เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 204 เรื่องน่ายินดีสองชั้น

บทที่ 204 เรื่องน่ายินดีสองชั้น

บทที่ 204 เรื่องน่ายินดีสองชั้น


"ราบรื่นกว่าที่คิดไว้เสียอีก... แถมยังประหยัดเงินไปได้ด้วย!"

ระหว่างทางกลับ เฉินหลี่สัมผัสถึงม้วนตำราในถุงเก็บของ ก้อนหินใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจมาตลอดพลันร่วงหล่นลงพื้น ภายในใจลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ส่วนเรื่องการเสียหน้า เขากลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ถึงขั้นควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำ ที่ผู้ที่ได้พบคือติงเจี้ยนซึ่งยังอ่อนต่อโลกและได้รับการปกป้องมาเป็นอย่างดีตลอด ไม่ใช่พวกเฒ่าเจ้าเล่ห์หน้าหนา มิเช่นนั้นต่อให้สามารถนำวิชาส่วนที่เหลือมาได้ ก็เกรงว่าคงจะต้องถูกปอกลอกไปจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อเทียบกันแล้ว เพียงแค่ถูกคำพูดเยาะเย้ยถากถางไปสองสามประโยค ราคาค่างวดแค่นี้ก็นับว่าไม่คุ้มค่าให้เอ่ยถึงเลยสักนิด

"ไม่รู้เลยว่าบรรพชนทิ้งมรดกไว้ให้เขามากเพียงใด..."

เมื่อนึกถึงท่าทาง 'ข้าไม่มีความสนใจในหินปราณ' ของติงเจี้ยน เฉินหลี่ก็รู้สึกมันเขี้ยวขึ้นมาตงิดๆ "แม่งเอ๊ย รวยชะมัด!"

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เบื้องหน้าก็มีแสงหลบหนีสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากแดนไกล ชายชราในชุดคลุมสีเทาผู้หนึ่งตะโกนเสียงหลงว่า "สหายเต๋าเบื้องหน้าโปรดรอก่อน ผู้น้อยเดินทางมาจากต่างถิ่น อยากจะสอบถามสักหน่อยว่าที่นี่คืออาณาเขตของสำนักใหญ่ระดับหยวนอิงอย่างสำนักหั่วอวิ๋นใช่หรือไม่?"

ระฆังเตือนภัยในใจของเฉินหลี่พลันดังลั่น

เขาไม่แม้แต่จะคิด รีบเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็เร่งเร้าวิชาแปลงสายรุ้งจนถึงขีดสุด ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนในพริบตา

แม้วิชาแปลงสายรุ้งจะเป็นเพียงคาถาระดับสองขั้นที่หนึ่ง ทว่าเมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว กลับสามารถเทียบชั้นได้กับคาถาระดับสองขั้นที่ห้า ความเร็วของมันต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางที่ควบคุมอาวุธเวทระดับสองชั้นสูงก็ยังมิอาจเทียบเคียง

ไม่นานนัก ระยะห่างของทั้งสองก็ถูกทิ้งห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

"เอ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งไปสิ สหายเต๋าคิดมากไปแล้ว..." ชายชราชุดเทายังคงตะโกนไล่หลังมา

เป็นดั่งคาด

ผ่านไปเพียงไม่นาน

เฉินหลี่ก็พบว่ามีแสงหลบหนีอีกสองสายพุ่งทะยานมาทางนี้จากทั้งซ้ายและขวา หนึ่งในนั้นใช้วิชาหลบหนีได้รวดเร็วยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย คนผู้นั้นไล่ตามมาได้พักหนึ่ง ดูเหมือนจะเกรงว่าหากปล่อยให้ยืดเยื้ออาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จึงทำได้เพียงล้มเลิกไปอย่างหมดหนทาง

หากมิใช่เพราะเฉินหลี่ระแวดระวังตัว ก็เกือบจะถูกตีวงล้อมเข้าให้แล้ว

...

"ถึงกับกล้ามาปล้นบนหัวข้าเชียวหรือ..."

หลังจากหลุดพ้นจากอันตราย

เฉินหลี่ก็ยิ่งคิดยิ่งโมโห

ตลอดทางเขาเหินบินมาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ได้ไปหาเรื่องผู้ใด และไม่ได้ไปยั่วยุใคร ทว่าก็ยังไม่วายมีคนมารนหาที่

เฉินหลี่ทอดสายตามองลงไปยังทิวเขาเบื้องล่าง

แล้วร่อนลงอย่างรวดเร็ว

เขาหยิบโอสถกุยหยวนขวดหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ เมื่อเห็นว่าภายในขวดเหลืออยู่เพียงสามเม็ด ก็แหงนหน้ากลืนลงคอไปโดยตรง จากนั้นจึงเปลี่ยนรูปโฉมใบหน้า แล้วเริ่มร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว

ฟ้าดินตอบสนอง พลังเวทพวยพุ่ง ร่างมายาร่างแล้วร่างเล่าปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า

ไม่นานนัก ร่างมายาสี่ร่างที่สวมใส่ชุดคลุมเวทแบบเดียวกัน ทว่ามีใบหน้าแตกต่างกันก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

"รุมสังหารงั้นหรือ? ทำเหมือนกับว่ามีแต่พวกเจ้าที่ทำเป็นอย่างนั้นแหละ"

วินาทีต่อมา

ร่างมายาทั้งสี่ร่างก็พลันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นเส้นแสงสี่สาย ก่อนจะเลือนหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างจริงที่รั้งอยู่กับที่ ก็ยังคงร่ายคาถาต่อไป

หลังจากใช้วิชาดำดิน

เขาก็หายตัวไปจากที่เดิมอย่างรวดเร็ว เร้นกายดำดิ่งลงสู่ใต้ผืนดิน

...

ในเวลาเดียวกัน ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสามคนก็ได้มารวมตัวกัน

"รอมาตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว กว่าจะโผล่มาสักคนก็ไม่ง่ายเลย กลับปล่อยให้หนีไปได้อีก เฒ่าเฟย ต้องเป็นเพราะเมื่อครู่เจ้าใจร้อนเกินไปจนเผยพิรุธออกมาแน่ๆ" หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนร่างสูงเอ่ยเสียงเย็น

"เรื่องนี้จะมาโทษข้าได้หรือ อีกฝ่ายระวังตัวแจเสียขนาดนั้น ข้าเพิ่งจะอ้าปากพูด คนผู้นั้นก็โกยอ้าวไปแล้ว" ผู้บำเพ็ญเพียรชราที่ถูกเรียกว่าเฒ่าเฟยร้องโอดครวญ

"เอาล่ะ ทั้งสองคนเลิกเถียงกันได้แล้ว ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว เปลี่ยนสถานที่กันเถอะ" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายผู้นั้นเอ่ยพลางกวาดสายตามองซ้ายมองขวา ไม่รู้เหตุใดภายในใจถึงได้รู้สึกลุกลนอยู่บ้าง ราวกับว่ากำลังจะมีอันตรายมาเยือน

"หึๆ ยังคิดจะหนีอีกหรือ! ไม่สิ พวกเจ้าหนีไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ" ทันใดนั้น น้ำเสียงแปลกประหลาดและเย็นเยียบก็พลันดังก้องขึ้น ฟังดูแล้วไม่เหมือนเสียงของมนุษย์เอาเสียเลย

ทั้งสามคนใจหายวาบ รีบหันขวับไปมองตามเสียง ก็เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะไม่ไกลนักอย่างกะทันหันราวกับภูตผี

ตั้งแต่เมื่อใดกัน?

ถึงกับสามารถเล็ดลอดสัมผัสวิญญาณของระดับสร้างรากฐานมาได้!

"ลงมือ" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายตวาดลั่น

ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ

ในพริบตาที่ตวาด เขาก็เรียกกระบี่บินสีครามเล่มหนึ่งออกมา กลายเป็นลำแสงสลัวพุ่งทะลวงเข้าใส่อย่างจัง

อีกสองคนเคลื่อนไหวช้ากว่าจังหวะหนึ่ง ทว่าก็สอดประสานกันได้อย่างรู้ใจและเด็ดขาด ต่างพากันเรียกอาวุธเวทออกมา เห็นได้ชัดว่าเรื่องพรรค์นี้คงไม่ได้ทำมาแค่น้อยๆ ครั้งแน่

หนึ่งสร้างรากฐานขั้นปลาย สองสร้างรากฐานขั้นกลาง ในสายตาของเฉินหลี่ ณ เวลานี้ ก็มีดีเพียงแค่นี้แหละ เมื่อมองดูอาวุธเวทที่พุ่งทะยานเข้ามา เขาก็คร้านที่จะใช้แม้กระทั่งม่านพลังวารี ทันทีที่เสียงพึมพำสั้นๆ คลุมเครือหลุดออกจากปาก แสงสว่างจ้าบาดตาก็พลันสาดส่องออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง

บนพื้นดินราวกับมีดวงอาทิตย์อีกลูกหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา

วินาทีต่อมา ร่างมายาร่างนี้ก็ถูกอาวุธเวททะลวงผ่านจนแตกสลายกลายเป็นจุดแสงเล็กๆ เลือนหายไปจากที่เดิม

ทว่า นี่เป็นเพียงแค่เหยื่อล่อเท่านั้น

การโจมตีที่แท้จริงเพิ่งจะมาถึงต่างหาก

ในยามนี้ แสงสว่างจ้าบาดตายังไม่ทันจะจางหายไป

ร่างมายาอีกสามร่างที่เร้นกายอยู่ด้านข้างก่อนหน้านี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว การร่ายคาถาของแต่ละร่างก็ใกล้จะเสร็จสิ้นเต็มที

ในเรื่องของการรุมสังหาร เขาต่างหากล่ะที่เป็นมืออาชีพ

จากบทเรียนครั้งก่อนที่ใช้วิชาอัคคีแท้สังหารเศษเดนสำนักเทียนซิงจนทำให้ถุงเก็บของและชุดคลุมเวทถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้น ครั้งนี้เฉินหลี่จึงเลือกใช้ 'วิชาเสียงกัมปนาท'

แม้วิชาเสียงกัมปนาทจะเป็นเพียงคาถาระดับสองขั้นที่หนึ่ง และเมื่อฝึกจนเต็มขั้นก็จะเทียบเท่าระดับสองขั้นที่ห้า ซึ่งมีอานุภาพจำกัด

แต่ถ้าร่างเดียวไม่พอ ก็สามารถซ้อนทับกันสามร่างพร้อมกันได้

แถมยังผสานเข้ากับ 'เสียงคำรามศึก' ขั้นสมบูรณ์

เฉินหลี่เคยทดลองมาแล้วหลายครั้ง

คาถาผสานเช่นนี้ อานุภาพที่แท้จริงได้ก้าวข้ามขอบเขตของคาถาระดับสองขั้นที่ห้าไปไกลลิบแล้ว

ถึงขั้นสามารถเทียบชั้นได้กับคาถาระดับสองขั้นที่เจ็ดอันน่าสะพรึงกลัวเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ใช้ในการร่ายยังสั้นมาก

ในบรรดาคาถาระดับสองขอบเขตสร้างรากฐานทั้งหมด ก็นับว่าเป็นการร่ายที่รวดเร็วที่สุดแล้ว

"โฮก!"

ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินก็ราวกับดังกึกก้องไปด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรยักษ์จากยุคบรรพกาล

คลื่นเสียงแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ พัดพาอากาศจนเกิดเป็นระลอกคลื่นซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ

เพียงชั่วพริบตา ก็พุ่งกระแทกเข้าใส่คนทั้งสาม

สำหรับคนทั้งสาม การต่อสู้ครั้งนี้ช่างกะทันหันจนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ จนถึงบัดนี้ทั้งสามคนก็ยังไม่ทันได้ใช้ยันต์ป้องกันเลยแม้แต่น้อย มีเพียงพลังป้องกันที่ติดมากับชุดคลุมเวทคอยคุ้มกายเท่านั้น ทว่าแค่นี้จะไปป้องกันสิ่งใดได้เล่า

ม่านพลังธาตุที่ติดมากับชุดคลุมเวทชั้นกลางบนร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางทั้งสองคน ยังไม่ทันจะเกิดระลอกคลื่น ก็ถูกคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวนี้บดขยี้จนแหลกสลายในพริบตา ร่างกายปลิวละลิ่วราวกับถุงผ้าขาดๆ เห็นได้ชัดว่าไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว

ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายผู้นั้นดูจะดีกว่าหน่อย

ทว่าก็เพียงแค่หน่อยเดียวเท่านั้น

วิชาเกราะโล่ที่ติดมากับชุดคลุมเวทระดับสองชั้นสูงบนร่างของเขา ต้านทานไว้ได้เพียงชั่วพริบตาเดียวก็พลันพังทลายลง เขาทำได้เพียงเปล่งเสียงร้องคำรามอย่างสิ้นหวัง ร่างกายก็ถูกกระแทกปลิวละลิ่วออกไปเช่นเดียวกัน แม้ในยามนี้คลื่นเสียงจะอ่อนกำลังลงมากแล้ว แต่เขาก็ยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี

"พะ...พวกเจ้า..." เขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก มองไปยังร่างมายาทั้งสามที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าซีดเผือด "ข้ายอมแพ้แล้ว ถุงเก็บของ ชุดคลุมเวท และอาวุธเวทบนร่างข้า ข้ามอบให้เจ้าหมดเลย ขอเพียงแค่ไว้ชีวิตข้าก็พอ"

"สายไปแล้ว!" เฉินหลี่แค่นเสียงหัวเราะหยัน คิดว่าข้าเพิ่งจะเคยออกท่องยุทธภพหรือไร สังหารเจ้าไป ก็เอามาได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?

จากนั้น วิชาเสียงกัมปนาทก็ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ปลิดชีพเขาอย่างสมบูรณ์

เฉินหลี่เดินเข้าไปซ้ำอีกสองสามที เมื่อเห็นว่าสิ้นลมหายใจอย่างแน่นอนแล้ว จึงค่อยลงมือค้นตัวทีละคน ไม่เว้นแม้กระทั่งชุดคลุมเวทบนร่าง จากนั้นก็ใช้วิชาอัคคีแท้เผาทำลายศพ แล้วร่างมายาทั้งสามก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละร่าง จากไปอย่างรวดเร็ว

...

ระหว่างทาง เฉินหลี่ก็ทำการหลอมรวมและตรวจสอบถุงเก็บของทีละใบ

"พวกปล้นชิงกลางทางพวกนี้ ร่ำรวยกันทั้งนั้นจริงๆ"

หากไม่นับรวมของจุกจิกอย่างพวกโอสถหรือวัตถุดิบวิญญาณ

เฉพาะหินปราณเพียงอย่างเดียว เมื่อนำมารวมกันแล้วก็มีหินปราณชั้นสูงถึงร้อยห้าสิบกว่าก้อน

ทว่าสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด ก็คืออาวุธเวทและชุดคลุมเวทเหล่านั้น

เฉินหลี่ประเมินราคาคร่าวๆ ในใจ คาดว่าน่าจะขายได้สักสองร้อยก้อน

"นี่ไปปล้นมามากมายขนาดไหนกันเนี่ย!" เฉินหลี่มีสีหน้าปีติยินดี

"วันนี้ช่างเป็นวันแห่งเรื่องน่ายินดีสองชั้นจริงๆ หากนับรวมกับเงินเก็บที่มีอยู่ หินปราณชั้นสูงก็ทะลุหนึ่งพันก้อนไปแล้ว ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่มีความมั่งคั่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงจะมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย"

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เงาร่างของติงเจี้ยนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเฉินหลี่

"แน่นอนว่า เอาไปเทียบกับคนพรรค์นั้นไม่ได้หรอก"

จบบทที่ บทที่ 204 เรื่องน่ายินดีสองชั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว