- หน้าแรก
- เมื่อตัวแทนแสงจันทร์ขาวทำคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรจมกองน้ำตา
- บทที่ 3: หอวินัยอันล้ำค่า
บทที่ 3: หอวินัยอันล้ำค่า
บทที่ 3: หอวินัยอันล้ำค่า
รูปโฉมของเจียงเหยียนลู่นั้นโดดเด่นและสะดุดตาเป็นอย่างมาก ทำให้นางจัดว่าเป็นหญิงงามอันดับต้นๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
โดยเฉพาะดวงตาดอกท้อคู่นั้นที่สุกสกาวดุจดวงดารา
สิ่งที่นางดูคล้ายคลึงกับอวิ๋นชิงมากที่สุด ก็คือดวงตาคู่นี้นี่เอง
ทว่าทั้งสองก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ดี
อวิ๋นชิงมีท่วงทีอ่อนโยน แววตาดูบอบบางและน่าทะนุถนอม ชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสาร ทั้งยังมีนิสัยเรียบง่ายสบายๆ
ในทางกลับกัน เจียงเหยียนลู่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางดูโฉบเฉี่ยวและเปล่งประกายเจิดจ้ามากกว่า
ไฝหยาดน้ำตาเม็ดเล็กจิ๋วที่แทบจะมองไม่เห็นบริเวณหางตาซ้าย ช่วยเพิ่มความงดงามเย้ายวนให้นางยิ่งขึ้นไปอีก
แต่โดยปกติแล้ว นางมักจะปกปิดไฝหยาดน้ำตาที่หางตาเอาไว้
เพราะเซียวเจวี๋ยเคยบอกว่า นางดูงดงามกว่าหากไม่มีไฝหยาดน้ำตา
อันที่จริง ไม่ใช่ว่านางดูดีกว่าเมื่อไม่มีไฝหยาดน้ำตาหรอก แต่เป็นเพราะอวิ๋นชิงไม่มีมันต่างหาก
เจียงเหยียนลู่รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
นางยกมือขึ้นถูหางตาซ้าย เช็ดเครื่องประทินโฉมที่ทาปกปิดไว้ออกจนหมด เผยให้เห็นไฝหยาดน้ำตาเม็ดเล็กตามธรรมชาติ
เซียวเจวี๋ยลอบมองนางอยู่ตลอด เมื่อเห็นการกระทำของนาง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นไปอีก
ช่างเถอะ ไว้ค่อยหาโอกาสเหมาะๆ คุยกับนางเรื่องนี้ทีหลังก็แล้วกัน... การกักตนสำนึกผิดในหอวินัย ถือเป็นบทลงโทษที่สถานเบาที่สุดแล้ว
แม้จะมีกฎเกณฑ์ว่าห้ามพูดคุยในระหว่างการรับโทษก็ตาม
แต่ก็ไม่ได้มีกฎห้ามหลับตาสักหน่อย
เมื่อก่อนเจียงเหยียนลู่มักจะเข้ามานอนหลับในนี้ประจำ
เมื่อคำนวณค่าพลังวิญญาณในปัจจุบันของตนเอง นางก็ตัดสินใจที่จะบำเพ็ญเพียรต่อไป
เจียงเหยียนลู่รวบรวมสมาธิแล้วหลับตาลง ค่อยๆ สูบฉีดและหมุนเวียนปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินอย่างใจเย็น
ปราณวิญญาณไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณของนางเป็นวงจรเล็กๆ ก่อนจะไหลไปบรรจบกันที่จุดตันเถียนบริเวณช่องท้อง
หลังจากทำสมาธิอย่างจดจ่ออยู่ห้าชั่วยาม ความผันผวนของปราณวิญญาณรอบกายก็ค่อยๆ สงบลง
เสียง 'กริ๊ก' ดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง ป้ายคำสั่งลงโทษก็ถูก 'คาย' ออกมาจากร่อง
เจียงเหยียนลู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
นางประหลาดใจเมื่อพบว่า เนื่องจากห้องพักแต่ละห้องในหอวินัยถูกปิดสนิทและเก็บเสียงอย่างมิดชิด
นางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนภายนอกรบกวน
อีกทั้งปราณวิญญาณในสถานที่แห่งนี้ยังหนาแน่นยิ่งกว่าที่พักของนางเสียอีก
ซึ่งนั่นส่งผลโดยตรงทำให้ประสิทธิภาพการบำเพ็ญเพียรในหอวินัยของนางสูงกว่าตอนอยู่เรือนพักของตัวเองมากนัก!
หอวินัยอันล้ำค่า!
【บำเพ็ญเพียรทำสมาธิห้าชั่วยาม ค่าพลังวิญญาณ +25】
【ค่าพลังวิญญาณรวมในปัจจุบันคือ 46】
ไม่เลว ไม่เลวเลย!
นับตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ ในที่สุดรอยยิ้มสบายใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
ความรู้สึกพึงพอใจที่ได้รับจากการบำเพ็ญเพียรนั้น ไม่อาจพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้เพียงไม่กี่คำ
นางชอบความพยายามที่จับต้องได้เช่นนี้จริงๆ
พยายามมากย่อมได้รับผลตอบแทนมาก!
นางต้องพยายามให้หนักยิ่งขึ้น!
หลังจากฝึกกระบี่ที่ยอดเขาชิงถัวเสร็จ นางจะต้องกลับไปเข้าเรียนที่หอตำรากระบี่
จากนั้นนางจะหาทางมาบำเพ็ญเพียรที่หอวินัยในตอนกลางคืน
เจียงเหยียนลู่วางแผนตารางการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งวันไว้ในหัวเสร็จสรรพ
เมื่อนางนำป้ายคำสั่งลงโทษที่สูญเสียปราณวิญญาณไปจนหมดแล้ว ไปคืนให้แก่ศิษย์พี่ที่เข้าเวร นางก็เอ่ยถามขึ้นว่า "ศิษย์พี่ คืนนี้ข้ามาที่หอวินัยอีกได้หรือไม่?"
ศิษย์พี่ผู้ดูแลคิดว่าตัวเองหูฝาด เขาเบิกตากว้างพลางแคะหูอีกครั้ง "เจ้า... เจ้าว่ากระไรนะ?"
ศิษย์แห่งสำนักกระบี่ไท่เสวียนล้วนหวาดกลัวหอวินัยกันทั้งนั้น
เขาเข้าเวรดูแลหอวินัยมาตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำขออันน่าขันเช่นนี้
เจียงเหยียนลู่เอ่ยทวนซ้ำอีกรอบ
สมองของศิษย์พี่ผู้ดูแลประมวลผลอยู่หลายตลบ กว่าจะทำความเข้าใจคำพูดง่ายๆ เหล่านั้นได้
เขาปฏิเสธ "ไม่ได้ หากเป็นสถานการณ์ปกติ ผู้ที่จะมายังหอวินัยได้ ต้องเป็นผู้ที่มารับโทษเท่านั้น"
เจียงเหยียนลู่รีบรุกถามทันที "แล้วถ้าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติล่ะ?"
สมองของศิษย์พี่ผู้ดูแลที่เพิ่งจะปลอดโปร่งพลันรวนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าศิษย์น้องผู้นี้ไปโดนอะไรกระตุ้นมา
เขาเอ่ยว่า "หากเจ้ามีธุระต้องไปพบผู้อาวุโสอิ่นเจิ้ง เจ้าก็สามารถมาที่หอวินัยได้เช่นกัน"
เจียงเหยียนลู่พยักหน้าแล้วส่งยิ้ม "ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ ไว้เจอกันใหม่นะ!"
อย่างน้อยมันก็ยังพอมีทางเป็นไปได้!
เจียงเหยียนลู่ก้าวเท้าเดินออกจากหอวินัย
ยามนี้เป็นช่วงเช้าตรู่
ศิษย์ในสำนักยังไม่ออกมาทำกิจกรรมข้างนอกกันมากนัก ส่วนใหญ่มักจะนอนยาวไปจนเกือบถึงกลางยามเฉินแล้วค่อยรีบตาลีตาเหลือกตื่นขึ้นมา
พวกเขาไม่แม้แต่จะกินข้าวเช้า เพียงแค่ร่ายคาถาชำระล้าง แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังหอตำรากระบี่ทันที
ไม่ใช่แค่ศิษย์สำนักกระบี่ไท่เสวียนเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ แต่ตามที่เจียงเหยียนลู่เข้าใจ นี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
บางทีเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับนิยายต้นฉบับอย่างเรื่อง 'การกลับมาของนางเอกแสงจันทร์ขาว' ซึ่งเป็นนิยายรักบำเพ็ญเพียรก็เป็นได้
มีคนสองคนกำลังยืนรออยู่หน้าหอวินัย
หนึ่งในนั้นคืออวิ๋นชิง
แม้ว่าอวิ๋นชิงจะรู้สึกยินดีที่เซียวเจวี๋ยยังคงปฏิบัติกับนางอย่างอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน ยินดีที่นางยังอยู่ในใจเขา และเขาก็มักจะคอยนึกถึงนางเสมอ
แต่พอคิดว่าเซียวเจวี๋ยกับเจียงเหยียนลู่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งคืนในห้องเดียวกัน มันก็ทำให้นางรู้สึกกระวนกระวายใจ
ด้วยเหตุนี้นางจึงมารออยู่หน้าหอวินัยตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง
กว่าเจียงเหยียนลู่จะเดินออกมา อวิ๋นชิงกับเซียวเจวี๋ยก็เดินจากไปไกลแล้ว
นางหันไปมองอีกคนหนึ่งที่ยังอยู่
สตรีผู้นั้นเกล้าผมยาวขึ้นสูง มีคิ้วดกดำและจมูกโด่งรั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความห้าวหาญดุจวีรสตรี
ยามนี้นางกำลังยืนกอดอกพิงต้นฝูซางอยู่ด้านนอกหอวินัย
นางกลอกตาใส่ร่างทั้งสองที่เพิ่งเดินจากไป
รอยยิ้มผุดขึ้นในดวงตาของเจียงเหยียนลู่ นางกระโดดเบาๆ ลงมาจากบันไดสูงของหอวินัยพลางร้องเรียก "ศิษย์พี่หญิง!"
นี่คือศิษย์พี่หญิงสายตรงที่กราบอาจารย์คนเดียวกันกับนาง
ซินจู๋
ในชาติที่แล้ว นางถูกควบคุมโดยเนื้อเรื่อง มารในใจออกอาละวาดหนัก จนคนทั้งสำนักต้องการขับไล่นางที่ตกอยู่ในสภาพครึ่งมารออกไป
มีเพียงท่านอาจารย์ของนาง เจินจวินเสวียนชิง และบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักเท่านั้น ที่คอยยืนหยัดเคียงข้างนางเสมอมา
ทว่าเพราะเซียวเจวี๋ย ทำให้นางต้องทำให้พวกเขาผิดหวัง และสูญเสียความรักที่พวกเขามีต่อนางไป
ในชาตินี้ นางจะไม่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังอีกอย่างแน่นอน!
ซินจู๋ยืดตัวตรงแล้วเดินตรงมาหาเจียงเหยียนลู่ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "เจ้าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่?"
เจียงเหยียนลู่ส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นไร"
นางเดินเข้ามาทักทายซินจู๋ "หากศิษย์พี่หญิงไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวไปฝึกกระบี่ที่ยอดเขาชิงถัวก่อนนะ!"
ซินจู๋คว้ามือนางไว้ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "ก็แค่บุรุษคนเดียว เจ้าถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?"
เจียงเหยียนลู่ "?"
นางเต็มไปด้วยความสงสัย "ศิษย์พี่หญิง ท่านพูดเรื่องอะไรน่ะ?"
ซินจู๋ทำหน้าผิดหวัง "ข้าได้ยินเรื่องที่เจ้ามีปากเสียงกับศิษย์พี่หญิงตอนที่ข้ากลับมาจากลงเขาเมื่อวานนี้แล้วนะ"
"พอกลับมาเจ้าก็ขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ออกมาเลย แถมยังถูกขังอยู่ในหอวินัยทั้งคืน แล้วตอนนี้เจ้ายังจะมาหาข้ออ้างไปฝึกกระบี่อีก"
"ต่อให้เจ้าจะรู้สึกแย่แค่ไหน เจ้าก็อดข้าวไม่ได้นะ! เจ้าคิดว่าถ้าเจ้าอดข้าวตายไป ศิษย์พี่ใหญ่จะหันมาเหลียวแลเจ้าหรืออย่างไร?!"
หลังจากที่ซินจู๋รู้ว่าเซียวเจวี๋ยเห็นศิษย์น้องของตนเป็นแค่ตัวแทน และไม่ได้ใส่ใจนางอย่างแท้จริง นางก็โกรธจัดจนแทบอยากจะเอากระบี่ไปสับเซียวเจวี๋ยให้รู้แล้วรู้รอด
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางเฝ้าพร่ำตักเตือนเจียงเหยียนลู่อย่างหนักให้ถอยห่างจากเซียวเจวี๋ย
แต่อีกฝ่ายก็ดื้อดึงไม่ยอมฟัง
"บุรุษดีๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีตั้งมากมาย ทำไมเจ้าถึงต้องไปผูกคอตายกับต้นไม้บิดเบี้ยวต้นนั้นด้วย?"
เจียงเหยียนลู่รีบขีดเส้นแบ่งระยะห่างจากเซียวเจวี๋ยทันที "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับศิษย์พี่ใหญ่เลย ข้าจะไปฝึกกระบี่ที่ยอดเขาชิงถัวจริงๆ!"
ซินจู๋ไม่เชื่อเลยสักคำ
"เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัวแทนเขาหรอก เจ้าไม่ได้ฝึกกระบี่มาตั้งหลายปีแล้ว"
เจียงเหยียนลู่ "..."
นางอธิบายเสียงอ่อย "ครั้งนี้ข้าจะไปฝึกกระบี่จริงๆ นะศิษย์พี่หญิง เชื่อข้าเถอะ ข้ากลับตัวกลับใจแล้ว ข้าไม่ได้ชอบศิษย์พี่ใหญ่อีกต่อไปแล้ว!"
ซินจู๋เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นางลากตัวเจียงเหยียนลู่ให้เดินไปข้างหน้า "เอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้เจ้าไปหาศิษย์น้องชายกับข้าก่อน แล้วเราค่อยไปกินมื้อเช้าที่โรงอาหารด้วยกัน"
ศิษย์น้องชายเองก็ขังตัวเองอยู่ในห้องทั้งวันเหมือนกันเมื่อวานนี้
นางเอ่ยอย่างฉุนเฉียว "พวกเจ้ายังไม่มีใครบรรลุถึงขอบเขตปี้กู่สักคน นี่อยากจะอดข้าวตายกันจริงๆ ใช่ไหม?!"