- หน้าแรก
- หาว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไป เช่นนั้นข้าจะไปสยบใต้หล้าในราชสำนัก
- บทที่ 8: เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 8: เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 8: เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 8: เชือดไก่ให้ลิงดู
สองวันต่อมา
ที่ทำการหน่วยเจิ้นอู่ไถประจำเมืองหลินสุ่ยได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการ
เซียวเหรินในชุดเครื่องแบบผู้ตรวจการตัวใหม่เอี่ยมนั่งอยู่หน้าโถงใหญ่
ข้างกายเขามีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ ชายผู้นี้มีนามว่า 'เหล่าเริ่น' เป็นผู้ช่วยที่จูเก่อเสินเฟิงส่งมาให้
เหล่าเริ่นอายุห้าสิบกว่าปี เป็นนายกองในหนิงโจวมาถึงสามสิบปี เขารู้จักมักคุ้นกับเรื่องราวซุบซิบในสำนักต่างๆ ไปจนถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าหน้าที่ในเจิ้นอู่ไถเป็นอย่างดี
เซียวเหรินเปิดดูรายชื่อศิษย์สำนักที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
สำนักที่มีคนทำผิดมากที่สุดกลับไม่ใช่ตำหนักดาบหักซึ่งมีอิทธิพลสูงสุด แต่กลับเป็นสำนักที่ในความทรงจำของเซียวเหรินถือว่ามีชื่อเสียงดีอย่าง 'สำนักเยว่อิ่ง' (สำนักเงาจันทร์)
ในการประลองสำนักเมื่อปีที่แล้ว นายน้อยของสำนักเยว่อิ่งดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อยและมีการศึกษา ไม่นึกเลยว่าในบัญชีดำนี้ พวกเขาจะครองอันดับหนึ่ง
และคดีที่พวกเขาก่อก็ล้วนเต็มไปด้วยคาวเลือด แต่เป้าหมายทั้งหมดกลับเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ฝึกตนเลยแม้แต่คนเดียว
'รู้หน้าไม่รู้ใจ' คำนี้ไม่ผิดเพี้ยนจริงๆ!
และเมื่อพลิกดูไปเรื่อยๆ เขาก็สะดุดตากับชื่อหนึ่งเข้า
สำนักหลิงฝู... หลินเหอ!
ข้อหา: บังคับขืนใจหญิงชาวบ้าน เที่ยวหอนางโลมแล้วไม่จ่ายเงิน...
ความผิดเกือบทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับสตรี และเรื่องพวกนี้ เซียวเหรินไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแม้แต่น้อย ดูท่า 'ตาเฒ่าหลิน' คงจะเสียเงินปิดปากไปเยอะเพื่อปกป้อง 'ลูกหลิน' สินะ!
เซียวเหรินปิดสมุดรายชื่อลงแล้วกวาดสายตามองคนกว่าสามร้อยชีวิตในลานกว้าง ดวงตาของเขาฉายแววเย็นชา
เมื่อวานเหล่าเริ่นเตือนเขาแล้วว่า ในบรรดาคนที่ถูกเรียกตัวมาจากเมืองต่างๆ และมีพื้นเพมาจากสำนักฝึกตนนั้น กว่าครึ่งเป็นลูกน้องเก่าของจ้าวเหมิ่ง
และตอนนี้ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว แต่คนที่มาตามรายชื่อกลับมีไม่ถึงครึ่ง
เซียวเหรินหันไปถามเหล่าเริ่น
"ยามใดแล้ว?"
"เรียนใต้เท้า เพิ่งพ้นยามเฉิน (07.00 - 09.00 น.) เข้าสู่ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) แล้วขอรับ!"
"ปิดประตู!"
ในขณะที่ประตูกำลังจะถูกปิดลง เสียงฝีเท้าสะเปะสะปะก็ดังขึ้น
"พวกข้ายังมาไม่ถึง แล้วทำไมถึงรีบปิดประตูเล่า? หรือว่าใต้เท้าเซียวจงใจดูถูกพวกข้า?"
ปัง!
ประตูถูกผลักออกอย่างแรง
ชายที่เป็นแกนนำเดินส่ายอาดๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ทว่าในจังหวะที่เท้าของเขากำลังจะแตะพื้น...
เซียวเหรินก็ดีดนิ้วส่งปราณดาบออกไป ประกายแสงอันแหลมคมพุ่งวาบตัดอากาศ
เจ้าหน้าที่สองฝั่งในลานกว้างต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับมีเข็มทิ่มแทงผิวหนัง
ชายผู้นั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสื้อตรงหน้าอกของเขาก็ปริแตก รอยเลือดสายหนึ่งปรากฏขึ้นทันที ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
ก่อนจะไปชนล้มทับคนที่เดินตามหลังมาอีกเจ็ดแปดคนจนล้มระเนระนาด
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาเจ้าหน้าที่ในลานเบิกตาตกตะลึง
"ใครก้าวล่วงเวลาที่กำหนด... ตาย!"
เซียวเหรินเอามือไพล่หลังพลางหรี่ตา ปราณดาบที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วลาน ทำเอาผู้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างขนลุกซู่ไปตามๆ กัน
เซียวเหรินไม่ใช่ผู้ฝึกสายยันต์หรอกรึ? แล้วเขาไปเอาปราณดาบที่ทรงพลังดุดันขนาดนี้มาจากไหนกัน?
ด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย ท่าทีโอหังของกลุ่มคนที่อยู่หน้าประตูก็ลดฮวบลงทันที
ชื่อเสียงของเซียวเหรินมักจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในทางลบในหน่วยเจิ้นอู่ไถ แต่จากการลงมือเพียงครั้งเดียวเมื่อครู่ ก็ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีดูถูกเขาออกมาทางสีหน้าอีกต่อไป
เหล่าเริ่นถอยห่างออกไปยืนเงียบๆ ข้างเซียวเหริน ปราณดาบเมื่อครู่ทำเอากระดูกแก่ๆ ของเขาแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ
ผู้ตรวจการหนุ่มคนนี้มีจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ!
ดูไม่เหมือนพวกคุณชายที่โตมาในสำนักสงบๆ เลยสักนิด
ชายที่ถูกปราณดาบซัดจนกระเด็นตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบที่หน้าอก ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจ
เมื่อกี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายจริงๆ!
"เช็คชื่อ! ส่วนคนที่อยู่ข้างนอกนั่น จดชื่อแยกไว้ต่างหาก!"
เซียวเหรินมองกลุ่มคนที่ยืนอออยู่หน้าประตูด้วยสายตาเย็นเยียบ
การโผล่มาตรงเวลาเป๊ะแถมยังมีท่าทีวางก้ามขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกมันมาถึงตั้งนานแล้ว แต่จงใจจะหักหน้าเขา
คนอื่นเคารพข้าหนึ่งศอก ข้าย่อมเคารพตอบหนึ่งวา แต่ถ้าทำตัวหยิ่งผยองใส่ข้า ข้าก็จะเหยียบให้จมดิน!
"ใต้เท้าเซียว! ท่านคิดว่ามีใต้เท้าจูเก่อหนุนหลังแล้ว จะทำร้ายเพื่อนร่วมงานได้ตามอำเภอใจงั้นหรือ? นี่มันผิดกฎหมายของเจิ้นอู่ไถนะ!"
ชายที่ต้องเอามือกุมแผลเลือดออกที่หน้าอกฝืนใจตะโกนถาม แต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่กล้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาแม้แต่คืบเดียว
เซียวเหรินพยักหน้าแล้วตอบเสียงเรียบ "ก็ผิดน่ะสิ แล้วยังไงล่ะ? เจ้าก็ไปฟ้องข้าสิ! จวนของใต้เท้าจูเก่ออยู่ที่ไหน คงไม่ต้องให้ข้าบอกพวกเจ้าหรอกมั้ง?"
คำพูดนี้ทำเอาชายคนนั้นถึงกับใบ้กิน ขืนไปฟ้องจริงๆ เซียวเหรินคงไม่เป็นอะไรหรอก แต่คนที่ซวยคงเป็นเขาเองแน่ๆ
"ใต้เท้า พวกข้าแค่เดินทางมาไกลเลยมาสายไปนิดเดียว ท่านไม่เห็นต้องเข้มงวดขนาดนี้เลย!"
"ใช่แล้วใต้เท้า เมืองของพวกข้าอยู่ไกลมาก ไม่ได้ตั้งใจจะมาสายเลยนะ"
"ใต้เท้าเป็นถึงผู้ตรวจการฝึกหัดที่อายุน้อยที่สุด และก็เคยเป็นคนของสำนักเหมือนพวกข้า เหตุใดถึงต้องทำรุนแรงกับพวกข้าด้วยเล่า"
"ปล่อยพวกข้าเข้าไปเถอะ การที่พวกข้าต้องมายืนอออยู่หน้าประตูแบบนี้ คนอื่นมาเห็นเข้า มันก็ไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของท่านนะขอรับ"
"..."
เสียงเจื้อยแจ้วดังเซ็งแซ่ กลบเสียงเช็คชื่อของเหล่าเริ่นจนมิด
เหล่าเริ่นหันมามองเซียวเหรินเพื่อรอคำสั่ง
เซียวเหรินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ไม่ปริปากพูดอะไร ปล่อยให้พวกมันพล่ามไปเรื่อยๆ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) เสียงนกกระจอกแตกรังนั้นก็ค่อยๆ เบาลงและเงียบไปในที่สุด
เซียวเหรินค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางบิดขี้เกียจ "ว่าไง? ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?"
"ใต้เท้า... ท่านต้องการให้พวกข้าทำเช่นไรกันแน่!"
น้ำเสียงของคนเหล่านั้นไม่มีความโอหังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดที่ทำการเจิ้นอู่ไถหลินสุ่ย ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมีสายตานับไม่ถ้วนคอยจับจ้องอยู่
พวกเขาตั้งใจจะมาทำให้เซียวเหรินขายหน้า แต่ไม่นึกเลยว่าแค่ประตูก็ยังไม่ได้ก้าวผ่าน
ที่นี่คือเมืองหลินสุ่ย หากเรื่องบานปลายจนไปถึงหูจูเก่อเสินเฟิง อนาคตของพวกเขาก็เป็นอันจบเห่
ลำพังในสำนักก็ไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว หากถูกไล่ออกจากเจิ้นอู่ไถอีก ผลที่ตามมาคง...
เซียวเหรินนั่งไขว่ห้างแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่ใช่ข้าต้องการอะไร แต่เป็นพวกเจ้าต่างหากที่ต้องการอะไร! อ้างว่าเดินทางไกลงั้นรึ? คิดจะหลอกผีหรือไง? ไม่ใช่ว่าไอ้สวะจ้าวเหมิ่งนั่นสั่งให้พวกเจ้ามาทำตัวลองดีหรอกรึ?"
"ขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา ร่วมมือกับจ้าวเหมิ่ง แข็งข้อไม่ฟังคำสั่ง และไม่คิดจะรับเผือกร้อนชิ้นนี้ด้วยสินะ พวกเจ้าหมายความตามนี้ใช่ไหม?"
คำพูดของเซียวเหรินแต่ละประโยคล้วนเสียดแทงและเป็นการยัดข้อหาฉกรรจ์ให้ทั้งสิ้น
เหล่าเริ่นมองเซียวเหรินด้วยความทึ่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าจูเก่อเสินเฟิงคงคิดผิดที่ส่งเขามาเป็นผู้ช่วย เพราะทักษะการสวมหมวกยัดข้อหาของเซียวเหรินนั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องยอมแพ้!
บรรดาคนที่อยู่ในลานต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ไปข้องแวะกับจ้าวเหมิ่ง
ไม่อย่างนั้น คนที่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในตอนนี้ก็คงเป็นพวกเขาเอง
ข้อหาแต่ละอย่างที่พูดมานั้น ถึงขั้นเอาชีวิตได้ทั้งสิ้น
แกนนำที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับไปไม่เป็น เมื่อโดนเซียวเหรินขู่ฟ่อเช่นนี้ ขาทั้งสองข้างก็เริ่มสั่นเทา
"ใต้เท้าเซียว... โปรดให้โอกาสพวกข้าเถอะ... ได้โปรดเมตตาด้วย..."
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเซียวเหรินก็แค่ลูกเจี๊ยบที่เพิ่งออกมาจากสำนัก พรสวรรค์สูงไม่ได้แปลว่าจะมีไหวพริบและลูกไม้แพรวพราว
นอกจากจะทำเพื่อระบายความแค้นแทนจ้าวเหมิ่งแล้ว ลึกๆ แล้วพวกเขาก็รู้สึกอิจฉาเซียวเหรินด้วย
ตอนอยู่สำนักก็เป็นถึงศิษย์เอก พอมาอยู่เจิ้นอู่ไถก็ยังเป็นที่โปรดปรานของจูเก่อเสินเฟิง ได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก
เซียวเหรินได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาใฝ่ฝัน พวกเขาจึงตั้งใจจะมาเหยียบย่ำ
แต่มาถึงตอนนี้ ทุกคนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การที่เซียวเหรินในวัยเพียงยี่สิบปีสามารถมายืนอยู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะทั้งความแข็งแกร่ง ไหวพริบ และความเด็ดขาดของเขานั้น เหนือชั้นกว่าพวกสวะอย่างพวกเขาหลายร้อยเท่านัก
"ทำผิดก็ต้องรู้จักยอมรับ โดนด่าก็ต้องยืนรับฟัง! หากรู้ตัวว่าผิดก็คุกเข่าลงขอขมาซะ! ข้าจะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมงานและปล่อยพวกเจ้าไป"
"หากนับหนึ่งถึงสิบแล้วใครยังไม่คุกเข่า ก็ปิดประตู แล้วไสหัวไปให้พ้น! ข้าจะไปรายงานเรื่องพฤติกรรมของพวกเจ้าให้ใต้เท้าจูเก่อฟังด้วยตัวเอง ส่วนใต้เท้าจะเมตตาพวกเจ้าหรือไม่ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะควบคุมได้แล้ว"
เซียวเหรินพิงพนักเก้าอี้และโบกมือให้เหล่าเริ่น
เหล่าเริ่นรับรู้ได้ทันที
"หนึ่ง!"
"สอง!"
คนที่อยู่ข้างนอกต่างเงยหน้าขึ้นมองเซียวเหริน ธรรมเนียมของต้าอวี๋นั้นไม่นิยมการคุกเข่ากราบไหว้ แม้แต่ตอนเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ทำเพียงประสานมือโค้งคำนับ การที่เซียวเหรินสั่งให้พวกเขาคุกเข่า ถือเป็นการหยามเกียรติอย่างถึงที่สุด
แต่พวกเขามีทางเลือกอื่นไหม? ไม่มีเลย!
หนทางนี้พวกเขาเลือกเอง ก็ต้องเดินคุกเข่าต่อไปให้จบ ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีน่ะหรือ... ตั้งแต่วันที่พวกเขากลายเป็นสุนัขรับใช้ราชสำนัก หน้าตาก็ไม่เหลือให้ต้องรักษาอีกต่อไปแล้ว
"ใต้เท้าเซียว หวังเฉียงคนนี้สำนึกผิดแล้วขอรับ!"
บางคนยังลังเล แต่บางคนก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงทันที
โดยเฉพาะชายที่ต้องกุมแผลที่หน้าอก เข่าของเขากระแทกพื้นเร็วกว่าใครเพื่อน
เรื่องแบบนี้ หากมีคนเปิดประเด็น คนอื่นๆ ก็จะทำตามกันอย่างรวดเร็ว
ตึง! ปึก! ตึง!
เสียงคุกเข่าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
เซียวเหรินมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา หากเขายอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว คนพวกนี้ก็จะปีนเกลียวข้ามหัวเขาและทำตัวกำเริบเสิบสานไม่จบสิ้น
คนพาลมักกลัวอำนาจแต่ไม่เกรงกลัวคุณธรรม
เขายังต้องนำคนพวกนี้ไปเผชิญหน้ากับเหล่าสำนักต่างๆ หากไม่ทำให้พวกมันศิโรราบอย่างราบคาบ แล้วใครจะยอมทุ่มเททำงานให้เขากันล่ะ?
ยังไม่ทันนับถึงสิบ คนกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบหกคนที่อยู่หน้าประตูก็คุกเข่าลงกับพื้นจนหมดสิ้น
ภาพตรงหน้าช่างเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก
คนที่แอบสังเกตการณ์อยู่ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ต่างก็ต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเซียวเหรินไปอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อวาน
เหล่าเริ่นที่ยืนอยู่ด้านข้างมองออกทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่ต้นจนจบ เซียวเหรินมีท่าทีนิ่งเฉยและสงบเยือกเย็นมาตลอด นั่นหมายความว่า... เขาไม่เคยเห็นพวกสวะเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย!