- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 148 สวรรค์มีตา
ตอนที่ 148 สวรรค์มีตา
ตอนที่ 148 สวรรค์มีตา
ตอนที่ 148 สวรรค์มีตา
ผู้ที่นำทีมองครักษ์มังกรทองในครั้งนี้ มีชื่อว่าซุนจิ่งรุ่ย เขาเป็นยอดฝีมือขององครักษ์มังกรทองเช่นกัน ร่างกายสูงใหญ่ อายุไม่เกินยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม
แรดนอเดียวตัวยักษ์ที่เป็นพาหนะของเขาก็ดูดุดันมากเช่นกัน สัตว์ยักษ์ที่สูงเท่าตึกสองชั้นมายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ผู้คนพากันถอยกรูดไปข้างหลังด้วยสัญชาตญาณ สัตว์ยักษ์ตัวนี้ให้ความรู้สึกกดดันมากเกินไป
"ผู้น้อยขอต้อนรับท่านทูตผู้สูงส่ง ท่านทูตเหนื่อยยากมาตลอดทางแล้ว"
หัวหน้าเผ่าเฒ่าเผ่าเหลียน และผู้อาวุโสหลายคน รวมทั้งจางต้าลี่และสมาชิกค่ายเตรียมทหารคนอื่นๆ รีบแทรกฝูงชนออกมาทำความเคารพ
ซุนจิ่งรุ่ยมองดูหัวหน้าเผ่าเฒ่าแวบหนึ่ง ยังนับว่ามีสีหน้ายิ้มแย้มอยู่บ้าง
ตลอดการเดินทางนี้ อี้อวิ๋นไม่ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเขากับชนชั้นปกครองของเผ่าเหลียน ซุนจิ่งรุ่ยรู้เพียงว่าอี้อวิ๋นกับเหลียนเฉิงอวี้เข้าหน้ากันไม่ติด แต่ยังไม่รู้ว่าคนที่มาทำความเคารพอยู่ข้างล่างนี้ล้วนเป็นผู้สนับสนุนและสุนัขรับใช้ของเหลียนเฉิงอวี้ ไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีทางมีสีหน้าดีๆ ให้เลย
หลังจากหัวหน้าเผ่าเฒ่าทำความเคารพแล้ว ก็เงยหน้าขึ้น คอยชะเง้อมองไปยังสัตว์ยักษ์ห้าตัวข้างหลังซุนจิ่งรุ่ย เขาหวังจะพบร่างของเหลียนเฉิงอวี้
ในฐานะสมาชิกองครักษ์มังกรทอง แรดนอเดียวของอี้อวิ๋นอยู่ในลำดับที่สี่ของขบวน เนื่องจากแรดนอเดียวมีขนาดใหญ่มาก เขาจึงอยู่ห่างจากหัวหน้าเผ่าเฒ่าพอสมควร
แม้จะอยู่ไกล แต่ตามหลักแล้วก็น่าจะมองเห็นชัดเจนแล้ว
ทว่า อี้อวิ๋นในวันนี้ สวมชุดเฟยอวี๋ฟู คาดเข็มขัดกิเลน ข้างเอวห้อยดาบปีกหงส์ ดูองอาจสง่างามราวกองหยก ตอนที่เขาเพิ่งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดนี้ แม้แต่จางถันที่รู้ทั้งรู้ว่าคนตรงหน้าคืออี้อวิ๋น ก็ยังตะลึงไปครู่ใหญ่กว่าจะกล้าทักทาย
ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง เมื่อสวมเสื้อผ้าที่ต่างกัน กลิ่นอายย่อมต่างกันราวฟ้ากับดิน
ดังนั้นหัวหน้าเผ่าเฒ่าจึงจำอี้อวิ๋นไม่ได้ หรือควรจะกล่าวว่า เพราะเด็กหนุ่มที่แต่งกายหรูหรา ขี่สัตว์ยักษ์คนนี้ กับอี้อวิ๋นที่เป็นคนชั้นต่ำคนนั้น มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเชื่อมโยงมาถึงอี้อวิ๋นได้เลย
หัวหน้าเผ่าเฒ่ามองอี้อวิ๋นเพียงแวบเดียว เขาก็แค่รู้สึกชื่นชมในความไม่ธรรมดาและความเยาว์วัยของอี้อวิ๋นในชั่วครู่ คิดว่าองครักษ์มังกรทองช่างเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์ ดูคนอื่นสิ เยาว์วัยแต่ประสบความสำเร็จ ช่างน่าอิจฉาและน่าเลื่อมใสจริงๆ!
จากนั้น สายตาของเขาก็ไปจดจ่ออยู่ที่ตะกร้าใบใหญ่ที่แรดนอเดียวแบกไว้ ตามประสบการณ์แล้ว ผู้สมัครของเผ่าเหลียนไม่มีสิทธิขี่แรดนอเดียวโดยตรง พวกเขาทำได้เพียงนั่งในตะกร้าเท่านั้น เมื่อมองจากข้างล่างขึ้นไป เนื่องจากมุมมองจึงทำให้มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ในตะกร้า
ส่วนสมาชิกค่ายเตรียมทหารที่อยู่ในตะกร้านั้น ตอนนี้พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา รู้สึกไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เหลียนเฉิงอวี้กลายเป็นสภาพเช่นนี้ พวกเขาเองก็ตกรอบตั้งแต่รอบแรก พ่ายแพ้ยับเยินกลับมา ต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องทั้งหมู่บ้าน พวกเขาไม่มีหน้าจะปรากฏตัวออกมาจริงๆ
หากก่อนหน้านี้พวกเขาสวามิภิพักษ์ต่ออี้อวิ๋นสำเร็จ ยังพอจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในฐานะสุนัขรับใช้ของอี้อวิ๋นได้บ้าง แต่อี้อวิ๋นไม่ได้แยแสพวกเขาเลย ทำให้ตอนนี้ฐานะของพวกเขาน่าอับอายยิ่งนัก
เหล่าผู้อาวุโสจำอี้อวิ๋นไม่ได้ แต่มีคนหนึ่งเห็นเขา นั่นคือโจวเสี่ยวเข่อ!
เพราะโจวเสี่ยวเข่อคอยมองหาเงาของอี้อวิ๋นอยู่ตลอด ดังนั้นต่อให้อี้อวิ๋นจะอยู่ค่อนข้างไกล แต่นางก็สังเกตเห็นแล้ว
นางเห็นอี้อวิ๋นที่สวมชุดเฟยอวี๋ฟูแล้ว ปากเล็กๆ ก็อ้าค้างราวกับไข่นกกระทา นั่น... นั่นหรือว่าจะเป็น... พี่อี้อวิ๋น!?
โจวเสี่ยวเข่อจับมือป้าหวังแน่น ไม่อยากจะเชื่อสายตาชั่วขณะ
ในเวลานี้เอง ซุนจิ่งรุ่ยโบกมือทีเดียว ตะกร้าใบใหญ่สองใบก็ถูกเหวี่ยงลงมาจากหลังแรดนอเดียว ตะกร้าตกลงพื้นเสียงดังสนั่น
ถุงเสบียงอาหาร เนื้อสัตว์ที่ห่อด้วยผ้าอาบน้ำมันพากันกลิ้งออกมาจากตะกร้า
หัวหน้าเผ่าเฒ่า เมื่อเห็นอาหารเหล่านี้ ก็อึ้งไปทันที!
ชาวเผ่าเหลียนรอบๆ เมื่อเห็น ก็ถึงกับตาค้าง
พวกเขาตะลึงงันไปหมด
เสบียงอาหาร! เนื้อ!
สวรรค์ นี่กำลังฝันไปหรือเปล่า?
สำหรับคนที่หิวโหยจนท้องกิ่วทุกวัน ไม่รู้ว่าวันไหนจะอดตาย การได้เห็นอาหารกะทันหัน และยังมีเนื้อสัตว์ด้วยนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือสิ่งล่อใจที่รุนแรงถึงชีวิต!
คนที่กำลังอดตาย เพื่ออาหารเพียงคำเดียว ย่อมสามารถทำได้ทุกอย่าง
หัวหน้าเผ่าเฒ่าตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นทันที "ท่าน... ท่านทูตผู้สูงส่ง เสบียงเหล่านี้ ล้วน... ล้วนให้พวกเราหรือ?"
ซุนจิ่งรุ่ยกล่าวเรียบๆ ว่า "ถูกต้อง ให้แก่ราษฎรเผ่าเหลียน เผ่าเหลียนของพวกเจ้านับว่าได้สร้างคุณประโยชน์ให้อาณาจักรเทพ ปั้นแต่งอัจฉริยะขึ้นมาคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นยอดวีรชน ในภายหน้ายังมีโอกาสหลายส่วนที่จะได้เป็นยอดคนแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นโหวเป็นเซี่ยง! นี่นับเป็นวาสนาของเผ่าเหลียนของพวกเจ้าแล้ว! เผ่าเหลียนของพวกเจ้ามีความดีความชอบ อีกทั้งท่านเชียนฮู่ (ผู้บัญชาการพันนาย) ได้ยินว่าคนในเผ่าของพวกเจ้ากำลังอดอยาก จึงประทานอาหารมาให้พวกเจ้า!"
ในขณะที่ซุนจิ่งรุ่ยกำลังพูด โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงคำว่า "แต่งตั้งเป็นยอดวีรชน" หัวหน้าเผ่าเฒ่าได้ยินแล้วใจสั่นสะท้าน ตื่นเต้นจนตัวสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม
แต่งตั้งเป็นยอดวีรชน... ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม!
หัวหน้าเผ่าเฒ่าอยากจะตะโกนก้องออกมาจริงๆ
"เฉิงอวี้... ได้รับการแต่งตั้งเป็นยอดวีรชน!!"
เหล่าผู้อาวุโสข้างหลังเมื่อได้ยินข่าวนี้ ต่างก็ตื่นเต้นกันถ้วนหน้าราวกับย้อนวัยกลับไปเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อน เหมือนได้กลับไปในคืนเข้าหอตอนแต่งงานเมื่อเยาว์วัย
ยอดวีรชน นั่นคือชนชั้นสูง!
แม้พวกเขาจะอยู่ในดินแดนรกร้าง แต่ก็รู้ว่าชนชั้นสูงนั้นหมายถึงอะไร และท่านทูตขององครักษ์มังกรทองยังบอกอีกว่า เหลียนเฉิงอวี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดวีรชน ในวันหน้ายังอาจเป็นยอดคนแห่งมนุษยชาติ! นั่นต้องเป็นระดับเจ้าเมืองหรือขุนนางเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติถูกเรียกว่ายอดคน!
ช่างเป็นสวรรค์มีตาจริงๆ!
ราษฎรรอบๆ ต่างก็ตื่นเต้นอย่างที่สุด พวกเขารู้ดีว่า ตราบใดที่เหลียนเฉิงอวี้ได้เป็นยอดวีรชน ก็จะมีที่ดินศักดินา พวกเขาจะได้ไปใช้ชีวิตที่ดีในเมืองใหญ่แล้ว
เดิมทีบอกว่า การเป็นยอดวีรชนนั้นยากเกินไป พวกเขาต้องใช้ชีวิตลำบากในดินแดนรกร้างต่อไปอีกระยะหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าเหลียนเฉิงอวี้จะก้าวกระโดดทีเดียว ได้เป็นยอดวีรชนโดยตรงเลย!
"นายน้อยเหลียนช่างเก่งกาจเหลือเกิน"
"มันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ดูหรือว่านายน้อยของเราเป็นใคร ตอนนายน้อยเกิดมานั้น มีแสงสีแดงเต็มลานบ้าน มีนิมิตจากสวรรค์เชียวนะ! นายน้อยเหลียนคือดาวกระบวยบนฟ้าลงมาจุติ ในวันหน้าย่อมต้องมั่งคั่งแน่นอน!"
หญิงชาวเผ่าเหลียนคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น นางมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเหลียนเฉิงอวี้อยู่บ้าง จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร
"ไม่ใช่แค่มั่งคั่งหรอกนะ ไม่ได้ยินที่ท่านทูตบอกหรือ นายน้อยเหลียนในวันหน้าจะได้เป็นท่านโหวเชียวนะ! นายน้อยเหลียนอายุสิบเจ็ดปีก็ได้เป็นนักรบจื่อเสวี่ยแล้ว ในวันหน้ายังไม่รู้ว่าจะฝึกฝนไปถึงระดับไหนเลย!"
"ตระกูลเหลียนกำลังจะรุ่งเรืองแล้ว! เมื่อคืนข้าฝันเห็นทุ่งรวงข้าวสีทองเต็มไปหมด วันนี้ตื่นเช้ามา ก็เห็นฝูงนกสิริบินมาที่หน้าประตูใหญ่บ้านตระกูลเหลียน ร้องเพลงไม่หยุด ข้าก็ว่าแล้วว่าต้องมีเรื่องมงคลมาถึงแน่! นี่คือเรื่องมงคลอันยิ่งใหญ่ที่เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล พวกเราก็ได้พลอยได้รับผลบุญไปด้วย!"
ยังมีหญิงชาวบ้านอีกคนพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจ เด็กสาวหลายคนต่างก็เฝ้ารอการที่เหลียนเฉิงอวี้ได้เป็นยอดวีรชน การได้เป็นสาวใช้ในที่ดินของยอดวีรชน ย่อมดีกว่าการอดตายในดินแดนรกร้างเป็นไหนๆ
ซุนจิ่งรุ่ยที่นั่งอยู่บนแรดนอเดียว ได้ยินชาวบ้านถกเถียงกันก็ถึงกับอึ้งไป เขาคิดไม่ถึงเลยว่าผู้อาวุโสและราษฎรเผ่าเหลียนจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้
เขาลูบคางพลางหันไปมองอี้อวิ๋นแวบหนึ่ง
เดิมทีซุนจิ่งรุ่ยคิดว่า อี้อวิ๋นก็อยู่ที่นี่ สวมชุดเฟยอวี๋ฟู ห้อยดาบปีกหงส์ ขี่แรดนอเดียว ใครได้เป็นยอดวีรชนก็เห็นได้ชัดเจนในทันทีอยู่แล้ว ยังต้องให้เขาพูดออกมาอีกหรือ?
ตอนนี้ซุนจิ่งรุ่ยเข้าใจแล้ว ที่แท้คนเหล่านี้ไม่ได้จำอี้อวิ๋นได้เลยแม้แต่นิดเดียว!
ซุนจิ่งรุ่ยอยากจะหัวเราะขึ้นมาทันที อี้อวิ๋นเจ้าเด็กนี่ ในเผ่าเหลียนช่างไม่มีตัวตนเอาเสียเลย
"เจ้าใช้ชีวิตได้น่าเวทนาเกินไปแล้ว" สีหน้าของซุนจิ่งรุ่ยบอกความหมายเช่นนี้
อี้อวิ๋นมองเห็นความคิดของซุนจิ่งรุ่ย จึงส่งสายตาจนปัญญาให้อีกฝ่าย
นี่จะโทษชาวบ้านและผู้อาวุโสเผ่าเหลียนว่าโง่เขลาก็ไม่ได้ ครั้งนี้เผ่าเหลียนส่งคนไปเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่สิบคน แต่ในใจของพวกเขานั้น มีเพียงเหลียนเฉิงอวี้คนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็แค่คนมาเติมให้เต็มจำนวน
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสมาชิกค่ายเตรียมทหารคนไหน หรืออี้อวิ๋น จะสามารถผ่านการคัดเลือกใหญ่ได้
ดังนั้นเมื่อครู่ซุนจิ่งรุ่ยบอกว่าได้รับแต่งตั้งเป็นยอดวีรชน พวกเขาจึงคิดถึงแต่เหลียนเฉิงอวี้ และเป็นได้เพียงเหลียนเฉิงอวี้เท่านั้น!
โดยเฉพาะในใจของราษฎรจำนวนมาก เหลียนเฉิงอวี้คือนักรบจื่อเสวี่ยนะ! คนอื่นจะเทียบเขาได้อย่างไร?
และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่รู้ว่าชุดเฟยอวี๋ฟู เข็มขัดกิเลนที่อี้อวิ๋นสวมใส่อยู่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของยอดวีรชน ด้วยความรู้เห็นของราษฎรในถิ่นทุรกันดารเหล่านี้ พวกเขาคิดเพียงว่าอี้อวิ๋นคือนักรบองครักษ์มังกรทองเหมือนกับซุนจิ่งรุ่ยเท่านั้น
ความคิดที่ปักใจเชื่อไปก่อนล่วงหน้า จึงนำไปสู่ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ท่านทูตผู้สูงส่ง เหลียนเฉิงอวี้คือหลานชายของผู้น้อย... เอ้อ... เขาตามท่านกลับมาด้วยหรือไม่?" หัวหน้าเผ่าเฒ่าในเวลานี้ เหมือนดื่มเหล้าเลิศรสไปหนึ่งไห หน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
ซุนจิ่งรุ่ยมองชายชราคนนี้ด้วยสีหน้าพิลึก พลางพยักหน้า "กลับมาแล้ว..."
"เอ๋? แล้วตัวเขาอยู่ที่ไหนกัน?" หัวหน้าเผ่าเฒ่ารู้สึกแปลกใจ ในเมื่อเหลียนเฉิงอวี้กลับมาแล้ว เหตุใดจึงไม่เห็นตัว?
"เจ้าอยากจะพบเขาหรือ..." ซุนจิ่งรุ่ยมองชายชราคนนี้ด้วยสายตาเวทนา
"แน่นอนสิ..." หัวหน้าเผ่าเฒ่ารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เขาก็รีบหาเหตุผลมาอธิบายสถานการณ์นี้ทันที เขาพูดว่า "ท่านทูตผู้สูงส่ง หรือว่าเฉิงอวี้กำลังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ในเวลานี้? ก็นั่นแหละ ในฐานะยอดวีรชน ได้รับเบี้ยหวัดและทรัพยากรของรัฐ ก็ต้องสร้างผลงานให้รัฐ หากไม่ตั้งใจฝึกยุทธ์ ย่อมทำให้ความคาดหวังของท่านผู้ใหญ่สูญเปล่า และทำให้ชื่อเสียงของยอดวีรชนมัวหมอง การฝึกวิชาสำคัญที่สุด ข้าไม่รีบร้อน รอให้เฉิงอวี้ฝึกวิชาเสร็จก่อนก็ได้"
ดูท่าเหลียนเฉิงอวี้จะขยันมาก ราษฎรรอบๆ ต่างก็พากันชื่นชม ยินดี ไม่แปลกใจเลยที่นายน้อยเหลียนจะประสบความสำเร็จเพียงนี้ คนเรามีพรสวรรค์สูงแล้วยังขยันขันแข็ง แม้แต่ตอนเดินทางยังเก็บตัวฝึกวิชา ย่อมต้องเก่งกาจแน่นอน
ซุนจิ่งรุ่ยส่ายหัว "เก็บตัวฝึกวิชาน่ะไม่มีหรอก ข้าว่านะ พวกเจ้าที่หดหัวอยู่ในตะกร้าน่ะ ยังไม่รีบหามคนออกมาอีก มัวทำอะไรกันอยู่?"
ซุนจิ่งรุ่ยตะโกนใส่สมาชิกค่ายเตรียมทหารที่หดหัวอยู่ในตะกร้า
ลูกสะใภ้อัปลักษณ์ อย่างไรก็ต้องพบพ่อแม่สามี
สมาชิกค่ายเตรียมทหารของเผ่าเหลียนยื่นหัวออกมาอย่างจนใจ พร้อมทั้งช่วยกันหามเหลียนเฉิงอวี้ที่เดินทางอย่างสมบุกสมบันจนน้ำลายฟูมปากออกมาด้วย
ราษฎรเผ่าเหลียนมองดูคนในค่ายเตรียมทหารหามคนที่ดูร่อแร่ใกล้ตายคนหนึ่งออกมา พาดไว้ที่ขอบตะกร้า คนคนนั้นเบิกตากว้าง แววตาไร้จุดหมาย น้ำลายฟูมปาก ร่างกายอ่อนปวกเปียกไปหมด ดูเหมือนหมาตายที่แขวนขายอยู่ในตลาด
และลักษณะของเขา... ทำไม... ทำไมถึง... เหมือนกับ... เหลียนเฉิงอวี้?
คนในเผ่าเหลียนพากันตะลึงงันไปหมด!
เหล่าผู้อาวุโสยิ่งมึนงงไปกันใหญ่
ทั่วบริเวณเงียบกริบไร้เสียง!
เงียบงันอยู่พักใหญ่ จึงมีเสียงสั่นเครือพูดออกมาอย่างไม่มั่นใจว่า "เขา... เขาคือนายน้อยเหลียนหรือ?"
"เป็นไปไม่ได้! นายน้อยเหลียนจะเป็นสภาพนี้ได้อย่างไร!" มีคนไม่ยอมเชื่อ
ทว่าหัวหน้าเผ่าเฒ่า ในฐานะที่เป็นลุงใหญ่ของเหลียนเฉิงอวี้ ต่อให้เหลียนเฉิงอวี้จะกลายเป็นสภาพนี้ เขาก็ไม่มีทางจำไม่ได้
"เฉิงอวี้! เฉิงอวี้!" หัวหน้าเผ่าเฒ่าลนลาน เขาดูออกว่านี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บธรรมดา แม้แต่จิตใจของเหลียนเฉิงอวี้ก็มีปัญหาไปแล้ว!
"เฉิงอวี้เจ้าเป็นอะไรไป?" เสียงของหัวหน้าเผ่าเฒ่าเริ่มสั่น "เฉิงอวี้เจ้าไม่ได้เป็นยอดวีรชนหรอกหรือ? เจ้าพูดอะไรบ้างสิ!"
"ท่านหัวหน้าเผ่า... เหลียนเฉิงอวี้ไม่ได้เป็นยอดวีรชน..." ชายในค่ายเตรียมทหารที่หามเหลียนเฉิงอวี้พูดออกมาอย่างจนใจ "เหลียนเฉิงอวี้ถูกคนตีจนพิการ เส้นเอ็นขาดสะบั้น วรยุทธ์สูญสิ้นหมดแล้ว สูญเสียคุณสมบัติการเป็นองครักษ์มังกรทองไปแล้ว"
"อะไรนะ!?" หัวหน้าเผ่าเฒ่ารู้สึกหัวสมองดังอื้ออึง ร่างกายเกือบล้มพับไป! "หลิวเถี่ย เจ้าพูดจาเพ้อเจ้ออะไร! ท่านทูตเพิ่งจะบอกกับปากเองว่าเฉิงอวี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นยอดวีรชน!"
เมื่อถูกหัวหน้าเผ่าเฒ่าคาดคั้น หลิวเถี่ยก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาทิ้งเหลียนเฉิงอวี้ที่ถืออยู่ในมือลง แล้วพูดว่า "เหลียนเฉิงอวี้พิการไปแล้ว! ท่านหัวหน้าเผ่ายอมรับความจริงเถอะ... ส่วนยอดวีรชน ก็อยู่ตรงหน้าท่านนี่ไง ท่านมองไม่เห็นเองต่างหาก!"
หลิวเถี่ยพูดพลางส่งสายตาไปทางอี้อวิ๋น
สายตาของผู้คนจึงย้ายมาหยุดอยู่ที่อี้อวิ๋น
มองตอนแรกก็ดูคุ้นตา เมื่อมองดูดีๆ พวกเขาก็ต้องตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ มีคนพูดอย่างไม่มั่นใจว่า "อี้อวิ๋น! เขาคืออี้อวิ๋น!?"
"อี้อวิ๋น ที่ท่านทูตบอกว่าเป็นยอดวีรชน หรือจะเป็นเขา? เป็นไปได้อย่างไร?"
คนในใจต่างตกใจหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก หญิงแซ่เหลียนที่เคยบอกว่าเหลียนเฉิงอวี้คือดาวกระบวยลงมาจุติคล้ายจะได้รับแรงกระตุ้นอย่างหนัก ส่ายหน้าไม่หยุด พูดจาวกวนว่า "เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! เขาเป็นแค่คนชั้นต่ำ เขาเป็นแค่คนชั้นต่ำ! เขาจะเป็นยอดวีรชนได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ซุนจิ่งรุ่ยขมวดคิ้ว เขายังไม่ทันได้พูดอะไร หลิวเถี่ยกลับกลอกตาแวบหนึ่ง แล้วกระโดดลงมาจากตะกร้าของแรดนอเดียวทันที
"แม่มันเถอะ เจ้าว่าใครเป็นคนชั้นต่ำกัน!?"
หลิวเถี่ยลงถึงพื้น เดินดุ่มๆ เข้าไปหาหญิงแซ่เหลียนคนนั้น แล้วตบหน้าฉาดใหญ่อย่างแรง!
"เพียะ!"
เสียงดังสนั่น หญิงคนนั้นกรีดร้องโหยหวน ล้มคว่ำลงกับพื้นทันที
"บังอาจมาดูหมิ่นนายน้อยอวิ๋น เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม!" หลิวเถี่ยพูดพลางก้าวเข้าไปข้างหน้า ใช้เท้ากระทืบลงบนใบหน้าอวบอูมของนางอีกทีหนึ่ง ผลคือเสียงร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ใบหน้าของหญิงคนนั้นเละเทะไปหมดแล้ว
ทุกคนต่างตกตะลึง หลิวเถี่ยพอใจมาก เขาตบมือตนเองเบาๆ หันมาทางอี้อวิ๋น แล้วเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นพินอบพิเทาประจบสอพลอทันที "นายน้อยอวิ๋น เชิญท่านลงจากพาหนะขอรับ"
ดูท่าทางของหลิวเถี่ยแล้ว เกรงว่าอยากจะหมอบลงกับพื้นเพื่อเป็นแท่นเหยียบให้อี้อวิ๋นลงจากหลังแรดด้วยซ้ำ
หลิวเถี่ยเข้าใจแล้ว แม้อี้อวิ๋นจะไม่รับเขาเป็นสุนัขรับใช้ แต่เขาจะท้อถอยไม่ได้ เขาต้องแสดงความมุ่งมั่นในการเป็นสุนัขรับใช้ ตัดขาดจากชนชั้นปกครองเดิมของเผ่าเหลียนอย่างสิ้นเชิง จัดการเรื่องที่อี้อวิ๋นอยากทำให้ออกมาดี ทำให้อี้อวิ๋นสบายใจ ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะได้เป็นสุนัขรับใช้ของอี้อวิ๋นจริงๆ ก็ได้
อี้อวิ๋นมองหลิวเถี่ยแล้วก็จนปัญญาจริงๆ นี่คือสภาพปกติของสมาชิกค่ายเตรียมทหารเผ่าเหลียน แต่ละคนไม่มีความสามารถอะไรเลย แต่เรื่องประจบสอพลอนั้นนับเป็นมือหนึ่ง ได้แต่บอกว่าเป็นเพราะลมเพลมพัดของนิสัยคน เจ้านายเป็นอย่างไร ย่อมตัดสินว่าขี้ข้าเป็นอย่างนั้น
อี้อวิ๋นกระโดดลงมาจากหลังแรดนอเดียวทีเดียว!
ร่างกายของเขาเบาหวิว เมื่อลงถึงพื้นไม่มีแม้แต่ฝุ่นกระจาย มีเพียงเสียงโลหะเบาๆ จากดาบปีกหงส์ เสียงนี้ทำให้ราษฎรรอบข้างรวมทั้งผู้อาวุโสเผ่าเหลียนต่างใจเต้นรัว ถอยหลังหนีไปหลายก้าวด้วยความยำเกรง
เมื่อมองอี้อวิ๋นในระยะใกล้ ยิ่งเห็นถึงอำนาจที่แผ่ออกมา เขาเหมือนกับกระบี่ล้ำค่าที่ออกจากฝัก ทำให้คนไม่กล้ามองตรงๆ
ความองอาจ ความสูงศักดิ์ รวมถึงความกดดันจากฐานะและพลังฝีมือ ทำให้ผู้อาวุโสเผ่าเหลียนมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก
บัดนี้ พวกเขาต่างยืนยันจุดหนึ่งได้แล้ว อี้อวิ๋นได้รับการแต่งตั้งเป็นยอดวีรชนจริงๆ! นับจากนี้ไป เขาคือชนชั้นสูง แตกต่างจากคนอย่างพวกเขาดั่งสวรรค์กับดิน!
………