- หน้าแรก
- เมื่อตัวแทนแสงจันทร์ขาวทำคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรจมกองน้ำตา
- บทที่ 28 ข้ากลับมาเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอีกครั้ง
บทที่ 28 ข้ากลับมาเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอีกครั้ง
บทที่ 28 ข้ากลับมาเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอีกครั้ง
เพลงกระบี่ระดับเทพถูกฝังกลบหายไปหลังจากการร่วงหล่นของเหล่าทวยเทพ
ดังนั้น ปัจจุบันเพลงกระบี่ขั้นสูงสุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจึงเป็นเพียงเพลงกระบี่ระดับสูงเท่านั้น
แม้ว่าหอตำราของสำนักกระบี่ไท่เสวียนจะกว้างขวางใหญ่โต ทว่าตั้งแต่ชั้นหนึ่งถึงชั้นหกกลับมีเพียงตำราเพลงกระบี่ระดับต่ำและระดับกลางเท่านั้น
ศิษย์สายในธรรมดาสามารถเรียนรู้ได้เพียงเพลงกระบี่ระดับต่ำและระดับกลาง
ศิษย์สายนอกเรียนรู้ได้เพียงเพลงกระบี่ระดับต่ำ
สำนักมีตำราเพลงกระบี่ระดับสูงอยู่เพียงหยิบมือ ซึ่งสงวนไว้สำหรับศิษย์สายตรงของเจินจวินเท่านั้น
ตำรากระบี่ระดับสูงที่เจินจวินเสวียนชิงนำออกมาในวันนี้ เป็นของสะสมส่วนตัวของเขา และจะถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์สืบทอดสายตรงเท่านั้น
"เพลงกระบี่หวนวายุหงส์ร่วงหล่นนั้นพลิกแพลงได้หลายหลาก จำเป็นต้องรวบรวมพลังสามขั้น การแทงกระบี่เพียงครั้งเดียวสามารถแปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่เก้าสายได้ในชั่วพริบตา พลานุภาพน่าตื่นตะลึง ท่วงท่ารวดเร็วและงดงามจนยากจะป้องกันได้"
"แม้มันจะเรียนรู้ได้ง่าย แต่ก็ยากที่จะเชี่ยวชาญ มาเถอะ ข้าจะแยกแยะกระบวนท่าให้พวกเจ้าดู!"
*
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปชั่วพริบตา
ของวิเศษสำหรับย้อนเวลา ยังคงไม่อาจย้อนคืนเหตุการณ์ในวันนั้นกลับมาได้
อวิ๋นชิงใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวาไปอีกครึ่งค่อนเดือน
ของวิเศษย้อนเวลาแห่งอดีตยังคงไร้ซึ่งการตอบสนอง
ในช่วงเวลานี้ นางได้ทานโอสถผสานปราณเทียบสุดท้ายที่ผู้อาวุโสคูกู่ปรุงให้นางเป็นพิเศษจนหมด และพลังวิญญาณที่ปั่นป่วนภายในร่างก็สงบลงในที่สุด
บาดแผลที่ได้รับจากป๋ออี้ก็หายสนิทแล้วเช่นกัน
นางกลับคืนสู่ช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นคือระดับจินตันขั้นกลาง
อวิ๋นชิงค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องของวิเศษที่ย้อนอดีตไป และเริ่มกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนให้เห็นอีกครั้ง
จู่ๆ อวิ๋นชิงก็ตระหนักได้ว่า นางไม่เห็นหน้าเจียงเหยียนลู่มานับเดือนแล้ว
ยอดเขาชิงถัว
ซินจู๋โยนกระบี่ในมือทิ้งและทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไม่รักษาภาพพจน์ นางเหงื่อท่วมตัวและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะร่ายเวททำความสะอาดร่างกาย
นางทิ้งช่วงไปพักใหญ่กว่าจะเอ่ยปาก "ข้าไม่ฝึกแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ ศิษย์น้อง ข้ากำลังจะตายเพราะพลังวิญญาณเหือดแห้งอยู่แล้วเนี่ย"
ซินจู๋ประลองกระบี่กับเจียงเหยียนลู่มาตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ก่อนที่เจินจวินเสวียนชิงจะถ่ายทอดเพลงกระบี่หวนวายุหงส์ร่วงหล่นให้ เขาเคยกำชับเอาไว้เป็นพิเศษ
ตำราเพลงกระบี่เล่มนี้ค่อนข้างยาก คงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ราวๆ หนึ่งเดือน
ซินจู๋ไม่คาดคิดเลยว่า เจียงเหยียนลู่จะทำความเข้าใจได้ภายในเวลาเพียงสามวันเท่านั้น
ซ้ำนางยังจงใจมาท้าประลองกระบี่กับตนอีกด้วย!
ระดับการบำเพ็ญเพียรของซินจู๋สูงกว่าเจียงเหยียนลู่
ในตอนแรก นางสามารถใช้เพลงกระบี่ระดับสูงกระบวนท่าอื่นมากดข่มเจียงเหยียนลู่ได้
แต่ไม่นาน เจียงเหยียนลู่ก็แก้ไขจุดบกพร่องที่เผลอเปิดเผยออกมาตอนชักกระบี่ และความเชี่ยวชาญในเพลงกระบี่หวนวายุหงส์ร่วงหล่นของนางก็ยิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงแรกทั้งสองคนถือว่าสูสีคู่คี่กัน
ความรู้สึกกดดันของซินจู๋พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในทันที
ดังนั้นในตอนกลางวันนางจึงประลองกับเจียงเหยียนลู่ และในตอนกลางคืนก็ฝึกฝนเพลงกระบี่ด้วยตนเองบนยอดเขาชิงถัว
ภายในสิบห้าวัน นางไม่เพียงแต่แก้ไขจุดอ่อนในการโจมตีของกระบี่ตนเองได้ทีละจุด แต่ยังเชี่ยวชาญเพลงกระบี่หวนวายุหงส์ร่วงหล่นจนแตกฉานอีกด้วย!
นางอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ว่าศักยภาพของคนเรามักจะถูกดึงออกมาเมื่อถูกบีบคั้นให้อยู่ในสถานการณ์คับขัน
ถึงกระนั้น นางก็ยังรู้สึกตึงมืออยู่บ้างในการประลองกับเจียงเหยียนลู่ครั้งต่อๆ มา
ซินจู๋ไม่อาจทำใจปฏิเสธได้ จึงยิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกกระบี่มากยิ่งขึ้น
ในขณะที่นางกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เจียงเหยียนลู่กลับพัฒนาไปไกลกว่านางหลายเท่าตัว
เมื่อเวลาผ่านไป ซินจู๋ก็ไม่อาจเอาชนะเจียงเหยียนลู่ได้อีก
จนถึงวันนี้นางก็ไม่สนเรื่องการรักษาหน้าอีกต่อไปแล้ว
นางชินชากับการถูกเจียงเหยียนลู่ซ้อมเสียแล้ว
วันนี้นางถูกเจียงเหยียนลู่ทุบตีและกดข่มมาถึงสองชั่วยามเต็ม
นางเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจจริงๆ
นางกล่าวว่า "เจ้าไปหาศิษย์น้องของเจ้าเพื่อฝึกกระบี่เถอะ ข้าได้ยินมาว่าเขาก็เชี่ยวชาญเพลงกระบี่หวนวายุหงส์ร่วงหล่นแล้วเหมือนกัน"
ท่าทีของเจียงเหยียนลู่ดูสงบนิ่งกว่านางมาก "เพลงกระบี่ของศิษย์น้องไม่เก่งกาจเท่าศิษย์พี่หญิง อีกทั้งระดับการบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่หญิงก็สูงกว่าข้า การฝึกกับท่านย่อมทำให้ข้าพัฒนาได้เร็วกว่า"
ซินจู๋ "..."
เจียงเหยียนลู่ปรายตามองคนที่นั่งกองอยู่บนพื้น
นางหยิบขวดหยกใบเล็กออกมาจากกำไลหยก แล้วเอ่ยด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์พี่หญิง ดื่มน้ำสักหน่อยเถิด"
ภายในบรรจุน้ำพุวิญญาณที่นางนำมาเจือจางนับสิบครั้ง ซึ่งนางมักจะใช้ดื่มเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณในยามฝึกกระบี่
ซินจู๋เปิดขวดแล้วเงยหน้าขึ้นดื่มน้ำพุหลิงซานที่เจียงเหยียนลู่นำมาเจือจางรวดเดียวจนหมด
พลังวิญญาณที่เหือดแห้งไปในร่างกายพลันพวยพุ่งกลับคืนมาในทันที
ซินจู๋สะดุ้งตกใจ
"ศิษย์น้อง เจ้าไปเอาน้ำนี่มาจากที่ใดกัน? มันสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ด้วย! ข้ารู้สึกเหมือนกลับมาเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอีกครั้งแล้ว!"
เจียงเหยียนลู่หยิบกระบี่ของอีกฝ่ายขึ้นมาจากพื้นแล้วโยนคืนให้ "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเรามาประลองกันอีกสักตั้งเถิด!"
ซินจู๋ "..."
เมื่อกลับมาถึงเรือนชิงลู่ เจียงเหยียนลู่ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและมุ่งหน้าไปยังหอเจิ้งฉี
ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนเพลงกระบี่และการปรุงโอสถ
ภายในถุงมิติของนางตอนนี้มีโอสถระดับหนึ่งอยู่ถึงหนึ่งพันเม็ด
หลังจากตรวจสอบโอสถในถุงมิติแล้ว ผู้ดูแลหอเจิ้งฉีก็จ่ายหินวิญญาณหลายหมื่นก้อนให้แก่เจียงเหยียนลู่
เจียงเหยียนลู่จึงใช้หินวิญญาณสองหมื่นก้อนไปกับการกว้านซื้อสมุนไพรวิญญาณจำนวนมาก
การปรุงโอสถระดับหนึ่งไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางอีกต่อไป
นางวางแผนที่จะลองเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสองในอีกไม่ช้า
เมื่อกลับมาถึงเรือนชิงลู่ ภาพของแมกไม้สีแดงและขุนเขาสีเขียวขจีปรากฏแก่สายตา พร้อมกับกลุ่มควันยาวเหยียดที่ลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามอาทิตย์อัสดง
ฉีเยว่ยืนเอามือไพล่หลังรออยู่หน้าห้องของนาง เพื่อเตรียมตัวไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารพร้อมกับนาง
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขามักจะทานอาหารร่วมกันเสมอ
เจียงเหยียนลู่มองแผ่นหลังอันสูงโปร่งและเพรียวบางของฉีเยว่
ศิษย์น้องของนางบำเพ็ญเพียรอย่างขยันขันแข็งทั้งวันทั้งคืน เขาพากเพียรเสียจนสามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้นางคอยดูแล
ในฐานะศิษย์พี่ นางสมควรตบรางวัลให้เขาเสียหน่อย
เจียงเหยียนลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเวลาอาหารกลางวัน นางจึงตัดสินใจจะพาศิษย์น้องลงเขาไปหาของอร่อยๆ ทาน
แล้วค่อยกลับมาบำเพ็ญเพียรต่อ
นางซ่อนเร้นกลิ่นอายและเดินเข้าไปด้านหลังของฉีเยว่อย่างช้าๆ
นางยื่นมือออกไปสะกิดไหล่เขา
ฉีเยว่หันกลับมาและสบเข้ากับดวงตาดอกท้อคู่สวยที่ทอประกายสดใส
"ศิษย์น้อง เจ้าอยากลงเขาไปหาอะไรกินด้วยกันหรือไม่?"
ฉีเยว่หลุบตาลงมองเจียงเหยียนลู่
เงาของเขาสะท้อนชัดเจนอยู่ในดวงตาที่เปื้อนยิ้มของนาง
ฉีเยว่พยักหน้าตกลงราวกับถูกมนตร์สะกด
บริเวณตีนเขาของสำนักกระบี่ไท่เสวียน มีเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่เช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากจากเหนือจรดใต้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้ ล้วนถูกดึงดูดด้วยชื่อเสียงและมุ่งหวังที่จะขอฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ไท่เสวียน
เจียงเหยียนลู่และฉีเยว่เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาและมุ่งหน้าตรงไปยังโรงเตี๊ยม
ภายในโรงเตี๊ยมนั้นคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน
ขณะที่เจียงเหยียนลู่และฉีเยว่เพิ่งสั่งอาหารเสร็จ เด็กหญิงตัวน้อยที่ถือตะกร้าดอกไม้ก็เดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเขา
"พี่ชายรูปงาม พี่สาวคนสวย ช่วยซื้อดอกไม้สักช่อเถิดเจ้าค่ะ!"
เด็กหญิงผู้นี้ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซีดเซียว รูปร่างหัวโตตัวเล็ก ยิ่งทำให้ดวงตาที่สุกสกาวของนางดูโตผิดปกติ
เสื้อผ้าของนางทั้งบางและขาดรุ่งริ่ง ทว่าดอกไม้ในตะกร้ากลับเบ่งบานงดงามมีชีวิตชีวา
เวลานี้เข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้บำเพ็ญเพียรเช่นเจียงเหยียนลู่อีกต่อไป
ทว่าสำหรับผู้มีรากวิญญาณทั้งห้าที่ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ ย่อมไม่อาจทนต่อความหนาวเหน็บได้
ทุกๆ ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว มักจะมีผู้มีรากวิญญาณทั้งห้าที่ต้องหนาวตายและอดตายอยู่ตามท้องถนนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ
เจียงเหยียนลู่มองออกได้ทันทีว่า เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้คงไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างแน่นอน
เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมเดินถือป้านชาเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ขณะที่เขากำลังจะรินชาให้เจียงเหยียนลู่และฉีเยว่ เขาก็เหลือบไปเห็นเด็กขายดอกไม้เนื้อตัวมอมแมมยืนอยู่ข้างโต๊ะ
รอยยิ้มของเสี่ยวเอ้อร์พลันเลือนหายไปในทันที เขาขมวดคิ้วมุ่นและเริ่มไล่ตะเพิดคน
"ไสหัวไปเดี๋ยวนี้! ขอทานตัวเหม็นอย่างเจ้ากล้าเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร! ข้าไล่เจ้าไปแล้ว ฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร? หากเจ้าทำให้ผู้มีเกียรติขุ่นเคืองใจ ต่อให้มีกี่ชีวิตก็ชดใช้ไม่พอหรอกนะ!"