ออวิ๋น เหลียนเฉิงอวี้มันก็แค่เศษสวะเท่านั้น!"
"พวกเจ้าจะรู้ไหมว่าพวกเจ้าช่างโง่เขลาเพียงใด? ถึงกับคิดว่ากงจื่ออวิ๋นไม่มีความแข็งแกร่ง? กงจื่ออวิ๋นประมือกับเหลียนเฉิงอวี้บนลานประลอง เหลียนเฉิงอวี้ก็เหมือนกับไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ถูกตีจนแตกพ่ายยับเยิน นั่นไม่เรียกว่าการต่อสู้ด้วยซ้ำ แต่มันคือการที่กงจื่ออวิ๋นทุบตีเหลียนเฉิงอวี้อยู่ฝ่ายเดียว!"
"อย่าว่าแต่เหลียนเฉิงอวี้เลย แม้แต่ยอดอัจฉริยะของเผ่าเถาอย่างสามกงจื่อตระกูลเถา ที่ใช้พลังต้องห้ามจากอาวุธบรรพชนของเผ่าเถา ก็ยังถูกกงจื่ออวิ๋นตีจนต้องมุดลงไปนอนกับพื้นเหมือนกัน! อาวุธบรรพชนเผ่าเถาพวกเจ้ารู้จักไหม? พวกเจ้าไม่รู้แน่ พลังระดับนั้นมันเหนือกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้!"
หลิวเถี่ยหัวเราะอย่างเย็นชา สายตาที่มองไปยังเหล่าผู้อาวุโสเผ่าเหลียนนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ท่าทางของเขาราวกับจะบอกว่า พวกคนโง่เหล่านี้ไม่รู้อะไรเลยยังมาเห่าหอนอยู่อีก
"ถึงกับมาพูดว่ากงจื่ออวิ๋นลอบทำร้ายเหลียนเฉิงอวี้ ข้าขำจนเกือบจะหยุดไม่ได้แล้ว ตื่นเถอะพวกคนโง่! เหลียนเฉิงอวี้แก้วตาดวงใจของพวกเจ้า ถูกประเมินให้อยู่เพียงระดับเหลืองขั้นห้า ระดับเหลืองขั้นห้าคืออะไร ในดินแดนรกร้างแห่งนี้หาได้ทั่วไปเป็นหาบๆ ไม่เห็นจะวิเศษตรงไหน!"
"แต่กงจื่ออวิ๋น ถูกประเมินให้อยู่ที่ระดับลึกลับขั้นห้า สูงกว่ากันถึงหนึ่งระดับใหญ่ๆ ระดับลึกลับขั้นห้าคืออะไรพวกเจ้ารู้ไหม! นี่คือการประเมินจากระดับสูงของหน่วยจินหลงเว่ย มีความน่าเชื่อถือที่สุด! ระดับลึกลับขั้นห้าคืออะไร? นั่นคือยอดบุรุษในอนาคต ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นโห่วหรือเป็นขุนนางใหญ่!"
"ตอนที่กงจื่ออวิ๋นแสดงวรยุทธ์ เขาทำเอาถ้วยน้ำชาที่อยู่ไกลออกไปหนึ่งร้อยวาแตกกระจาย และยังชักนำไอม่วงจากทิศบูรพามาด้วย! ไอม่วงจากทิศบูรพาพวกเจ้ารู้จักไหม! เฮอะ! ข้าว่าพวกเจ้าก็คงไม่รู้! นั่นคือเมฆาสีม่วงที่ปกคลุมท้องฟ้าเป็นระยะทางหลายร้อยลี้ ช่างงดงามยิ่งนัก! นี่คือการที่กงจื่ออวิ๋นฝึกยุทธ์จนทำให้สวรรค์และโลกเกิดความสอดประสานกัน ถึงจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ได้! พวกเจ้าคนโง่เขลาที่ไม่รู้อะไรเลย พวกเจ้าจะร้องโวยวายไปเพื่ออะไรกัน!"
หลิวเถี่ยกล่าวคำพูดเหล่านี้ด้วยกำลังทั้งหมด เสียงของเขาดังไปทั่วบริเวณ ราวกับว่าคนที่ชักนำไอม่วงจากทิศบูรพามาได้นั้นคือตัวเขาเอง
ความจริงแล้ว สำหรับหลิวเถี่ย การได้โอ้อวดความรู้ของตนต่อหน้าคนที่มีความรู้น้อยเหล่านี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจได้ไม่น้อย
อย่างไรเสียหลิวเถี่ยก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ในอนาคตเขาจะปกป้องอำนาจบารมีของอี้อวิ๋นอย่างเต็มความสามารถ และคอยรับใช้คนรอบข้างของอี้อวิ๋นด้วย เช่นนี้แล้ว หากอี้อวิ๋นพอใจ ไม่แน่อาจจะพาเขาออกจากดินแดนรกร้างแห่งนี้ไปก็ได้!
ที่อยู่ข้างหลังหลิวเถี่ยไม่ไกลนัก อี้อวิ๋นฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ถ้วยน้ำชาที่เขาทำให้แตกในตอนนั้น อย่างมากก็ไกลเพียงสิบวา ไอม่วงจากทิศบูรพาก็มีขอบเขตเพียงไม่กี่ลี้ พอมาเข้าหูหลิวเถี่ยกลับถูกขยายความไปมากกว่าสิบเท่า
ทว่าตัวเลขเหล่านี้ ชาวดินแดนรกร้างย่อมไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจน พวกเขาเพียงแต่ถูกสั่นประสาทด้วยคำพูดของหลิวเถี่ย
ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ ไม่ต้องให้หลิวเถี่ยพรรณนาเพิ่ม พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และน่าหวาดกลัว ปรากฏการณ์เช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเกิดขึ้นกับคนธรรมดา?
ประกอบกับอี้อวิ๋นได้รับการแต่งตั้งเป็นกุอซื่อแล้ว ในยามนี้จึงไม่มีใครสงสัยในความแข็งแกร่งของอี้อวิ๋นอีกต่อไป เขาคือมังกรในหมู่มนุษย์ เมื่อทะยานข้ามประตูมังกรไปได้แล้ว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็บังเกิดขึ้น พวกเขาซึ่งเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในยามนี้แม้แต่จะเงยหน้ามองอี้อวิ๋นก็แทบจะมองไม่ถึงแล้ว!
ผู้อาวุโสเหล่านั้นที่เดิมทีเกลียดชังอี้อวิ๋น ต่างก็ไม่กล้าพูดจาใดๆ อีก พวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอเลยแม้แต่น้อย
ชาวบ้านเผ่าเหลียนที่อยู่รอบๆ ยิ่งเงียบกริบดั่งจักจั่นในฤดูหนาว
บรรยากาศเงียบสงัดอยู่นาน อี้อวิ๋นเดินเข้าไปในกลุ่มชน สายตาจ้องมองไปทั่วลาน
"เหลียนเฉิงอวี้กงจื่อของพวกท่าน คิดจะฆ่าข้าหลายต่อหลายครั้ง เขากดขี่ชาวบ้าน ทำร้ายผู้คนนับไม่ถ้วน มีความผิดติดตัวมากมาย ดังนั้นไม่ว่าเขาจะได้รับผลลัพธ์เช่นไร ก็ถือว่าสมควรแก่เหตุแล้ว!"
"เหลียนเฉิงอวี้แย่งชิงเสบียงของพวกท่านไปแลกกับทรัพยากรฝึกยุทธ์ เพื่อไขว่คว้าความรุ่งโรจน์ของตนเอง คำสัญญาที่ว่าจะพาพวกท่านย้ายเข้าสู่เมือง ความจริงแล้วเป็นเพียงคำลวงเท่านั้น ด้วยความสามารถของเหลียนเฉิงอวี้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะได้เป็นกุอซื่อ ถึงเวลานั้นพวกท่านก็คงหิวตายไปหมดแล้ว"
"เหลียนเฉิงอวี้เกณฑ์ชายฉกรรจ์มาเคี่ยวกรำกระดูกอสูรรกที่มีพิษ ทำให้ชายฉกรรจ์เผ่าเหลียนต้องล้มตายกันไปทีละคน และยังให้พวกเขากินโอสถที่ผลาญเลือดลม เพื่อให้พวกเขาตายเร็วขึ้นไปอีก!"
"หลังจากนั้น เขายังผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่ตัวข้า กล่าวหาว่าข้าถูกสิ่งอัปมงคลเข้าสิง และแพร่โรคระบาด ปลุกปั่นชาวบ้านให้ล้อมทำร้ายพี่สาวของข้า และเผาบ้านของข้าทิ้ง!"
อี้อวิ๋นกล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยความเย็นชา ผู้คนจึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครึ่งเดือนก่อน บนเวทีคัดเลือกโควตาของเผ่าเหลียน อี้อวิ๋นก็เคยกล่าวคำพูดแบบเดียวกันนี้มาแล้ว
เพียงแต่ในตอนนั้น ไม่มีใครยอมเชื่ออี้อวิ๋นเลยแม้แต่ไม่กี่คน
วันนี้ อี้อวิ๋นได้กล่าวคำเดิมซ้ำอีกครั้ง แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทว่าในครั้งนี้ ผลลัพธ์กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง!
ไม่มีใครที่ไม่เชื่ออี้อวิ๋นอีกต่อไป
นี่คือความน่าเกรงขามที่มาจากพลังความแข็งแกร่ง!
น้ำหนักของคำพูดคนผู้หนึ่งจะหนักแน่นเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่าทางตอนพูดนั้นดูจริงจังหรือไม่ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีการสาบานอย่างหนักแน่นเพียงใด แต่อยู่ที่ฐานะ ตำแหน่ง และความแข็งแกร่ง!
ราชาที่แท้จริง คำพูดที่กล่าวออกมาคือกฎหมาย คือกฎเกณฑ์!
ใครจะไม่เชื่อ? ใครจะกล้าไม่เชื่อ?
อีกทั้งอี้อวิ๋นได้มาถึงตำแหน่งนี้แล้ว เขามีความจำเป็นอันใดที่จะต้องมาโกหกพวกมดปลวกอย่างพวกเขาอีก?
ดังนั้นคำพูดของอี้อวิ๋นจึงไม่มีทางให้สงสัยได้อีก ผู้คนต่างก็เข้าใจแล้วว่า ในอดีตพวกเขาถูกเหลียนเฉิงอวี้หลอกลวงจนหมดสิ้น!
เหลียนเฉิงอวี้เห็นพวกเขาเป็นเพียงคนโง่ เป็นเพียงแท่นเหยียบเพื่อให้ตนเองปีนขึ้นไปข้างบน
ยิ่งเหลียนเฉิงอวี้ปีนขึ้นไปสูงเท่าใด ชาวบ้านเผ่าเหลียนก็จะยิ่งถูกเหยียบย่ำรุนแรงขึ้นเท่านั้น!
บางที คนที่ใกล้ชิดกับเหลียนเฉิงอวี้มากจริงๆ อาจจะได้รับผลประโยชน์หลังจากที่เหลียนเฉิงอวี้ประสบความสำเร็จ แต่ชาวบ้านที่ไม่มีอะไรเลยอย่างพวกเขา ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกทอดทิ้ง!
เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ผู้คนในเผ่าเหลียนต่างก็โกรธแค้นและงุนงงสับสน คำพูดของอี้อวิ๋นเปรียบเสมือนตบหน้าอย่างแรงที่ทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ติดไปชั่วครู่
ในยามนี้ อี้อวิ๋นไม่อยากจะสนใจคนเหล่านี้อีกแล้ว เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกวาดสายตามองไปในกลุ่มชน ในไม่ช้า อี้อวิ๋นก็พบคนที่เขาต้องการจะพบ
ในมุมหนึ่งของฝูงชน ป้าคนหนึ่งที่มีรูปร่างท้วมและหน้าตาซื่อสัตย์ จูงมือน้อยๆ ของเด็กหญิงที่ดูว่าง่ายคนหนึ่งซึ่งอายุประมาณสิบสองสิบสามปี
พวกนางคือหวังต้าเหนียง (ท่านป้าหวัง) และโจวเสี่ยวเข่อ
ในยามนี้โจวเสี่ยวเข่อใบหน้าแดงระเรื่อ นางมองดูอี้อวิ๋น อยากจะก้าวเข้าไปทักทาย แต่ก็ยังไม่กล้าอยู่บ้าง
เพราะในการกลับมาครั้งนี้ อี้อวิ๋นดูแตกต่างจากอี้อวิ๋นในความทรงจำของโจวเสี่ยวเข่ออย่างสิ้นเชิง
เขาไม่ใช่คนสวมเสื้อผ้าป่านที่ดูเป็นมิตรคนเดิมอีกต่อไป แต่กลับให้ความรู้สึกว่าอยู่สูงจนเกินเอื้อม เมื่อเปรียบเทียบอี้อวิ๋นกับตนเองที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง โจวเสี่ยวเข่อจึงรู้สึกอับอายในสภาพของตนเอง
ทว่าในขณะนั้นเอง อี้อวิ๋นก็ได้กวักมือเรียกโจวเสี่ยวเข่อ
"เสี่ยวเข่อ มานี่สิ"
"อ๊ะ!" เมื่อเห็นอี้อวิ๋นกวักมือเรียกตนเองกะทันหัน โจวเสี่ยวเข่อก็เหมือนกับกระต่ายตัวน้อยที่ตกใจ
---