- หน้าแรก
- หาว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไป เช่นนั้นข้าจะไปสยบใต้หล้าในราชสำนัก
- บทที่ 9: ข้าเรียนมาด้วยความสามารถของข้า เจ้าเป็นใครมาสั่ง?
บทที่ 9: ข้าเรียนมาด้วยความสามารถของข้า เจ้าเป็นใครมาสั่ง?
บทที่ 9: ข้าเรียนมาด้วยความสามารถของข้า เจ้าเป็นใครมาสั่ง?
บทที่ 9: ข้าเรียนมาด้วยความสามารถของข้า เจ้าเป็นใครมาสั่ง?
หลังจากคุกเข่าขอขมาเสร็จ บรรดาคนที่อยู่ด้านนอกถึงได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในลานกว้างอย่างเป็นทางการ
ธรณีประตูแห่งนี้ คงจะเป็นที่จดจำไปตลอดชีวิตของพวกเขาแน่ๆ
แม้แต่ตอนที่กราบกรานขอเข้าสำนักในอดีต ยังไม่ยากลำบากเท่านี้เลย
หวังเฉียงกุมหน้าอกที่มีบาดแผลเอาไว้ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาเป็นระลอก
แม้จะห้ามเลือดได้แล้ว แต่รังสีดาบที่เซียวเหรินซัดมาอย่างไม่ใส่ใจเมื่อครู่นี้ ไม่เพียงแต่ไม่ทุเลาลง แต่กลับทวีความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตหรงหลิง ขั้นที่ 8 ระดับกลาง แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในกระบวนท่าเดียว เขาเพิ่งจะได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของ 'อันดับหนึ่ง' แห่งการประลองมณฑลหนิงโจวก็วันนี้เอง
เมื่อประตูใหญ่ปิดลง
เซียวเหรินกระแอมเบาๆ แล้วค่อยๆ เดินลงจากบันได เอามือไพล่หลังเดินตรวจตราไปรอบๆ ฝูงชน
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ถือว่าคณะงิ้วของเราได้ตั้งวงอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ว่าพวกเจ้าจะมองข้าอย่างไร แต่ตอนนี้พวกเราคือตั๊กแตนที่ถูกผูกติดอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน!"
"พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าทำไมใต้เท้าจูเก่อถึงจับพวกเรามารวมกัน"
"ทุกคนในที่นี้ต่างก็เป็นพวกน่าสมเพช ถูกสำนักทอดทิ้ง และพวกขุนนางดั้งเดิมในเจิ้นอู่ไถก็ไม่เห็นหัวพวกเรา"
"เราต้องช่วยเหลือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ชีวิตคนเรามีแค่ชีวิตเดียว! อย่าผูกมัดตัวเองจนตาย ในสถานที่แบบนี้ ขืนมาทำเป็นรักเพื่อนพ้องร่วมสาบาน ก็มีแต่จะพาตัวเองไปตายเปล่า!"
เซียวเหรินพูดพลางเดินไปหยุดอยู่ข้างหวังเฉียง ท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของอีกฝ่าย เซียวเหรินก็โยนถุงเงินถุงหนึ่งให้เขา
"ใต้เท้า... นี่ท่าน..."
หวังเฉียงรับถุงเงินมาด้วยความตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าเซียวเหรินจะให้เงินเขา
"รีบไปหาหมอรักษาแผลซะ อย่าให้บาดแผลมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน!"
เซียวเหรินพูดจบก็เดินกลับขึ้นไปยืนบนบันได
สายตาของคนในลานที่มองเซียวเหรินเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ความรู้สึกของพวกเขากลับตาลปัตรถึงสามระดับ
แม้จะไม่ได้สาบานว่าจะจงรักภักดีจนตัวตาย แต่ก็คงไม่มีใครกล้ากระโดดออกมาต่อต้าน หรือรู้สึกอึดอัดใจที่จะทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของเซียวเหรินอีกต่อไป
และที่สำคัญ ไม่มีใครกล้าดูแคลนเซียวเหรินเพียงเพราะอายุของเขาอีกเลย
"ขอบพระคุณใต้เท้า!"
หวังเฉียงกำถุงเงินที่หนักอึ้งไว้แน่น ความรู้สึกในใจสับสนปนเปไปหมด
เซียวเหรินไม่ได้สนใจคำพูดของเขา แต่หันไปกล่าวกับทุกคนว่า
"สรุปสั้นๆ คำเดียว! ถ้าทำผลงานได้ดี พวกเราก็จะมีที่ยืนที่มั่นคงขึ้น สามารถยืดอกเงยหน้ามองพวกที่เคยดูถูกเราได้ แต่ถ้าทำพลาด ทุกคนก็รับโทษด้วยกันทั้งหมด! มันก็แค่นั้นแหละ"
สิ้นเสียงของเซียวเหริน คนกว่าหกร้อยชีวิตก็ประสานมือคำนับและกล่าวพร้อมเพรียงกันเสียงดังกึกก้อง
"โปรดวางใจใต้เท้า! พวกข้าน้อยจะทุ่มเทอย่างสุดกำลังขอรับ!"
"เหล่าเริ่น เอาข้อมูลพวกนี้แจกจ่ายให้พวกเขาทุกคน เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็กระจายกำลังออกไปตรวจสอบดูว่า คนในรายชื่อพวกนี้โผล่หัวมาให้เห็นบ้างหรือไม่ในช่วงนี้"
"ขอรับ ใต้เท้า!"
เหล่าเริ่นมองใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์ของเซียวเหรินพลางถอนหายใจด้วยความทึ่ง เด็กหนุ่มคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำโดยแท้ ไม่ต้องใช้คำพูดสวยหรูแบบขุนนาง แต่ทุกถ้อยคำกลับแทงทะลุเข้าไปในใจคนฟัง
"ส่วนคนที่มาจากตำหนักดาบหัก ให้แยกตัวออกมาต่างหาก ข้ามีงานให้ทำ!"
ทุกคนเริ่มแยกย้ายไปทำงานตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้น
เซียวเหรินกลับไปนั่งจิบชาร้อนๆ บนเก้าอี้ การจะทำให้งานนี้สำเร็จ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
หนิงโจวเป็นแค่มณฑลห่างไกล สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ระดับสาม กุญแจสำคัญคือจะ 'ข่มขวัญ' พวกมันให้อยู่หมัดได้อย่างไร
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เจ้าหน้าที่รักษาประตูก็เดินเข้ามารายงาน
"ใต้เท้า มีคนจากสำนักหลิงฝูมาขอพบขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนที่กำลังทำงานอยู่ต่างก็เงยหน้าขึ้นมามองเซียวเหริน ข่าวลือเรื่องที่เซียวเหรินเข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถ ทุกคนต่างก็พอจะรู้เรื่องมาบ้างแล้ว
"สำนักหลิงฝูงั้นรึ? พาเข้ามา"
เซียวเหรินวางถ้วยชาลงพลางเลิกคิ้วขึ้น
เพียงครู่เดียว เจ้าหน้าที่ก็พาหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งเดินเข้ามา
นางคือฟางหลิงเอ๋อร์นั่นเอง
นางเดินเข้ามาพลางหันซ้ายแลขวา มองสำรวจบรรยากาศรอบๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง
เมื่อเห็นเซียวเหรินนั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน นางก็ชะงักฝีเท้า สายตาเต็มไปด้วยความสับสน
เซียวเหรินในตอนนี้ยังคงเป็นคนเดิม
แต่ก็ดูเหมือนไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"ใต้เท้า พาตัวมาแล้วขอรับ"
เจ้าหน้าที่รายงานจบก็หันหลังเดินกลับไปเฝ้าประตู
"ใต้... ใต้เท้า? ศิษย์พี่เซียว ท่าน..."
ฟางหลิงเอ๋อร์จับสังเกตคำเรียกขานนั้นได้ทันที
ตามหลักแล้ว เซียวเหรินเพิ่งเข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถ ก็น่าจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ดูจากท่าทางและสถานะแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
เซียวเหรินเห็นฟางหลิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปมากนัก เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเขากับนางก็ถือว่าไม่เลว
แต่ตอนนี้... คงยากจะบอกได้
"หลิงเอ๋อร์ เจ้าคงจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักแล้วสินะ หากมาเยี่ยมเยียนข้าก็ยินดีต้อนรับ แต่หากมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ข้ากลับไป ก็เก็บคำพูดพวกนั้นไว้เถอะ"
ฟางหลิงเอ๋อร์จ้องมองเซียวเหรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน
ตอนที่นางออกจากสำนักไป เซียวเหรินยังไม่ใช่คนแบบนี้เลย ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน เขาดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ถึงกระนั้น นางก็ยังคงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ศิษย์พี่ ข้ารู้ว่าท่านแค่กำลังโกรธ เชื่อข้าเถอะ กลับไปขอขมากับข้า ท่านพ่อจะต้องให้อภัยท่านแน่"
เซียวเหรินคิ้วคลายลง เรื่องมันก็ตรงกับที่เขาคาดไว้เป๊ะๆ แถมยังหนักหนากว่าที่คิดด้วยซ้ำ
เขาจำเป็นต้องรอให้ฟางชิงเจิ้งมาให้อภัยด้วยหรือ?
"ช่างเถอะ พูดกับเจ้าไปก็เปล่าประโยชน์ กลับไปบอกพ่อเจ้าซะว่า ตอนที่ข้าประกาศถอนตัวน่ะ เขาไม่ได้หูหนวก และเรื่องที่ข้าพูดในตำหนักลงทัณฑ์วันนั้น ก็ยังคงยืนยันคำเดิม ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความอีก! ส่งแขก!"
เซียวเหรินโบกมือไล่ เจ้าหน้าที่สองคนก็เดินเข้ามาขวางหน้าฟางหลิงเอ๋อร์ไว้ทันที ซ้ายคนขวาคน
ฟางหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น สะบัดแขนไล่เจ้าหน้าที่ทั้งสองแล้วพูดเสียงเข้ม "ศิษย์พี่! การที่ข้ามาหาท่านด้วยตัวเอง ก็แสดงว่าท่านพ่อมีใจอยากให้ท่านกลับไป ขอแค่ท่านยอมกลับไปก้มหน้ายอมรับผิด เรื่องที่ผ่านมาก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน จะไม่มีใครในสำนักเอาเรื่องนี้มาพูดอีก"
"การที่ท่านมาเข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถแบบนี้ ท่านจะเอาหน้าท่านพ่อไปไว้ที่ไหน? สำนักหลิงฝูของเราจะต้องกลายเป็นตัวตลกของทั้งหนิงโจว ท่านก็หัดคิดถึงผลกระทบซะบ้างสิ!"
ในความคิดของนาง ทั้งเซียวเหรินและฟางชิงเจิ้งต่างก็มีส่วนผิด แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร
ยอมถอยคนละก้าวเรื่องก็จบ ทั้งสองคนแค่กำลังทิฐิใส่กัน แต่เซียวเหรินเป็นผู้น้อย จะยอมลงให้ผู้ใหญ่หน่อยไม่ได้เชียวหรือ?
เซียวเหรินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางแค่นหัวเราะ "ข้อแรก ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้อสอง หน้าตาของเจ้าสำนักฟางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลยสักนิด"
"เรื่องทั้งหมดนี้เจ้าสำนักฟางเป็นคนก่อขึ้นมาเอง! ในฐานะเจ้าสำนักกลับไม่มีความยุติธรรม ในฐานะอาจารย์กลับไม่ปกป้องศิษย์ จะกลายเป็นตัวตลกก็สมควรแล้ว!"
คำพูดที่ไร้เยื่อใยของเซียวเหรินทำให้หน้าของฟางหลิงเอ๋อร์ถอดสี นางผลักเจ้าหน้าที่สองคนออกอย่างแรงแล้วเดินเข้าไปประจันหน้ากับเขา
"ศิษย์พี่! ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะกลายเป็นคนแบบนี้ ฟังข้าสักครั้งเถอะ อย่าดื้อรั้นไปเลย การเป็นสุนัขรับใช้ราชสำนักมันไม่มีจุดจบที่ดีหรอกนะ!"
เซียวเหรินกระตุกยิ้มมุมปาก "จุดจบจะดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับความสามารถของข้า ไม่รบกวนให้เจ้ามาเดือดร้อนแทนหรอก!"
หน้าของฟางหลิงเอ๋อร์แดงก่ำด้วยความโกรธ
นางอุตส่าห์คิดว่าแค่เอ่ยปาก เซียวเหรินก็จะยอมตามนางกลับไปที่สำนักหลิงฝูแต่โดยดี
ไม่นึกเลยว่าเขาจะหัวแข็งขนาดนี้
ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีหลงเหลืออยู่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง
เขามีสิทธิ์อะไรมาทำท่าทีแบบนี้?
วิชาความรู้ที่เขามีก็ล้วนมาจากสำนักหลิงฝูทั้งสิ้น!
หากไม่มีสำนักหลิงฝู ไม่มีฟางชิงเจิ้ง แล้วเซียวเหรินจะมีวันนี้ได้อย่างไร!
ฟางหลิงเอ๋อร์จ้องหน้าเซียวเหรินแล้วพูดข่มขู่ "ในเมื่อท่านยืนกรานเช่นนี้ สำนักหลิงฝูของเราก็ไม่ได้ง้อท่านเหมือนกัน!"
"หากท่านตัดสินใจจะเป็นสุนัขรับใช้ราชสำนักแล้ว ท่านก็ต้องคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนจากสำนักหลิงฝูมาให้หมด!"
เพียะ!
สิ้นเสียงของนาง เซียวเหรินก็ลุกพรวดขึ้นแล้วตบหน้าฟางหลิงเอ๋อร์ฉาดใหญ่!
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างของฟางหลิงเอ๋อร์ปลิวละลิ่วร่วงกระแทกพื้น เลือดสดๆ ผสมกับฟันหักกระเด็นออกจากปาก
แก้มข้างหนึ่งของนางบวมปูดขึ้นมาทันที ฟางหลิงเอ๋อร์ทรุดตัวอยู่กับพื้น เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เซียวเหรินกล้าตบนาง!
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าลงไม้ลงมือกับนางเลยสักคน
"เซียวเหริน เจ้า..."
"ข้าเรียนมันมาด้วยความสามารถของข้าเอง เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ข้าคืน? แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนถึงกล้ามาสั่งข้า!"
"ถ้าฟางชิงเจิ้งมันแน่จริง ก็ให้มันถ่อมาหาข้าที่หลินสุ่ยนามข้าสิ! ข้าจะรออยู่ที่นี่แหละ!"
เซียวเหรินเอามือไพล่หลัง ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ นังนี่มันคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาวางก้ามใส่เขาที่นี่!
ฟางหลิงเอ๋อร์ยังคิดจะเถียงต่อ แต่ทันใดนั้น แสงประกายความเย็นเยียบก็สว่างวาบ เสียงชักดาบดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน
ชายฉกรรจ์หลายสิบคนในลานกว้างต่างชักดาบจ้องเขม็งไปที่นางอย่างเอาเรื่อง
ตั้งแต่ที่นางหลุดปากด่าว่าพวกเขาเป็น 'สุนัขรับใช้ราชสำนัก' ทุกคนก็ไม่พอใจอยู่แล้ว
เซียวเหรินนั่งลงบนเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้าง เชิดคางมองฟางหลิงเอ๋อร์
"ถ้าขืนพล่ามไร้สาระอีกคำเดียว! ข้าจะขุดหลุมฝังเจ้าไว้ที่นี่แหละ แล้วให้พ่อเจ้ามาขุดศพกลับไปเอง อยากลองดูไหมล่ะ?"
ตอนแรกเขาก็ไม่ได้กะจะเอาเรื่องเอาราวอะไรกับฟางหลิงเอ๋อร์หรอก เพราะเห็นว่าเมื่อก่อนก็เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้จะไม่ได้เป็นศิษย์ร่วมสำนักแล้ว แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้
แต่ไม่นึกเลยว่านังนี่จะได้คืบจะเอาศอก ทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!
ยังกล้ามาสั่งให้เขาทำลายวรยุทธ์ทิ้งอีก? น่าขันสิ้นดี ตัวนางคู่ควรด้วยงั้นรึ!
เขาเคยสร้างผลงานให้สำนักมาตั้งเท่าไหร่ กับอีแค่วิชากระจอกๆ พวกนั้น ถ้าเป็นคนอื่นจะสร้างผลงานได้เท่าที่เขาทำหรือเปล่า?
เอาไก่ย่างมาทำเป็นขนมนกกระสา (อวดอ้างเกินจริง) ชัดๆ!