- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 154 ศิษย์จินตัน
บทที่ 154 ศิษย์จินตัน
บทที่ 154 ศิษย์จินตัน
วันเวลาต่อมา ความก้าวหน้าในวิชากายากระดูกหยกกล้ามเนื้อเซียนของเฉินหลี่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
จากการแช่น้ำยาสมุนไพรสามวันครั้งในตอนแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสองวันครั้ง ภายใต้การผลาญหินปราณจำนวนมหาศาล ความแข็งแกร่งของกระดูกทั่วร่างของเขาก็เพิ่มขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และค่อยๆ กลายเป็นผลึกใสมากขึ้นทุกวัน
แม้แต่พละกำลังก็ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไป ผิวหนังและกล้ามเนื้อกลายเป็นตึงกระชับและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น พลังป้องกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินหลี่ประหลาดใจระคนยินดีมากยิ่งกว่านั้นก็คือ
เมื่อความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้น การฝึกฝนพื้นฐานวิชากระบี่ก็ราบรื่นขึ้นตามไปด้วย ความก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ เฉินหลี่คาดการณ์ไว้ว่าคงต้องใช้เวลาอีกราวสองปีครึ่ง พื้นฐานวิชากระบี่ถึงจะฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุดได้ ทว่าด้วยแนวโน้มในตอนนี้ เขารู้สึกว่าอย่างมากก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น
……
วันเวลาผ่านไปดุจกระสวยทอผ้า ฤดูร้อนผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
สำนักหวนเจินมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ในที่สุดเฉินหลี่ก็สลัดฉายาผู้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐานหน้าใหม่ทิ้งไปได้เสียที
ผู้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐานคนใหม่เป็นศิษย์สายในที่อายุน้อยคนหนึ่งของสำนัก พิธีฉลองการสร้างรากฐานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักกว่าตอนที่เฉินหลี่เข้าร่วมสำนักในฐานะผู้อาวุโสรับเชิญมากนัก ลำพังแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่มาร่วมแสดงความยินดีก็มีถึงยี่สิบแปดคน แม้แต่ตระกูลสร้างรากฐานภายนอกค่ายกลพิทักษ์สำนักก็ยังพากันมาร่วมงานเสียส่วนใหญ่
"จุ๊ๆ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานวัยยี่สิบปี ที่อายุน้อยขนาดนี้ในสำนักหวนเจินของเรา คาดว่าน่าจะเป็นคนแรกกระมัง ต่อให้อยู่ในสำนักใหญ่ระดับหยวนอิง ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากแล้ว!" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานชราที่มีริ้วรอยเต็มใบหน้าลูบเคราตัวเองเบาๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและอิจฉา
"ไม่ใช่หรอก บรรพชนต่างหากที่สร้างรากฐานตอนอายุสิบแปดปี" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคนหนึ่งประสานมือคารวะขึ้นฟ้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพ
"บรรพชนเป็นบุคคลระดับใดเล่า ย่อมนำมานับรวมไม่ได้อยู่แล้ว อายุยี่สิบปีก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ตอนอายุยี่สิบ ข้าเพิ่งจะอยู่ขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นปลายเอง"
'ตอนอายุยี่สิบข้ากำลังทำอะไรอยู่นะ?' เฉินหลี่รำพึงในใจ จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
เจ้าของร่างเดิมตอนอายุสี่สิบปียังอยู่แค่ขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่สามอยู่เลย ต่อให้เป็นในชาติก่อน เขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมายเช่นกัน
"นี่คือผู้มีแววว่าจะบรรลุระดับจินตันเลยนะ ตราบใดที่ไม่ด่วนตายไปกลางคันเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดในอนาคตก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางแน่ๆ เทียบกันไม่ได้ เทียบกันไม่ได้จริงๆ!"
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานวัยกลางคนและวัยชราที่หมดหวังในมรรคาวิถี นั่งจับเข่าคุยกันด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ด แทบอยากจะเข้าไปแทนที่ การที่สามารถสร้างรากฐานได้ตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ เห็นได้ชัดว่ามรรคาวิถีในภายภาคหน้าย่อมราบรื่นกว่าอย่างแน่นอน
ไม่นาน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคนใหม่ก็เดินมาที่หน้าตำหนักโดยมีหลัวเซินคอยเดินตามมาเป็นเพื่อน
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคนใหม่มีแซ่ติงนามว่าเจี้ยน รูปร่างสันทัด หน้าตาธรรมดาออกจะดูทึ่มทื่อไปบ้าง ทว่าเมื่อมองจากประกายในดวงตาเท่านั้น ถึงจะพอมองเห็นความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายในได้
ภายใต้การแนะนำของเจ้าสำนักฝ่ายกิจการทั่วไปเซี่ยหงอี้ ติงเจี้ยนก็ทักทายคารวะผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทุกคนทีละคนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมและแฝงไปด้วยความเคารพ
"ท่านนี้คือผู้อาวุโสรับเชิญของสำนัก สหายเต๋าเฉินหลี่" เซี่ยหงอี้แนะนำด้วยรอยยิ้ม "สหายเต๋าเฉินก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานหน้าใหม่เช่นเดียวกับเจ้า เพิ่งสร้างรากฐานได้เพียงสามปีก็สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสองได้ด้วยตัวคนเดียว พลังต่อสู้ไม่ธรรมดาเลย ภายภาคหน้าพวกเจ้าก็แลกเปลี่ยนความรู้กันให้มากเข้าไว้ล่ะ"
"คารวะสหายเต๋าเฉิน" ติงเจี้ยนโค้งคำนับ
"คารวะสหายเต๋าติง" เฉินหลี่ยิ้มและคารวะตอบเช่นกัน
เดิมทีติงเจี้ยนเป็นศิษย์ภายในสำนักอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีพิธีเข้าร่วมสำนักอะไร หลังจากทักทายคารวะผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานภายในตำหนักเสร็จสิ้น ก็ถูกเซี่ยหงอี้พาไปเข้าพบบรรพชนจินตัน
ตั้งแต่เฉินหลี่เข้าร่วมสำนัก เขาก็เพิ่งเคยพบบรรพชนจินตันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปกติแล้วอีกฝ่ายมักจะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นนัก
เรื่องน้อยใหญ่ภายในสำนัก โดยพื้นฐานแล้วล้วนจัดการโดยเจ้าสำนักฝ่ายกิจการทั่วไปเซี่ยหงอี้ ซึ่งเทียบเท่ากับพ่อบ้านใหญ่ของสำนักหวนเจินเลยทีเดียว
หลังจากที่เซี่ยหงอี้และติงเจี้ยนจากไป บรรยากาศก็ผ่อนคลายลง ผู้คนพากันมารวมตัวกัน เริ่มพูดคุยหยอกล้อและแลกเปลี่ยนเรื่องมรรคาวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร เฉินหลี่เป็นคนที่วางตัวดีมาโดยตลอด ทั้งยังรู้จักประจบประแจง จึงสามารถแทรกตัวเข้าร่วมวงสนทนาได้อย่างราบรื่น
"สหายเต๋าเซียวมีวิชาอาคมลึกล้ำ ขอทราบนิดหนึ่งว่ามีวิธีรับมือกับวิชาดำดินอย่างไรหรือ?"
"ข้าไม่เคยเรียนวิชาดำดินหรอกนะ แต่วิธีรับมือนั้น ข้าก็พอจะรู้อยู่บ้าง" เซียวหยวนผู้นี้ชอบทำตัวเป็นอาจารย์สอนผู้อื่น เมื่อได้ยินดังนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "หากเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นล่ะก็ วิชาสั่นสะเทือนปฐพีซึ่งเป็นคาถาระดับสองขั้นที่หนึ่ง สามารถสยบวิชาดำดินได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว"
"สหายเต๋าเฉิน ลำพังแค่วิชาสั่นสะเทือนปฐพียังไม่พอนะ ยังต้องฝึกวิชาตาทิพย์เพิ่มอีกวิชาด้วย!"
ทุกคนต่างเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐานหลายคนหน้าแดงระเรื่อ อดไม่ได้ที่จะถ่มน้ำลายด่าทอในใจ
"รับคำชี้แนะแล้ว!" เฉินหลี่เผยรอยยิ้มซื่อๆ ออกมา พร้อมกับประสานมือคารวะ
ก่อนหน้านี้เขามองข้ามคาถาวิชานี้ไปจริงๆ เขาขาดวิธีการรับมือกับศัตรูที่มาจากใต้ดิน และวิชาสั่นสะเทือนปฐพีก็พอดีเข้ามาเติมเต็มจุดบอดนี้ได้อย่างพอดิบพอดี
ต่อมา ทุกคนก็พูดคุยตามหัวข้อนี้ต่อไป โดยพูดคุยถึงเคล็ดลับการใช้งานที่นำมาใช้ได้จริงในการต่อสู้ของคาถาสองสามวิชาที่มักใช้กันบ่อยๆ ในช่วงขอบเขตสร้างรากฐาน เฉินหลี่ที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างได้รับประโยชน์อย่างมาก
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานมีอายุขัยยืนยาว ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอุปสรรคในการบำเพ็ญเพียรจนหมดหวังในมรรคาวิถี เวลาปกติจึงมีเวลามากมายเหลือเฟือให้มาศึกษาวิชาอาคมเพื่อรักษาชีวิต โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานวัยกลางคนและวัยชราบางคน ล้วนไม่มีใครไม่เชี่ยวชาญเลยสักคน
ทุกคนพูดคุยกันตั้งแต่วิชาอาคมไปจนถึงข้อดีข้อเสียของวิชาบำเพ็ญเพียรแต่ละสำนัก จากนั้นก็พูดคุยถึงสถานการณ์รอบๆ ตลอดจนเรื่องซุบซิบนินทาของบรรดาจินตันหลายคน คุยกันลากยาวไปจนเกือบเที่ยง เซี่ยหงอี้และติงเจี้ยนก็ยังไม่กลับมา
ขณะที่เฉินหลี่กำลังบ่นพึมพำในใจ ศิษย์ขอบเขตขัดเกลาปราณคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
"ท่านเจ้าสำนักสั่งให้ข้ามาแจ้งอาจารย์อาและผู้อาวุโสทุกท่านว่า ท่านอาจารย์อาติงถูกท่านเจ้าสำนักรับเป็นศิษย์สืบทอดแล้ว ตอนนี้กำลังจะเก็บตัวปิดด่าน จึงไม่มาแล้วขอรับ"
"ซี๊ดด!" บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานภายในตำหนัก เมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ จากนั้นก็เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้น
"นี่เป็นเรื่องจริงรึ!"
"เรื่องใหญ่เช่นนี้ ต่อให้ขอยืมความกล้าผู้น้อยมาอีกสักสิบส่วน ผู้น้อยก็มิกล้ากล่าววาจาเหลวไหลหรอกขอรับ"
เฉินหลี่ไม่เข้าใจสาเหตุ จึงเอ่ยถามผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่อยู่ข้างๆ ถึงได้รู้ว่าเจ้าสำนักท่านนี้แทบจะไม่รับศิษย์เลย จนถึงตอนนี้ก็มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น
คนแรกก็คือเจ้าสำนักฝ่ายกิจการทั่วไปเซี่ยหงอี้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเพียงคนเดียวของสำนักหวนเจิน ส่วนอีกคน ทะลวงขอบเขตจินตันล้มเหลวเมื่อร้อยปีก่อน และได้นั่งสมาธิมรณภาพไปแล้ว
นั่นก็หมายความว่า ตราบใดที่รับเป็นศิษย์ ก็หมายความว่ามีความหวังอย่างมากที่จะได้กลายเป็นระดับจินตัน
แม้แต่เฉินหลี่ยังรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมานิดๆ บรรพชนจินตันสั่งสอนด้วยตัวเองเชียวนะ... ทำไมตนเองถึงไม่ถูกตาต้องใจบ้างนะ เฮ้อ คนเหมือนกันแต่วาสนาต่างกันจริงๆ!
เขาพึ่งพาได้เพียงตัวเองเท่านั้น
เมื่อเกิดเรื่องแทรกเข้ามาเล็กน้อย บรรยากาศในตำหนักกลับยิ่งทวีความคึกคักขึ้นไปอีก หลายส่วน ทุกคนยังคงพูดคุยกันอย่างออกรส หลังจากทานงานเลี้ยงมื้อเที่ยงเสร็จ ก็ยังไม่แยกย้ายกันไป กลับจัดงานแลกเปลี่ยนขนาดเล็กขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำสิ่งของบางอย่างที่ปกติไม่ได้ใช้ ออกมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน
เฉินหลี่ถูกใจอาวุธเวทระดับสองขั้นกลางที่ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งนำออกมา น่าเสียดายที่ราคาซึ่งสูงถึงเก้าหินปราณระดับสูง ทำให้เขาที่มีเงินในกระเป๋าอันน้อยนิดต้องล่าถอยไป
งานเลี้ยงดำเนินมาจนถึงช่วงเย็นถึงจะได้แยกย้ายกันอย่างสนุกสนาน แต่ละคนต่างบอกลาและแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
……
การที่ติงเจี้ยนถูกเจ้าสำนักรับเป็นศิษย์ กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารของสำนักหวนเจินไปอีกพักใหญ่ และกลายเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างแหงนหน้ามอง
ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ไม่มีการเกณฑ์แรงงานครั้งใหญ่เหมือนปีก่อนๆ อีกแล้ว ทว่าภารกิจของสำนักกลับมีไม่น้อย ส่วนใหญ่จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะบอกว่าเล็กก็ไม่เล็ก เช่น การค้นหาสัตว์อสูรที่กินคน การกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายที่ออกอาละวาด การจับกุมผู้บำเพ็ญเพียรเถื่อนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม โดยพื้นฐานแล้วล้วนไม่มีอันตรายมากนัก แถมค่าตอบแทนยังคุ้มค่าอีกด้วย
ทว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานอยู่มากมายถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ถึงคิวของเฉินหลี่ที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไม่นานอยู่ดี
เฉินหลี่ปิดหูไม่รับรู้เรื่องราวนอกหน้าต่าง ในเวลาว่างก็เรียนรู้วิชาแปลงสายรุ้งและวิชาสั่นสะเทือนปฐพี ทั้งสองวิชาล้วนเป็นคาถาระดับสองขั้นที่หนึ่ง ตำราวิชาแปลงสายรุ้งเขามีอยู่ในมืออยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาจากการลอบสังหารโจวซวี่ถังในตอนนั้น
เพียงแต่เมื่อหลายปีก่อน เขาใช้พละกำลังส่วนใหญ่ไปกับวิชาเหินร่อนแม่เหล็กธาตุที่เป็นประเภทเดียวกัน จึงขี้เกียจเรียนรู้มาโดยตลอด
ส่วนวิชาสั่นสะเทือนปฐพีนั้น ได้รับการชี้แนะอย่างกะทันหันในงานแลกเปลี่ยนเรื่องมรรคาวิถีเมื่อครั้งก่อน
เฉินหลี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและสมบูรณ์พูนสุข สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อยก็คือ ถึงแม้เขาจะหมั่นทำการบ้านอย่างขยันขันแข็ง ไม่เคยหวงแหนพละกำลัง ทว่าโจวหงก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียที
เขารู้สึกสงสัยตะหงิดๆ ว่าการใช้ชีวิตในหอคณิกาเป็นเวลานานของเจ้าของร่างเดิม จะไปทำลายความสามารถในการสืบพันธุ์ของเขาเข้าเสียแล้ว นางมารร้ายในหอคณิกานั้น กัดกินกระดูกดูดไขกระดูกได้เก่งกาจที่สุด ว่ากันว่ายังมีพวกสูบหยางเสริมหยินอีกด้วย ในระหว่างที่กำลังสุขสมจนแทบคลั่ง ก็ถูกคนสูบพลังต้นกำเนิดไปเสียแล้ว พอคิดดูแล้ว... ช่างน่ากลัวจริงๆ!
โชคดีที่เรื่องทายาท เขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ต่อความกังวลของโจวหง เฉินหลี่กลับมักจะปลอบประโลมอยู่เสมอ ให้นางอย่าคิดมาก อย่าใจร้อน เชื่อว่าลงแรงปลูกย่อมได้ผลเก็บเกี่ยว สวรรค์ย่อมเมตตาผู้ที่ขยันหมั่นเพียร ในท้ายที่สุดย่อมมีผลตอบแทน
……
ครึ่งเดือนต่อมา ณ พื้นที่รกร้าง เฉินหลี่ปากท่องคาถาไร้เสียง นิ้วมือประสานมุทราอย่างรวดเร็ว
"วิชาสั่นสะเทือนปฐพี!"
เขายกเท้าขึ้น จากนั้นก็กระทืบลงไปอย่างแรง พลังลมปราณถูกดึงออกมาตามไปด้วย เท้าข้างนี้ราวกับมีน้ำหนักหลายหมื่นชั่ง
"ตู้ม!"
ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วัชพืชบนพื้นดินถูกสั่นสะเทือนจนแหลกละเอียด กระเด็นลอยขึ้นสูงครึ่งเมตร ต้นไม้ใหญ่รอบๆ ก็ถูกสั่นสะเทือนจนเอนเอียงล้มระเนระนาด ราวกับเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณเล็กๆ
เฉินหลี่มองดูความเสียหายในรัศมีกว่าสามสิบเมตรที่พังพินาศ แล้วจึงใช้วิชาตาทิพย์อีกครั้ง
มองลงไปใต้ดิน เป็นอย่างที่คิด ภายในรัศมีสิบเมตรใต้ดิน ชั้นดินถูกบีบอัดจนเสียรูปทรง ก้อนหินแตกละเอียด แมลง มด งู และหนูที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ล้วนถูกบีบอัดจนกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆ ตายอย่างอนาถ
"อานุภาพช่างรุนแรงนัก!"
เขาเชื่อว่าหากมีคนดำดินอยู่แถวนี้ ลำพังแค่เท้าข้างนี้ ก็สามารถสั่นสะเทือนจนคนผู้นั้นมึนงง กระดูกแหลกละเอียด หรือแม้กระทั่งถูกสังหารอยู่ใต้ดินได้เลย
……
เวลาล่วงเลยไปดั่งสายน้ำ วันเวลาผ่านไปอย่างสงบสุขเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน ฤดูหนาวผ่านพ้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
ปีที่สิบที่เฉินหลี่มายังโลกใบนี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นปีที่สี่ของการสร้างรากฐาน
ในวันเทศกาลปีใหม่ เฉินหลี่ให้ไป๋เวยไปส่งกู้เมิ่งชิงที่นำของขวัญมามอบให้
ปีนี้ตระกูลอวี๋ก็ยังไม่มา ไม่มีข่าวคราวมาสองปีแล้ว
เฉินหลี่คาดเดาว่าตระกูลอวี๋หากไม่ถูกฆ่าล้างตระกูล ก็คงถูกอพยพไปที่อื่นแล้ว ในช่วงหลายปีมานี้สำนักหวนเจินคอยกวาดล้างและจับกุมกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเถื่อนที่รวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง หากไม่ถูกฆ่า ก็ถูกเนรเทศไปยังตลาดการค้าที่ห่างไกลเพื่อเพิ่มจำนวนประชากร
เขาส่ายหน้า เดินกลับไปที่ห้องวาดยันต์ แล้วเริ่มคิดบัญชี
"เงินใกล้จะหมดแล้ว!"
เขานับหินปราณดูรอบหนึ่ง พบว่าเงินเก็บที่มีอยู่ในมือเมื่อรวมเศษเล็กเศษน้อยเข้าไปแล้ว ก็เหลือหินปราณระดับสูงเพียงหกก้อนเท่านั้น
"เงินแค่นี้ อย่างมากก็ประทังชีวิตไปได้อีกครึ่งปี" เฉินหลี่รำพึงในใจ นี่ขนาดคิดรวมถึงเรื่องที่ระดับการฝึกฝนจะก้าวหน้าขึ้นในอนาคต ทำให้จำนวนการวาดยันต์เพิ่มขึ้นแล้วนะเนี่ย
ความจริงแล้ว หากจะบอกว่ามาถึงจุดที่ยากจะไปต่อได้ นั่นก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น
ทุกวันนี้ วันหนึ่งเขาก็วาดแค่ตอนเช้าครั้งเดียว เมื่อใช้พลังลมปราณจนหมดก็พอแล้ว ตราบใดที่เขาต้องการ วาดทั้งเช้าและเย็น รายได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็พอจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้แบบถูไถ และหยุดการสูญเสียเงินได้
เพียงแต่ทำเช่นนี้ ความก้าวหน้าในการฝึกฝนคาถาก็ต้องหยุดชะงักลง
"หรือว่าต้องทำแบบเฝิงฉี ที่ต้องไปเสี่ยงอันตรายล่าสัตว์อสูรระดับสอง ใช้ชีวิตเลียเลือดบนคมมีดจริงๆ หรือ?"
เฉินหลี่ปวดหัว จึงเดินออกไปนอกประตู
โจวหงก็เดินเข้ามาต้อนรับ "ปีนี้ท่านก็อายุครบห้าสิบปีแล้ว จะจัดงานวันเกิดใหญ่สักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?"
เฉินหลี่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เผลอแป๊บเดียว ข้าอายุห้าสิบแล้วหรือ? ลองคิดดูแล้วก็ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
สภาพจิตใจของเขายังคงหนุ่มแน่น ร่างกายก็ยังคงแข็งแรงดั่งมังกรผยองพยัคฆ์คะนอง...
"ข้าเห็นว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานในสำนักเหล่านี้ก็ไม่มีใครจัดงานใหญ่อะไรกันหรอก ลืมมันไปเถอะ พวกเราไม่ใช่ตระกูลสร้างรากฐานข้างนอกนั่นเสียหน่อย ที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นบรรพชน มีลูกหลานสืบสกุลมากมาย" เฉินหลี่กล่าว
จัดงานวันเกิดใหญ่ ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินไปอีกเท่าไหร่