เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 155 สองสำนักเตรียมเกี่ยวดอง

บทที่ 155 สองสำนักเตรียมเกี่ยวดอง

บทที่ 155 สองสำนักเตรียมเกี่ยวดอง


พิรุณวสันต์โปรยปรายดั่งเส้นไหม

หยาดฝนบางเบาดุจละอองหมอกร่วงหล่นจากฟากฟ้า ทำให้ยอดเขายามเช้าตรู่ราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านฝนบางๆ ดูเลือนรางราวกับหมอกควัน

กระดาษเงินกระดาษทองที่เปียกชุ่มปลิวว่อนอยู่ริมทาง พร้อมกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญแว่วมาแต่ไกล ทำให้ฝนวสันต์ครานี้ยิ่งเพิ่มพูนความโศกเศร้าขึ้นไปอีกหลายส่วน

"ท่านพ่อ ลูกสบายดีแล้วเจ้าค่ะ สามีก็ดีต่อข้า ท่านพ่อวางใจเถิด อยู่ทางนั้นก็คอยอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ให้มากๆ นะเจ้าคะ..." จางซูเหนียงดวงตาเปียกชุ่ม กล่าวจบก็โขกศีรษะคำนับอย่างเคารพสามครั้ง

เฉินหลี่ก้าวเข้าไปเซ่นไหว้บ้าง

ภายในใจรู้สึกโศกเศร้า!

เฮ้อ พี่ชายจาง ท่านวางใจเถอะ ข้าจะดูแลซูเหนียงเป็นอย่างดีแน่นอน

สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน กระดาษเงินกระดาษทองหลายใบถูกลมพัดลอยขึ้น หมุนวนอยู่หน้าหลุมศพเนิ่นนานไม่ร่วงหล่น ราวกับเป็นการตอบรับจริงๆ

ทว่าต่อให้จางเหยียนมีวิญญาณอยู่ใต้ปรโลกจริงๆ เมื่อเห็นภาพนี้ ก็คงจะรู้สึกยินดี... กระมัง?

"ฝนตกหนักขึ้นแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ!" เฉินหลี่กล่าว

"อืม ท่านพี่!" จางซูเหนียงปาดน้ำตา ขานรับคำหนึ่ง แล้วเข้าไปควงแขนเฉินหลี่

คนสองคนกับร่มหนึ่งคัน เดินลงเขาไปตามทางเดินบนภูเขาที่เปียกลื่นอย่างช้าๆ

……

หลายวันต่อมา

เฉินหลี่เดินทางไปยังสถานที่ที่ตระกูลอวี๋เคยตั้งรกรากอยู่

เป็นไปตามคาด ที่นั่นถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงนานแล้ว ไร้ซึ่งผู้คนอาศัย

เมื่อมองดูวัชพืชที่สูงเกือบเท่าตัวคน กะเกณฑ์ตามระยะเวลา เห็นได้ชัดว่าก่อนที่ตลาดนัดแม่น้ำเขียวจะถูกบุกเบิก เขตชุมชนผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรแห่งนี้ก็ถูกถอนรากถอนโคนไปนานแล้ว

เขาบินวนสำรวจรอบๆ ป่าบริเวณนั้นหนึ่งรอบ ก็ไม่พบร่องรอยของผู้คนเลย

"เฮ้อ หวังว่าจะปลอดภัยไร้เรื่องราวนะ!" เฉินหลี่ทอดถอนใจ

ทันทีที่กลับมาถึงค่ายกลพิทักษ์สำนัก เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติภายในสำนัก ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนเร่งรีบ บนใบหน้าของทุกคนล้วนแฝงไปด้วยความระมัดระวัง เขาเกิดความสงสัยในใจ จึงดึงตัวศิษย์คนหนึ่งมาสอบถาม

ถึงได้รู้ว่าประมุขสำนักหงซันพาผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานกลุ่มหนึ่งมาเยือนสำนักหวนเจิน ก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใด?

ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักหงซันกับสำนักหวนเจินถือว่าค่อนข้างดีมาโดยตลอด

ตอนนั้นที่สำนักชี่อู้ สำนักหวนเจิน และสำนักหงซัน ทั้งสามสำนักทำสงครามใหญ่กับสำนักฉางเซิง ก็ต่างร่วมเป็นร่วมตาย คล้ายกับเป็นพันธมิตรกันอยู่บ้าง

ทว่าความสัมพันธ์ระดับสูงเช่นนี้ สำหรับเฉินหลี่ที่เป็นเพียงระดับสร้างรากฐานคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้อาวุโสรับเชิญจากภายนอก ก็ทำได้เพียงมองดูอย่างผิวเผินราวกับมองดอกไม้ผ่านม่านหมอกเท่านั้น

เฉินหลี่ขบคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง ก็ปัดเรื่องนี้ทิ้งไป โบกมือไล่ให้ศิษย์ที่กำลังสั่นงันงกผู้นั้นจากไป

เขาเดินทะลุค่ายกลลวงตาเบญจธาตุ เข้าไปยังลานเรือน

"ค่ายกลสับปะรังเคเอ๊ย!"

ค่ายกลลวงตาเบญจธาตุไม่มีพลังป้องกันอะไรเลย มีเพียงค่ายกลมายาและค่ายกลลวงตาง่ายๆ เท่านั้น

ไม่ต้องพูดถึงวิชาตาทิพย์ที่สามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย ขอเพียงแค่เดินเข้าออกไปมาสักสองสามรอบ ต่อให้เป็นปุถุชนคนธรรมดาก็สามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระ มีก็เหมือนไม่มี

เฉินหลี่อยากจะเปลี่ยนมันมาตั้งนานแล้ว

น่าเสียดาย ก็แค่ไม่มีเงิน!

"นายท่าน!"

"นายท่าน กลับมาแล้ว!"

ไป๋เวยและสาวใช้สองคนกำลังตระเตรียมสมุนไพรอยู่ในลานเรือน เมื่อเห็นเฉินหลี่จึงพากันลุกขึ้นยืนกล่าวอย่างเคารพ

"อืม!" เฉินหลี่พยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในถ้ำพำนัก

"นายท่าน สมุนไพรใกล้จะหมดแล้วเจ้าค่ะ เหลือเพียงสองชุดเท่านั้น" ไป๋เวยวิ่งเหยาะๆ เข้ามากล่าว

"เข้าใจแล้ว" เฉินหลี่กล่าว

พอคิดว่าจะต้องเสียเงินอีก เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ

ตอนอยู่ขอบเขตขัดเกลาปราณไม่ค่อยต้องกลุ้มใจเรื่องเงินเท่าไรนัก พอสร้างรากฐานได้กลับกลายเป็นยากจนลงเรื่อยๆ เสียอย่างนั้น

อาวุธเวทหรือก็ซื้อไม่ไหว ค่ายกลหรือก็ซื้อไม่ลง

ต่อให้อยากจะซื้อถุงเก็บของความจุสูงสักใบ ก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก ลังเลแล้วลังเลอีก ผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ดูจากตอนนี้แล้วคงห่างไกลความจริงไปเสียแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องรอไปจนถึงปีมะโว้

"การฝึกกายานี่ทำเอาขัดสนไปชั่วชีวิตจริงๆ!"

เฉินหลี่แอบคำนวณเงินอยู่ในใจ ทันทีที่ก้าวเข้าประตู โจวหงก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับพลางกล่าวว่า "เมื่อเช้าตอนที่ท่านไม่อยู่ มีคนมาบอกว่าเป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก ให้ท่านไปที่ตำหนักหารือ จะไม่มีเรื่องอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ?"

"วางใจเถอะ น่าจะไม่มีเรื่องอะไรหรอก!" เฉินหลี่กล่าวปลอบใจไปประโยคหนึ่ง

จากนั้นก็ออกจากประตู แล้วรีบรุดไปยังตำหนักหารือ

เมื่อไปถึง

ก็พบว่ามีคนกำลังประลองฝีมือกันอยู่ที่ลานกว้างหน้าตำหนัก เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

บรรพชนจินตันยืนอยู่ด้านข้าง กำลังพูดคุยหัวเราะอย่างรื่นเริงกับผู้บำเพ็ญเพียรชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมเวทสีแดงเข้ม ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคนผู้นี้คือเจ้าสำนักหงซัน รอบกายของทั้งสองคนรายล้อมไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ดุจดวงดาวล้อมจันทรา ต่างฝ่ายต่างแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

เฉินหลี่ก้าวเข้าไปกล่าวขออภัย

บรรพชนจินตันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก เฉินหลี่จึงรีบรู้หน้าที่ สาวเท้าเดินไปรวมกลุ่มกับคนฝั่งตนเองอย่างรวดเร็ว กลืนไปกับฝูงชน

เขาถึงเพิ่งจะมีแก่ใจหันไปมองสนามประลอง

คนสองคนในสนามเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายก็คือเฝิงฉีผู้นั้น ส่วนอีกคนคือผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐานที่ยังดูเยาว์วัยของสำนักหงซัน

ทั้งสองคนมีรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รูปร่างของเฝิงฉีขยายใหญ่กว่าตอนปกติหนึ่งรอบ กล้ามเนื้อทั่วร่างบิดเป็นเกลียว เส้นเลือดปูดโปน ราวกับยักษ์ตนหนึ่ง

หมัดเนื้อทั้งสองข้างของเขาห่อหุ้มไปด้วยพลังกังวานอันแข็งแกร่ง ปล่อยหมัดรวดเร็วดั่งสายลม ซัดกระหน่ำหมัดแล้วหมัดเล่าอย่างหนักหน่วง ราวกับขุนเขาแต่ละลูกถล่มทลายลงมา เหนือศีรษะของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานจากสำนักหงซันมีไข่มุกวิเศษที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดลอยอยู่ อาศัยม่านพลังป้องกันที่ไข่มุกวิเศษแผ่ลงมา คอยต้านทานไว้อย่างยากลำบาก

ม่านป้องกันของไข่มุกวิเศษภายใต้การโจมตีจากพลังหมัดของเฝิงฉี สาดประกายแสงปราณแตกกระจายเป็นวงกว้าง ง่อนแง่นเจียนจะพังทลาย

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐานผู้นี้ดูเหมือนจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าซีดเผือด ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ลืมแม้กระทั่งการตอบโต้ไปเสียสนิท

"พอแล้วๆ หยุดเถอะ ยกนี้พวกเรายอมแพ้!" เจ้าสำนักหงซันเริ่มทนดูไม่ได้ จึงเอ่ยปากขึ้น

"ฮ่าๆ ออมมือแล้ว ออมมือแล้ว!" บรรพชนจินตันหัวเราะร่วน

ฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย ทุกคนจึงมีสีหน้ายิ้มแย้มตามบรรพชนไปด้วย

ส่วนอีกฝ่ายกลับมีสีหน้าดูไม่จืด

ถัดจากนั้นก็เป็นการประลองอีกคู่หนึ่ง

"ซุนเยวี่ยเหมย สร้างรากฐานขั้นที่สอง ศิษย์เอกสำนักหงซันท่านใดจะมาช่วยชี้แนะ!" ซุนเยวี่ยเหมยมีรูปร่างเล็กกะทัดรัด ผิวพรรณขาวผ่อง สวมชุดคลุมยาวรัดรูปสีเหลืองอ่อน ดูสง่างามห้าวหาญ

ไม่นาน ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรชายจากสำนักหงซันคนหนึ่งกระโจนออกมา

"หานชิงเหลย สร้างรากฐานขั้นที่สอง..."

หลังจากทั้งสองคนกล่าวทักทายตามมารยาทเสร็จ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มลงมือประลองทันที

การต่อสู้ในครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามแบบแผนดั้งเดิม สไตล์การต่อสู้คล้ายคลึงกัน

ทั้งสองคนต่างใช้ยันต์ป้องกันตัวก่อนเป็นอันดับแรก เฉินหลี่แยกแยะออกว่าสิ่งที่ทั้งสองคนใช้คือยันต์ระดับสองขั้นที่สี่ ได้แก่ ม่านพลังวารี และ ม่านพลังปฐพีหนา จากนั้นก็ตามด้วยอาวุธเวทที่พุ่งทะยานไปมา รังสีอำมหิตฟาดฟัน

เขามองดูในสนามประลองโดยไม่กะพริบตา แอบสมมติตัวเองลงไปในใจ จากนั้นก็วางใจลงได้

ประสบการณ์การต่อสู้ของหานชิงเหลยมีมากกว่าซุนเยวี่ยเหมยอย่างเห็นได้ชัด ผ่านไปไม่นาน ซุนเยวี่ยเหมยก็เริ่มตกเป็นรอง ถูกกระบี่บินโจมตีใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า

เพียงชั่วครู่

การป้องกันของนางก็พังทลาย นางรีบกระโดดหลบหลีก หลบกระบี่บินที่พุ่งเข้ามาดุจสายฟ้าฟาดอย่างยากลำบาก พอกำลังจะเตรียมใช้ยันต์ป้องกันอีกใบ ก็เห็นหานชิงเหลยเบิกตากว้าง แววตามีแสงมายาเลือนรางสว่างวาบขึ้นมา

วินาทีต่อมา

ซุนเยวี่ยเหมยก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก มองหานชิงเหลยด้วยสายตาอ่อนโยนลุ่มหลง เรียกขาน 'พี่หาน' น้ำเสียงพร่ำเพ้อออดอ้อน ราวกับกำลังคร่ำครวญ จากนั้นก็เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนเองหน้าตาเฉย...

หานชิงเหลยไม่ได้โจมตีต่อ เขาเบือนหน้าหนี แล้วเดินลงจากสนามประลองไปอย่างนุ่มนวล

"ฮ่าๆ!"

คราวนี้ถึงตาสำนักหงซันเป็นฝ่ายหัวเราะร่วนบ้าง ส่วนสำนักหวนเจินกลับมีสีหน้าย่ำแย่ ถลึงตามองอย่างเกรี้ยวกราด

"นี่มันวิชาอะไรกัน วิชาลับหรือคาถากันแน่?" เฉินหลี่ขมวดคิ้วแน่น "ช่างประหลาดล้ำนัก!"

"ขายขี้หน้าจริงๆ ยังไม่ตื่นอีก!" บรรพชนจินตันหน้าเขียวปัด ตวาดเสียงเบา

เสียงตวาดเบาๆ นี้แฝงวิชาปลุกสติเอาไว้ ซุนเยวี่ยเหมยที่อยู่ในสนามประลองพลันสะดุ้งเฮือก ถึงเพิ่งจะตื่นจากภาพมายาสีชมพูราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน เมื่อนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น นางก็หน้าแดงก่ำ แทบจะแทรกแผ่นดินหนี รีบเก็บชุดคลุมเวทที่ถอดออกขึ้นมาสวมใส่อย่างลวกๆ แล้วยกมือปิดหน้าวิ่งหนีไป

ถึงขนาดไม่กลับเข้ากลุ่มด้วยซ้ำ บินหนีไปดื้อๆ เลย

"ดูเหมือนว่าแม่หนูคนนี้จะมีใจให้เสี่ยวหานของเรานะเนี่ย! วิชาเจ็ดอารมณ์เผาผลาญกายา ล่อลวงอารมณ์ดั่งไฟเผาร่าง ยินดี โกรธขึ้ง โศกเศร้า หวาดกลัว รักใคร่ เกลียดชัง ปรารถนา ทั้งเจ็ดอารมณ์นี้ ดันไปกระตุ้น... หึๆ!" เจ้าสำนักหงซันลูบเครายาวเบาๆ พลางหัวเราะ

"ฮึ วิชามารนอกรีต" เจ้าสำนักหวนเจินแค่นเสียงเย็นชา

……

'วิชาเจ็ดอารมณ์เผาผลาญกายางั้นหรือ?' เฉินหลี่ที่อยู่ด้านข้างเงี่ยหูฟัง ได้ยินเต็มสองหู

วิชาลับนี้ช่าง...

น่ากลัวจริงๆ!

ถึงกับทำให้คนที่เพิ่งจะต่อสู้อยู่เมื่อครู่ สูญเสียสติสัมปชัญญะไปโดยตรง ลืมดูสถานที่ แล้วมาเปลื้องผ้าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย หมดสิ้นเรี่ยวแรงในการต่อสู้อย่างสิ้นเชิง

โชคดีที่เขามีกระจกพิทักษ์วิญญาณ จึงไม่ค่อยกังวลกับการโจมตีประเภทนี้เท่าไรนัก

……

จากนั้นการประลองก็ดำเนินต่อไปคู่แล้วคู่เล่า

ล้วนแต่เป็นการประลองระหว่างระดับสร้างรากฐานขั้นต้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีแพ้มีชนะสลับกันไป

รูปแบบการโจมตีต่างๆ ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เฉินหลี่หูตาสว่างขึ้นมาก ในการต่อสู้รูปแบบประลองยุทธ์เช่นนี้ แทบจะไม่มีการใช้คาถาเลย คาถาระดับสองนั้นใช้ไม่ทัน ส่วนคาถาระดับหนึ่งส่วนใหญ่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะพลังทำลายไม่เพียงพอ

เฉินหลี่กระซิบถามกัวซิงเฉวียนที่อยู่ด้านข้าง ถึงได้รู้ว่าทั้งสองสำนักเตรียมตัวจะเกี่ยวดองกัน

สำนักหวนเจินจะมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐานคนหนึ่งแต่งออกไปยังสำนักหงซัน ในขณะเดียวกัน สำนักหงซันก็จะมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐานคนหนึ่งแต่งเข้ามายังสำนักหวนเจินเช่นกัน

และการประลองฝีมือในครั้งนี้ ก็จัดขึ้นเพื่อการนี้นี่เอง

เฉินหลี่สัมผัสได้อย่างเฉียบแหลมถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง!

ช่วงเวลานี้ ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างสำนักหงซันและสำนักเทียนซิงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่าทั้งสองฝ่ายมีระดับสร้างรากฐานตกตายไปหลายคนแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ การเกี่ยวดองกันระหว่างสองสำนัก ย่อมมีจุดประสงค์ทางการเมืองซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

การต่อสู้ดำเนินไปสิบกว่ายก ถึงได้ยุติลง

เฉินหลี่ในฐานะผู้อาวุโสรับเชิญ ย่อมไม่ต้องลงสนามประลอง

มีจินตันทั้งสองท่านคอยดูแล ทั้งสองฝ่ายที่ประลองกันส่วนใหญ่ก็แค่รู้ผลแพ้ชนะ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ บรรยากาศเป็นไปอย่างปรองดอง

แน่นอนว่า ซุนเยวี่ยเหมยที่อับอายขายหน้าจนต้องรีบหนีไปก่อน คงจะไม่คิดเช่นนั้น

หลายคนเริ่มพิจารณาผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในกลุ่มของอีกฝ่าย กระซิบกระซาบและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

ช่วงเที่ยงมีการจัดงานเลี้ยง

ในงานเลี้ยง เฉินหลี่นั่งโต๊ะเดียวกับติงเจี้ยน เมื่อเทียบกับความสุภาพนอบน้อมในพิธีฉลองการสร้างรากฐาน ตอนนี้เขากลับดูสงวนท่าทีและเย็นชาขึ้นมาก ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร เมื่อเผชิญกับการรินสุราคารวะอย่างกระตือรือร้นจากหลายๆ คน เขาก็เพียงแค่จิบพอเป็นพิธีเท่านั้น

เฉินหลี่ตามน้ำกินข้าวไปมื้อหนึ่ง และพูดคุยกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่คุ้นหน้าคุ้นตากันสองสามคน

หลังกินข้าวเสร็จ เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานบางคนเริ่มทยอยกลับ เขาก็ตัดสินใจตามน้ำชิ่งกลับบ้าง

สถานที่ที่ดูเหมือนงานดูตัวอย่างชัดเจนเช่นนี้ อยู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย

เรียกเขามาก็แค่ให้มาให้ครบจำนวนเท่านั้น

……

คณะของสำนักหงซันพักอยู่ที่สำนักหวนเจินสามวัน ก็จากไป

ว่ากันว่าเรื่องเกี่ยวดองกันได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

อีกไม่กี่วันก็จะมีพิธีมงคลสมรสของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสำนักหวนเจินที่จะแต่งออกไปก็คือซุนเยวี่ยเหมย

ภายใต้วิชาเจ็ดอารมณ์เผาผลาญกายา ทำให้นางต้องอับอายขายหน้าครั้งใหญ่ นางเองก็ไม่สามารถทนอยู่ในสำนักหวนเจินได้อีกต่อไป โชคดีที่หานชิงเหลยผู้นั้นก็มีใจให้นาง นับว่าเป็นวาสนาที่ลงตัว

และในขณะเดียวกัน วิชาแปลงสายรุ้งของเฉินหลี่ ในที่สุดก็ฝึกสำเร็จแล้ว

ทว่าในฐานะวิชาเหินเวหารระดับสองขั้นที่หนึ่งที่เพิ่งเริ่มฝึก สำหรับรายชื่อคาถาของเฉินหลี่แล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์อะไรนัก

หากพูดถึงความเร็วก็ยังสู้กับวิชาเหินร่อนแม่เหล็กธาตุที่ฝึกจนถึงระดับสูงสุดไม่ได้ หากพูดถึงการเผาผลาญปราณก็ยังสู้กับวิชากายาเหินลมไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก่อนที่จะฝึกจนถึงระดับสูงสุด ก็คงจะยังใช้การอะไรไม่ได้มากนัก

จบบทที่ บทที่ 155 สองสำนักเตรียมเกี่ยวดอง

คัดลอกลิงก์แล้ว