- หน้าแรก
- หนีวิวาห์ไฮโซมาติดกับดักรักคุณอาเศรษฐี
- บทที่ 2 - คุณอวี้แส่ไม่เข้าเรื่องแล้วถูกเมินอีกครั้ง
บทที่ 2 - คุณอวี้แส่ไม่เข้าเรื่องแล้วถูกเมินอีกครั้ง
บทที่ 2 - คุณอวี้แส่ไม่เข้าเรื่องแล้วถูกเมินอีกครั้ง
บทที่ 2 - คุณอวี้แส่ไม่เข้าเรื่องแล้วถูกเมินอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น ซือถงถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู
คนรับใช้ของตระกูลฉินเรียกเธอไปที่ตึกใหญ่ ตอนที่เธอไปถึง ในห้องนั่งเล่นนอกจากหานหลิงลี่แล้ว ยังมีชายวัยกลางคนกับเด็กสาวอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีอีกคน
“นี่คือคุณลุงฉินของลูก” หานหลิงลี่ข่มอารมณ์แนะนำให้รู้จัก
เดิมทีตั้งใจว่าเช้าวันนี้จะส่งซือถงเข้าโรงเรียนประจำไปเลย จะได้พ้นหูพ้นตา ไม่รู้ว่าใครเอาเรื่องที่เธอพาลูกสาวมาเรียนซ้ำชั้นที่เมืองไห่เฉิงไปบอกฉินอันซวี่
ส่วนอีกคนคือลูกสาวคนเล็กที่เกิดจากอดีตภรรยาของฉินอันซวี่ ชื่อฉินซือหยวน
ฉินอันซวี่พินิจพิจารณาซือถง เด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อยืดสีขาวที่เริ่มเหลือง กางเกงยีนส์สีซีด ผิวขาวซีด รูปร่างสูงโปร่ง
ผมยาวประบ่ารวบไว้ด้านหลังลวกๆ ใบหน้าสะสวย คิ้วเรียวบาง จัดว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง เสียอย่างเดียวคือผอมเกินไป ดูเหมือนคนขาดสารอาหาร
แต่รูปร่างกลับดีไม่เบา ส่วนที่ควรจะอวบอิ่มก็ดูเต็มไม้เต็มมือ
ดวงตาของฉินอันซวี่ที่ซ่อนอยู่หลังแว่นตาทอประกายวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ในเมื่อมาอยู่บ้านตระกูลฉินแล้ว ก็ถือว่าเป็นลูกหลานคนหนึ่ง ต่อไปก็คิดซะว่าที่นี่คือบ้านของตัวเองนะ”
ได้ยินดังนั้น ซือถงตอบรับเรียบๆ คำหนึ่ง ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“หาโรงเรียนมัธยมปลายให้ซือถงได้หรือยัง?” ฉินอันซวี่ถาม
หานหลิงลี่ตอบ “มัธยมสิบค่ะ”
“มัธยมสิบงั้นเหรอ?” ฉินอันซวี่ขมวดคิ้ว “มัธยมสิบไม่ไหวหรอก คุณภาพการสอนแย่เกินไป ซือถงดรอปเรียนไปตั้งสี่ปีไม่ใช่เหรอ? ขืนไปเรียนมัธยมสิบคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยยาก ไม่สู้ส่งไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมฮว๋าซั่วที่เดียวกับหยวนหยวนดีกว่า”
“สภาพเธอแบบนี้ มัธยมสิบยอมรับก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังจะหวังฮว๋าซั่วอีก”
โรงเรียนมัธยมฮว๋าซั่วเป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดในเมืองไห่เฉิง รับนักเรียนดูจากผลการเรียนเท่านั้น เศรษฐีตั้งเท่าไหร่ยอมจ่ายเงินยัดลูกหลานเข้าไปยังทำไม่ได้เลย
“อีกอย่าง จัดการเรื่องห้องเรียนกับหอพักเรียบร้อยหมดแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
หานหลิงลี่ไม่อยากให้ฉินอันซวี่ให้ความสนใจซือถงมากเกินไป “ตอนเช้าคุณมีประชุมไม่ใช่เหรอคะ? รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวผู้ถือหุ้นจะรอนาน”
ฉินอันซวี่ไม่ได้พูดอะไรอีก
หานหลิงลี่ไปส่งฉินซือหยวนก่อน จากนั้นก็เอาซือถงไปทิ้งไว้หน้าประตูโรงเรียนมัธยมสิบ ฝากฝังไว้กับครูคนหนึ่งแล้วก็จากไป
ครูพาซือถงไปทำเรื่องมอบตัว จากนั้นก็พาไปดูห้องเรียนและหอพัก สุดท้ายพาเธอไปที่โรงอาหารเพื่อทำบัตรรับประทานอาหาร
การทำบัตรต้องใช้เงินหนึ่งร้อยหยวน ซือถงยืนกระอักกระอ่วนอยู่ข้างๆ
เธอไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว หานหลิงลี่ไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาเลย
ครูมองออกถึงความลำบากใจของเธอ จึงออกเงินหนึ่งร้อยหยวนนี้ให้แทน
“ขอบคุณค่ะครูซ่ง หนูจะคืนให้ทีหลังนะคะ” ซือถงบีบบัตรรับประทานอาหารแน่น เอ่ยปากเสียงเรียบ น้ำเสียงใสกระจ่างน่าฟัง
ครูยิ้ม “ไม่รีบจ้ะ”
……
เงินหนึ่งร้อยหยวนนี้ ทำให้ซือถงผ่านสัปดาห์แรกมาได้
วันหยุดสุดสัปดาห์ เธอไปหางานพาร์ทไทม์ทำที่ร้านชานมใกล้ๆ โรงเรียน
ช่วงห้าโมงเย็น หานหลิงลี่โทรมาหา
“คืนนี้มากินข้าวด้วยกัน” หานหลิงลี่ไม่เปิดโอกาสให้ซือถงปฏิเสธ สั่งตรงๆ ว่า “ไปรอหน้าประตูโรงเรียน เดี๋ยวคนขับรถจะไปถึงแล้ว”
ซือถงได้ยินเสียงตัดสายไป นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะไปขออนุญาตลางานกับผู้จัดการร้าน
หน้าประตูโรงเรียน
ซือถงรอไม่นาน รถยนต์หรูนำเข้าสีดำคันหนึ่งก็มาจอดตรงหน้า ประตูรถเปิดออก ฉินซือหยวนก็นั่งอยู่ข้างใน
นอกจากฉินซือหยวนแล้ว ยังมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีอีกคน เมื่อเด็กหนุ่มเห็นซือถง ดวงตาก็เป็นประกาย “หยวนหยวน นี่ลูกสาวของแม่เลี้ยงเธอเหรอ สวยใช้ได้เลยนะ”
“สวัสดี ฉันชื่อหานเจิน เธอชื่ออะไรล่ะ?”
ซือถงปรายตามองเขาเรียบๆ ไม่ได้ปริปากพูดอะไร เมื่อนั่งลงแล้วก็หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ
หานเจินถูกเมินใส่แต่ก็ไม่ได้โกรธ เขายิ้มตาหยีพลางหันไปพูดกับฉินซือหยวน “ลูกสาวแม่เลี้ยงเธอหยิ่งน่าดูเลยนะ เจ้าหญิงน้ำแข็งชัดๆ”
ฉินซือหยวนกัดริมฝีปากแน่น ถลึงตาใส่หานเจิน
ตระกูลฉินกับตระกูลหานสนิทสนมกันมานาน ฉินซือหยวนกับหานเจินมักจะทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ คนขับรถจึงขับไปส่งหานเจินที่บ้านตระกูลหานก่อน
เย็นนี้ฉินอันซวี่กินข้าวที่บ้าน จึงสั่งให้หานหลิงลี่เรียกซือถงกลับมาเป็นพิเศษ
หลังกินข้าวเสร็จ ซือถงห่วงงานพาร์ทไทม์ จึงบอกหานหลิงลี่ว่าต้องกลับแล้ว
หานหลิงลี่ไม่อยากเห็นหน้าเธออยู่แล้ว จึงรีบสั่งให้คนขับรถไปส่งทันที
“พอดีฉันจะออกไปซื้อของ ขอติดรถไปกับเธอด้วยเลยแล้วกัน” จู่ๆ ฉินซือหยวนก็พูดขึ้น
หานหลิงลี่ตามใจลูกมาแต่ไหนแต่ไร จึงปล่อยให้เธอทำตามใจ
สิบห้านาทีต่อมา
“จอดรถ!” จู่ๆ ฉินซือหยวนก็ส่งเสียงสั่ง
รถหรูสัญชาติยุโรปคันนั้นกำลังแล่นอยู่บนทางด่วน คนขับรถมีสีหน้าลำบากใจ “คุณหนูรองครับ ตรงนี้จอดไม่ได้นะครับ”
“ฉันบอกให้จอดก็จอดสิ จะพูดอะไรนักหนา!”
คนขับรถหมดหนทาง จำต้องจอดรถเทียบข้างทาง
“ลงไป” ฉินซือหยวนมองซือถงด้วยสายตาเย็นชา กล้าดีอย่างไรถึงมาส่งสายตาให้ท่าหานเจินต่อหน้าเธอ ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยว่าเป็นตัวอะไร
“พ่อฉันแค่เห็นว่าเธอสงสาร ก็เลยโยนเศษข้าวให้กิน คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลฉินจริงๆ หรือไง? ไสหัวลงไป!”
ซือถงรู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่ตอนที่ฉินซือหยวนบอกว่าจะมาด้วยแล้ว ตอนนี้ข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยัน เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
เธอหยิบข้าวของแล้วผลักประตูรถออก ขาข้างหนึ่งยังไม่ทันแตะพื้น แผ่นหลังก็ถูกคนผลักอย่างแรง
ซือถงไม่ทันตั้งตัว ถลาร่วงคว่ำไปข้างหน้าอย่างแรง
วินาทีต่อมา เสียงเบรกก็ดังสนั่นหวั่นไหว
“เวรเอ๊ย!” ในรถซีดานหรูระดับไฮเอนด์ เฮ่อเหิงสะดุ้งตกใจ โชคดีที่เขาสังเกตเห็นรถยุโรปคันนั้นจอดผิดกฎมาแต่ไกล จึงแตะเบรกชะลอความเร็วไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นชนเข้าจังๆ แน่
ที่เบาะหลัง อวี้หานเซินลืมตาที่ปิดพักผ่อนขึ้น สายตาสงบนิ่งทอประกายล้ำลึก
“มีคนตกลงมาจากรถคันหน้าครับ เดี๋ยวผมลงไปดูหน่อย” เฮ่อเหิงอธิบายพลางลงจากรถ
จังหวะที่เขาลงจากรถ รถหรูคันหน้าก็แล่นจากไปอย่างรวดเร็ว
หน้ารถซีดานหรู มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด
“คุณเป็นอะไรไหมครับ?”
ซือถงล้มลงไปไม่เบาเลย ข้อศอกและหัวเข่าเจ็บแปลบจนแทบทนไม่ไหว เธอขยับลุกไม่ขึ้นชั่วขณะ ทำได้เพียงส่ายหน้าเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร
เฮ่อเหิงประคองเธอให้ลุกขึ้น เด็กสาวรูปร่างบอบบาง หน้าตาสะสวยหมดจด ใบหน้าที่พยายามข่มความเจ็บปวดดูน่าสงสารจับใจ
เขากลับมาที่รถ เล่าเหตุการณ์ให้อวี้หานเซินฟัง แล้วทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง “ดูท่าทางจะเจ็บหนักเลยครับ ข้อศอกถลอกปอกเปิกไปหมด น่าสงสารมากครับ”
แม้ความเป็นไปได้จะริบหรี่ แต่เขาก็ยังแอบหวังให้เจ้านายของตัวเองเกิดใจบุญสุนทาน ช่วยพาเด็กสาวไปส่งโรงพยาบาล
รถสัญจรไปมาบนทางด่วนเยอะแยะ อันตรายจะตายไป ไม่ไปส่งโรงพยาบาล อย่างน้อยพาเธอลงจากทางด่วนก็ยังดี
แต่ทว่า เขาติดตามอวี้หานเซินมาสิบกว่าปี รู้ดีว่าเจ้านายของเขาไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อได้ยินดังนั้น อวี้หานเซินเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่ตอบโต้ ท่าทีเย็นชาขั้นสุด
เฮ่อเหิงไม่กล้าพูดอะไรมาก ถอนหายใจแล้วขึ้นรถ สตาร์ทรถออกตัวอีกครั้ง
ซือถงก้มหน้าตรวจดูบาดแผล ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นด้านหลัง จึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วขยับหลบไปด้านข้าง
รถคันหรูแล่นผ่านตัวเธอไป กระจกหลังเปิดอยู่ เธอสบเข้ากับดวงตาลึกล้ำที่คุ้นเคยคู่หนึ่ง
“จอดรถ” จู่ๆ อวี้หานเซินก็เอ่ยปาก