เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - อาสามของพวกเราถูกแม่หนูน้อยปฏิเสธ

บทที่ 4 - อาสามของพวกเราถูกแม่หนูน้อยปฏิเสธ

บทที่ 4 - อาสามของพวกเราถูกแม่หนูน้อยปฏิเสธ


บทที่ 4 - อาสามของพวกเราถูกแม่หนูน้อยปฏิเสธ

ซือถงไม่รู้เรื่องพวกนี้ เธอตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว เสาร์อาทิตย์ก็ไปทำงานหาเงินที่ร้านชานม เก็บหอมรอมริบมาได้สองสัปดาห์ ในมือก็มีเงินก้อนเล็กๆ แล้ว

หลังจากกันเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับเงินฉุกเฉินไว้ ส่วนที่เหลือเธอก็เอาไปซื้อของใช้จุกจิกราคาส่งที่ศูนย์การค้าแถวสถาบันอุดมศึกษา พอหกโมงเย็นเลิกงานกะเช้าที่ร้านชานม เธอก็ไปตั้งแผงขายของที่ตลาดนัดกลางคืน

เธอตาถึง สินค้าราคาไม่แพง ก็เลยขายค่อนข้างดี

ยามค่ำคืนมาเยือน

หน้าแผงมีโคมไฟชาร์จแบตเตอรี่ตั้งอยู่ดวงหนึ่ง เวลาไม่มีลูกค้า เธอก็จะนั่งทำโจทย์ เสียเวลาไปตั้งสี่ปี เธอไม่กล้าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไปแม้แต่วินาทีเดียว

ข้างๆ ตลาดนัดกลางคืนมีโรงน้ำชาตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หากนั่งริมหน้าต่างก็จะมองเห็นตลาดนัดกลางคืนได้ทั้งแถบ

อวี้หานเซินนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายริมหน้าต่าง สายตาทอดมองไปที่ร่างคุ้นเคยด้านล่าง

ตลอดทั้งคืน เด็กสาวไม่เรียกลูกค้าก็ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือ ยุ่งวุ่นวายตลอดเวลา เหมือนผึ้งงานตัวน้อยที่ขยันขันแข็ง

“นายมองอะไรอยู่น่ะ?” ม่อซวี่เป่ยเห็นอวี้หานเซินเอาแต่มองลงไปข้างล่าง จึงชะโงกหน้าไปดูด้วยความอยากรู้ นอกจากฝูงชนแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ

อวี้หานเซินดึงสายตากลับ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าเรียบเฉย “ไม่มีอะไร”

“แล้วเมื่อกี้ที่ฉันพูดด้วย นายได้ยินหรือเปล่า?”

“ได้ยิน”

“แล้วฉันพูดว่าอะไรล่ะ?”

“...”

เห็นอวี้หานเซินตอบไม่ได้ ม่อซวี่เป่ยก็รู้สึกจุกอก ทุกครั้งที่พูดถึงม่อจานอีให้ฟัง เขาก็ทำท่าทางไม่สนใจไยดีแบบนี้ตลอด

แต่พอคิดถึงใบหน้าเปื้อนน้ำตาของน้องสาวที่อ้อนวอนเขา ม่อซวี่เป่ยก็จำต้องอดทนพูดซ้ำอีกรอบ “ฉันบอกว่า น้องสาวฉันแอบชอบนายมาตั้งหลายปีแล้ว คุณย่าอวี้ก็เร่งรัดให้นายแต่งงานซะขนาดนั้น นายลองพิจารณาน้องสาวฉันหน่อยไหม...”

ม่อซวี่เป่ยพูดยังไม่ทันจบ อวี้หานเซินก็ลุกพรวดขึ้นเดินออกไปทันที

“...” เขาจ้องมองแผ่นหลังของอวี้หานเซินด้วยความประหลาดใจ อวี้หานเซินผู้เยือกเย็นและควบคุมสติตัวเองได้ดีมาตลอด ท่าทีรีบร้อนแบบนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

“นายจะไปไหนน่ะ?” ม่อซวี่เป่ยลุกขึ้นเดินตามไป

……

ซือถงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองดูนักเลงสองคนที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มารดีตรงหน้า

ทั้งคู่อายุราวๆ ยี่สิบปี ย้อมผมสีทอง สักลายพร้อยเต็มแขน จ้องมองซือถงด้วยสายตาแทะโลม “น้องสาวจ๊ะ ตั้งแผงขายของเหนื่อยจะตาย ไปกินเหล้ากับพวกพี่ดีกว่า เดี๋ยวพี่พาน้องไปหาเงินเอง”

หนึ่งในนั้นพูดพลาง ยื่นมือหมายจะคว้าแขนของซือถง

ซือถงเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลัง

จ้องมองชายสองคนตรงหน้าอย่างระแวดระวัง

เธอแอบเก็บโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาเงียบๆ กะจะทิ้งของที่ไม่สำคัญแล้ววิ่งหนีไปเลย

ที่นี่คนพลุกพล่าน ขอแค่เธอมุดเข้าไปในฝูงชน สลัดสองคนนี้ให้พ้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อคิดได้ดังนั้น ซือถงก็พลิกแผงลอยล้มครืน อาศัยจังหวะที่ทั้งสองคนผงะถอยหลังหลบ วิ่งหนีสุดฝีเท้าทันที

พริบตาต่อมา

เธอก็พุ่งชนเข้ากับกำแพงเนื้อแน่นๆ อย่างจัง

อวี้หานเซินไม่ทันระวัง ถูกชนจนผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ทรงตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แทบจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขายกแขนขึ้นรวบกอดเด็กสาวที่พุ่งเข้ามาในอ้อมอกไว้

เขากอดซือถงไว้ สายตาดุดันเย็นชามองตรงไปยังนักเลงหัวไม้สองคนฝั่งตรงข้าม ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ทว่าแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน

พอนักเลงทั้งสองสบตาเขา ฝีเท้าที่กำลังจะไล่ตามซือถงก็หยุดชะงัก หันมองหน้ากัน ก่อนจะหันหลังวิ่งเตลิดไปทันที

พวกเขาคลุกคลีในวงการนักเลงมาหลายปีจนเจนจัด มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าใครแหยมได้ ใครแหยมไม่ได้

“เป็นอะไรหรือเปล่า?” อวี้หานเซินก้มมองเด็กสาวในอ้อมแขน รู้สึกจนใจนิดๆ ทำไมเจอเธอทีไร ถึงได้อยู่ในสภาพทุลักทุเลแบบนี้ทุกทีเลย?

ซือถงลูบดั้งจมูกที่เจ็บนิดๆ ส่ายหน้า “ขอบคุณค่ะ”

……

ม่อซวี่เป่ยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เขาเห็นอะไรกันเนี่ย?

อวี้หานเซิน จอมเย็นชาไร้หัวใจคนนั้น กลายเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?

“เด็กนั่นใครวะ?” ม่อซวี่เป่ยเดินเข้าไปหาอวี้หานเซิน พยักพเยิดหน้าไปทางซือถง

ซือถงกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของที่ตัวเองทำหล่นกระจัดกระจาย วิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว ของพวกนี้เก็บขึ้นมาก็ยังพอเอาไปขายต่อได้

“เด็กคนหนึ่งน่ะ” เสื้อสูทสีดำของอวี้หานเซินเปิดออก มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกข้างปล่อยทิ้งไว้ข้างลำตัว น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นราบเรียบไม่ใส่ใจ

ม่อซวี่เป่ยยิ้มอย่างมีความหมาย “เด็กคนหนึ่ง หรือว่าอีหนูล่ะ มิน่าล่ะน้องสาวฉันตามตื๊อนายมาตั้งหลายปี นายถึงไม่เคยเหลียวแลเลย ที่แท้ก็ชอบสไตล์นี้นี่เอง”

ซือถงสวมเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มตัวโคร่ง พอลมกลางคืนพัดมา รูปร่างที่ซ่อนอยู่ก็เผยให้เห็นรำไร

ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ เครื่องหน้าสวยหวานหมดจด คิ้วเรียวบาง แผ่กลิ่นอายความบริสุทธิ์บอบบางที่กระตุ้นความรู้สึกอยากรังแกของเพศชายได้อย่างง่ายดาย

อวี้หานเซินหันไปมองม่อซวี่เป่ย น้ำเสียงแฝงการเตือน “เธอก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง พูดจาให้มันระวังหน่อย”

“...” ปกติอวี้หานเซินก็เป็นคนเคร่งขรึมอยู่แล้ว พอทำหน้าดุขึ้นมาก็ดูน่ากลัวจริงๆ เล่นเอาม่อซวี่เป่ยถึงกับขนลุกซู่

……

ซือถงเก็บของเสร็จ หันไปเห็นอวี้หานเซินยังไม่ไปก็แอบประหลาดใจนิดๆ

เมื่อเห็นเด็กสาวยืนมองตัวเองตาแป๋ว อวี้หานเซินก็เผลอยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว “จะไปไหน? เดี๋ยวไปส่ง”

ซือถงหิ้วถุงเก็บของ เงยหน้าจ้องมองอวี้หานเซินนิ่งๆ

ชายหนุ่มสวมสูทผูกไท รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ทรงผมจัดทรงเนี้ยบกริบ ราวกับเพิ่งออกมาจากงานเลี้ยงหรูหรา กระเป๋าเสื้อสูทอกซ้ายมีผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มโผล่ออกมาเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างแผ่รัศมีความสูงศักดิ์และทรงอำนาจ

ช่างดูขัดกับตลาดนัดกลางคืนที่ทั้งเสียงดังและสกปรกแห่งนี้เสียเหลือเกิน

คนอย่างเขาไม่ควรมาปรากฏตัวที่นี่

ตอนแรกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ตอนนี้ คำว่า ‘บังเอิญ’ คงอธิบายไม่ได้แล้ว

ซือถงไม่อยากรับความหวังดีจากคนแปลกหน้าโดยไม่มีเหตุผล และยิ่งไม่อยากเข้าไปพัวพันกับคนแบบนี้มากจนเกินไป

“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ หนูขึ้นรถเมล์กลับเองได้” แถวนี้มีรถเมล์สายที่วิ่งตรงไปถึงมัธยมสิบพอดี

“เมื่อกี้ ขอบคุณมากนะคะ” ซือถงเอ่ยขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อครู่อีกครั้ง ถึงแม้ว่าต่อให้เขาไม่โผล่มา เธอก็มีวิธีหนีเอาตัวรอดได้ แต่ยังไงอีกฝ่ายก็อุตส่าห์ยื่นมือเข้ามาช่วย

พูดจบ ซือถงก็เดินผ่านตัวอวี้หานเซินไปทันที

อวี้หานเซินเบี่ยงตัวหลบให้เธอนิดหนึ่ง มองตามแผ่นหลังที่เย็นชาและเหินห่างของเด็กสาว แววตาของเขาหม่นลงเล็กน้อย

……

โรงน้ำชามีลานจอดรถส่วนตัว ม่อซวี่เป่ยเห็นอวี้หานเซินเดินกลับมาคนเดียว ก็หัวเราะ “ไหนบอกจะไปส่งเด็กไง คนล่ะ?”

เขาแกล้งทำเป็นชะเง้อคอไปมองด้านหลังของอวี้หานเซิน พร้อมกับพูดจาเยาะเย้ย “อัยย่ะ นี่โดนปฏิเสธมาล่ะสิ”

อวี้หานเซินปรายตามองเขา พูดเสียงเย็นชา “ยังไม่กลับอีกเหรอ? กะจะค้างที่นี่หรือไง?”

พูดจบ เขาก็ขึ้นรถของตัวเองไป

ม่อซวี่เป่ยทอดสายตามองรถซีดานหรูที่แล่นออกไป อารมณ์ดีจนต้องจุดบุหรี่สูบ ภาพอวี้หานเซินหน้าแตกหาดูไม่ได้ง่ายๆ ต้องรีบส่งข่าวบอกพวกเพื่อนๆ ซะหน่อย

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดกลุ่มแชต

[ไอ้พวกเวร อาสามของพวกเราโดนสาวน้อยปฏิเสธมาว่ะ โคตรน่าฉลอง]

อวี้หานเซินเป็นลูกหลงของคุณปู่ตระกูลอวี้ มีศักดิ์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นลูกคนที่สาม ทุกคนเลยมักจะเรียกเขาเล่นๆ ลับหลังว่าอาสาม

เพิ่งกดส่งข้อความไป ม่อซวี่เป่ยก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวตัวเองก็อยู่ในกลุ่มด้วย รีบกดยกเลิกข้อความทันที

แต่มันก็สายไปเสียแล้ว โทรศัพท์จากม่อจานอีโทรเข้ามาทันที “พี่ ที่พี่พิมพ์ในกลุ่มหมายความว่าไง?”

“ไม่มีอะไร พิมพ์ผิดกลุ่มน่ะ แกอย่าคิดมากสิ” ม่อซวี่เป่ยอธิบายอย่างปวดหัว น้องสาวคนนี้ดีไปหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือหัวดื้อ ดึงดันจะชอบอวี้หานเซินให้ได้ ถึงขั้นยึดติดเลยทีเดียว

ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ใช้อุบายหลอกให้อวี้หานเซินมาที่โรงน้ำชาเพื่อคุยเรื่องน้องสาวหรอก

“จริงเหรอ?”

“จริงสิ!”

จบบทที่ บทที่ 4 - อาสามของพวกเราถูกแม่หนูน้อยปฏิเสธ

คัดลอกลิงก์แล้ว