เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - ฝูซู: เผา ต้องเผาให้สิ้น

บทที่ 7 - ฝูซู: เผา ต้องเผาให้สิ้น

บทที่ 7 - ฝูซู: เผา ต้องเผาให้สิ้น


บทที่ 7 - ฝูซู: เผา ต้องเผาให้สิ้น

พวกโจรภูเขาที่กำเริบเสิบสานมันอยู่ที่ใดกัน?!!

เห็นเพียงเหมิงหยาที่มีสีหน้าเคร่งเครียด เดือดดาลด้วยความโกรธแค้น ซ้ำยังกระชับฝักดาบยาวที่เอวไว้แน่น

ท่าทางของเขา ชัดเจนว่าตั้งใจจะนำทหารไปปราบกบฏ

ฝูซูกะพริบตาปริบๆ เขาฟังจนงงไปหมดแล้ว

ห้องขังข้างๆ อิ๋งเจิ้งฟังจนอึ้ง เหมิงอี้ฟังจนเหวอ

นอกจากเหมิงหยาที่เบิกตากว้างอย่างเดือดดาลแล้ว คนอื่นๆ ล้วนชาไปทั้งตัว!

นี่มันลูกทรพีที่ไหนกัน นี่มันไอ้โง่ชัดๆ!

ฝูซูมองเขาอย่างจนใจ

"สมกับที่เป็นบุตรชายคนโตของแม่ทัพผู้พิทักษ์ชายแดนอย่างเหมิงเถียน กระบวนการความคิดของเจ้า นายน้อยอย่างข้าเพิ่งเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต!"

"ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่จิตใจอันซื่อบริสุทธิ์ของเจ้า นายน้อยอย่างข้าก็ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน!"

"พ่อเป็นพยัคฆ์ ลูกย่อมไม่เป็นสุนัขจริงๆ!"

"คุณชาย ข้าน้อยพูดสิ่งใดผิดไปหรือขอรับ?"

เหมิงหยาเกาหัวด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

ฝูซูกลืนน้ำลาย เอ่ยปลอบใจ

"สิ่งที่เจ้าพูดมีเหตุผล รอข้าหาพวกโจรภูขากลุ่มนั้นพบเมื่อใดแล้วจะบอกเจ้า"

"ตกลง! คุณชาย พวกเรารักษาสัจจะตามนี้นะขอรับ"

ฝูซูหัวเราะ 'หึหึ' ในใจคิดว่า 'รักษาสัจจะ' บ้าบออะไรล่ะ!

หากบทสนทนาในวันนี้รู้ไปถึงหูพ่อของเจ้า เขาต้องจับเจ้ามัดโยงแล้วเฆี่ยนตีเป็นแน่ ชื่อเสียงอันเกรียงไกรทั้งชีวิตของพ่อเจ้า คงต้องมาป่นปี้ด้วยน้ำมือของเจ้าแล้ว!

...

ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเหมิงหยา ทำให้ฝูซูหมดอารมณ์สนทนาไปชั่วขณะ จึงนั่งพิงกำแพง เคี้ยวฟางแห้งอย่างเบื่อหน่าย

แต่ก็แปลก ต้าฉินในยุคนี้ กับต้าฉินที่เขาเคยเห็นในตำรา ดูจะมีบางอย่างคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย

ความรู้สึกขัดแย้งอันประหลาดนี้ ทำให้ฝูซูรู้สึกไม่สบายใจนัก แต่ก็บอกไม่ถูกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ

ความตึงเครียดทางประสาทอย่างหนักก่อนหน้านี้ ทำให้ฝูซูเหนื่อยล้ายิ่งนัก เขาคิดไปคิดมา ก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง

เมื่อได้ยินเสียงกรนดังมาจากห้องขังข้างๆ อิ๋งเจิ้งก็รู้ว่าคืนนี้คงไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว จึงพาเหมิงอี้แอบลอบออกจากคุกหลวงไปอย่างเงียบๆ

เหมิงอี้หน้าดำทะมึน เดินตามหลังฝ่าบาทโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

ทว่าสองกำปั้นของเขากลับกำแน่นอยู่ตลอดเวลา

วันรุ่งขึ้น ท้องพระโรง

พระราชวังจางไถ นอกจากขุนนางบางส่วนที่ลางานเพราะป่วยไข้ คนอื่นๆ ล้วนมากันพร้อมหน้า

ต้าฉินครอบครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ทั้งเก้าแคว้น แต่ใช่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมเช้า

ผู้ที่สามารถก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือแม่ทัพบู๊ ล้วนเป็นมังกรและหงส์ในหมู่มนุษย์ทั้งสิ้น

แต่ก็แปลก ในช่วงหลายวันมานี้ มีขุนนางบุ๋นหลายท่านต่างขอลางานพักฟื้นอยู่ที่จวน

ผู้ที่ขอลางานมากวันที่สุด ย่อมเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลี่ซือ รองลงมาคือผู้ตรวจการแผ่นดินเฝิงเจี๋ย

อิ๋งเจิ้งสวมฉลองพระองค์ลายมังกรสีดำทะมึน ประทับนิ่งอยู่บนแท่นมังกร ทอดพระเนตรมองเหล่าขุนนาง

ปราณมังกรที่แผ่ซ่านกดทับจนเหล่าขุนนางต้องก้มหน้าลงเล็กน้อย มิกล้าสบพระเนตรปฐมจักรพรรดิผู้รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งพระองค์นี้

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อารมณ์ของฝ่าบาทช่างเกรี้ยวกราดเป็นพิเศษ เอาแน่เอานอนไม่ได้!

ขุนนางผู้ใดที่บังอาจทำให้มังกรเทวะพิโรธ ล้วนต้องพบกับความโชคร้ายอย่างใหญ่หลวง

ปฐมจักรพรรดิไม่ฆ่าขุนนางที่มีความชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ลงทัณฑ์คนเหล่านี้

ขุนนางบุ๋นหลายท่านที่ขอลางาน สาเหตุหลักที่ไม่ยอมมาเข้าร่วมการประชุมเช้า ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของฝ่าบาท

เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เรื่องที่ฝ่าบาททรงมีพระราชประสงค์จะเผาตำรานั้น กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมือง จนเกิดความวุ่นวายไปทุกหย่อมหญ้า

ฉุนอวี๋เยว่เป่าหนวดเครา ชูแผ่นป้ายฮู่ป่านขึ้นสูง ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว

"กราบทูลฝ่าบาท ข้าน้อยมีเรื่องจะกราบทูล"

ทันทีที่เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราผู้นี้ อิ๋งเจิ้งก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที

ตาเฒ่าบัณฑิตคร่ำครึผู้นี้ มักจะคอยต่อต้านเขาอยู่เสมอ ซ้ำยังใช้ถ้อยคำที่ระคายหูยิ่งนัก!

ถึงขั้นมีหลายครั้งที่อิ๋งเจิ้งอยากจะฆ่าเขา แล้วนำศพไปประจานเพื่อระบายความแค้นในใจ

แต่เขาก็ไม่อาจห้ามฉุนอวี๋เยว่ไม่ให้พูดได้

เพราะเขาเป็นผู้สนับสนุนให้ขุนนางบุ๋นบู๊ทุกนายสามารถถวายคำชี้แนะได้มาโดยตลอด

และเป็นเพราะอิ๋งเจิ้งรู้จักรับฟังความคิดเห็นของขุนนางผู้ปราดเปรื่อง จึงทำให้ต้าฉินสามารถกวาดล้างหกแคว้น รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้

"ว่ามา"

น้ำเสียงเย็นเยียบของอิ๋งเจิ้งดังก้องไปทั่วท้องพระโรง

ฉุนอวี๋เยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมอง กล่าวด้วยท่าทีไม่ถ่อมตัวและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป

"ข้าน้อยบังอาจทูลถามฝ่าบาท จะทรงกักขังคุณชายฝูซูไปถึงเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ?"

อิ๋งเจิ้งแค่นเสียงเย็น

"ฝูซูคือบุตรชายของข้า และนี่ก็เป็นเรื่องในครอบครัวของข้า"

ความหมายในคำพูดของเขาชัดเจนยิ่งนัก การกักขังฝูซู ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าฉุนอวี๋เยว่

หากเป็นไปได้ เขาไม่อยากให้ฝูซูเข้าไปพัวพันกับพวกบัณฑิตคร่ำครึเหล่านี้อีก!

เพราะฝูซูที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ล้วนถูกพวกบัณฑิตหน้าโง่เหล่านี้สอนจนเสียคน!

แต่เมื่อคิดถึงตรงนี้ อิ๋งเจิ้งก็แอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่บุตรชายของเขาเฉลียวฉลาด รู้จักสำนึกตัวได้ทันเวลา จึงไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกบัณฑิตคร่ำครึเหล่านี้

ดูเหมือนว่า คำพูดของฝูซูเมื่อคืนนี้ อิ๋งเจิ้งจะรับฟังและเก็บไปใส่ใจแล้ว

แม้ในตอนนั้นเขาจะกริ้วจัด แต่หลังจากกลับมาที่พระราชวังจางไถ เขาก็นำคำพูดเหล่านั้นมาขบคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่า คำพูดของไอ้ลูกทรพีผู้นี้ ก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย

"จะเป็นเรื่องในครอบครัวได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?"

ฉุนอวี๋เยว่เป่าหนวด หนวดเคราสีขาวสะบัดพริ้วราวกับกิ่งหลิวที่ถูกลมพัด

"ฝ่าบาททรงเป็นจักรพรรดิแห่งต้าฉิน เป็นเจ้าผู้ครองเก้าแคว้น คุณชายฝูซูคือบุตรชายคนโตของฝ่าบาท และเป็นรัชทายาทแห่งต้าฉิน"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องของคุณชายฝูซูจะเป็นเพียงเรื่องในครอบครัวของฝ่าบาทได้อย่างไร?"

"ความเกี่ยวพันยิ่งใหญ่นัก ชัดเจนว่าเป็นเรื่องระดับบ้านเมือง"

อิ๋งเจิ้งแค่นเสียงเย็น ตาเฒ่าผู้นี้ ช่างสรรหาข้ออ้างข้างๆ คูๆ มากล่าวอ้างได้อย่างเป็นฉากๆ

ประเด็นคือ ตาเฒ่าผู้นี้มาแตะต้องจุดอ่อนไหวของอิ๋งเจิ้งเข้าอย่างจัง!

การแต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท ใช่เรื่องที่พวกบัณฑิตคร่ำครึอย่างพวกเจ้าจะมาชี้หน้าสั่งการได้หรือ!

ขุนนางเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของราชวงศ์ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน!

หรือมันคิดจะจับโอรสสวรรค์เป็นตัวประกันเพื่อสั่งการเหล่าขุนนางกัน?!

"ฉุนอวี๋เยว่ เจ้าช่างขวัญกล้านัก!"

อิ๋งเจิ้งตวาดลั่น ดวงตามังกรเบิกกว้าง ภายในใจเต็มไปด้วยจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน

"ข้า ยังมิได้แต่งตั้งรัชทายาท!"

"เจ้ากลับดึงดันจะพูดถึงเรื่องนี้ เจ้ามีเจตนาอันใดกัน!"

"เจ้าดูสิว่าหลายปีมานี้ เจ้าสั่งสอนฝูซูให้กลายเป็นคนเช่นไร?"

"ล่วงเกินจักรพรรดิ ล่วงเกินบิดา นี่มิใช่การไร้ซึ่งกษัตริย์ ไร้ซึ่งบิดาหรอกหรือ!"

"คุณชายรึ?"

"หึ! ในสายตาข้า มันก็คือลูกทรพีชัดๆ!"

"ลูกทรพีที่เจ้า ปรมาจารย์ฉุนอวี๋ เป็นคนสั่งสอนมากับมือ เพื่อให้มาขัดขืนต่อต้านข้า!"

"ข้ามองเจตนาของเจ้า ปรมาจารย์ฉุนอวี๋ หรือว่า เจ้าคิดจะก่อกบฏกัน?"

"หรือว่า เจ้าอยากจะเป็นราชครูแห่งต้าฉิน!"

สิ้นเสียงตวาด เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างเงียบกริบในฉับพลัน

เห็นได้ชัดว่า ฝ่าบาท ทรงเกิดจิตสังหารขึ้นมาแล้ว!

ฉุนอวี๋เยว่ตกอยู่ในอันตรายแล้ว!

พระราชวังจางไถอันกว้างใหญ่ เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก

บรรยากาศอึดอัดจนถึงขีดสุด

ซ้ำยังมีไอสังหารที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่ว

ใครจะไปคาดคิด ว่าฉุนอวี๋เยว่ก็มีลูกฮึดขึ้นมาเช่นกัน

เขาจ้องมองอิ๋งเจิ้งบนแท่นมังกรอย่างไม่ลดละ โดยไม่สนต่อความกริ้วของจักรพรรดิแม้แต่น้อย ชูแผ่นป้ายฮู่ป่านหยกขาวในมือขึ้นเหนือศีรษะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องไปทั่วพระราชวังจางไถ

"ฝ่าบาท การเผาตำรา คือความผิดบาปอันใหญ่หลวงชั่วกัปชั่วกัลป์!"

"วัฒนธรรมที่บรรพบุรุษนับไม่ถ้วนหลั่งเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อสืบทอดกันมา จะปล่อยให้ถูกเผาทำลายไปในกองเพลิงได้อย่างไร!"

"หากฝ่าบาทยังดึงดันจะทำตามอำเภอใจ จะต่างอันใดกับทรราช?"

"สาเหตุหลักที่ราชวงศ์ซางโจ้วต้องล่มสลาย ก็เพราะกระทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของคนทั้งใต้หล้า!"

"การที่เหล่าขุนนางถวายคำทัดทาน ล้วนทำไปเพื่อประโยชน์ของฝ่าบาททั้งสิ้น มิอาจทนเห็นฝ่าบาทต้องแบกรับคำด่าทอไปชั่วลูกชั่วหลาน และทำเพื่อต้าฉินด้วยพ่ะย่ะค่ะ"

"พวกข้าน้อยในฐานะขุนนาง ย่อมต้องนึกถึงฝ่าบาทและบ้านเมืองของต้าฉินเป็นสำคัญ"

"คำพูดของคุณชายฝูซูในวันนั้น ก็คือความในใจของขุนนางบัณฑิตอย่างพวกข้าน้อย ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองให้จงหนักด้วยเถิด"

อิ๋งเจิ้งแทบอยากจะสั่งให้กองกำลังราชองครักษ์ลากตัวตาเฒ่าผู้นี้ออกไปประหารเสียเดี๋ยวนี้

ฉุนอวี๋เยว่ บังอาจนำเขาไปเปรียบเทียบกับซางโจ้วอ๋อง!

สมควรตาย!

ไม่สิ ต้องสับเป็นพันชิ้น หมื่นชิ้น และใช้ม้าห้าตัวแยกร่าง!

แต่ในขณะนั้นเอง อิ๋งเจิ้งก็พลันนึกถึงตอนที่เหมิงอี้เพิ่งไปถึงคุกหลวงเมื่อวานนี้ และบังเอิญได้ยินเสียงพึมพำของฝูซู

และในพริบตานั้นเอง แผนการอันแยบยลก็ผุดขึ้นมาในหัวของอิ๋งเจิ้ง

"เหมิงอี้"

อิ๋งเจิ้งหันไปมองเหมิงอี้ที่ทำตัวเหมือนไม่รู้ไม่ชี้อยู่ด้านข้าง

"ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ"

เหมิงอี้สะดุ้งโหยง แทบจะทำแผ่นป้ายฮู่ป่านหลุดมือ

"เจ้าไป สั่งคนให้พาตัวฝูซูมาที่นี่ ข้าอยากจะถามมันให้ชัดเจน ว่าตำราเหล่านี้ ควรเผาหรือไม่!"

"ขอรับ!"

เหมิงอี้วิ่งซอยเท้าออกจากท้องพระโรงไป โดยไม่กล้ารอช้าแม้แต่วินาทีเดียว

เขาควบม้าพุ่งทะยานไปในพระราชวังจางไถ มีทหารยามรักษาการณ์พยายามจะเข้ามาขวาง แต่กลับถูกเหมิงอี้ตวาดใส่ด้วยคำว่า 'ไสหัวไป' อย่างเกรี้ยวกราด

หัวหน้าองครักษ์ถึงกับเตะทหารยามที่ตาไม่ถึงผู้นั้นจนล้มคว่ำ ตามด้วยการตบหน้าอย่างแรงไปหนึ่งฉาด

ใต้เท้าเหมิงอี้ คือขุนนางคนสนิทของฝ่าบาท เป็นถึงเจ้าเมืองเสียนหยาง!

ขวางเขารึ? ไม่อยากมีหัวไว้บนบ่าแล้วหรือไง!

แน่นอนว่า เหมิงอี้ไม่มีอารมณ์มาใส่ใจพวกทหารยามเหล่านี้ สิ่งเดียวที่เขาคิดอยู่ในหัวตอนนี้ คือคุณชายฝูซู!

และเขาก็ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ว่าประเดี๋ยวคุณชายฝูซู คงจะไม่พูดจาเหลวไหลอีกนะ...

ครึ่งชั่วยามต่อมา ม้าศึกสองตัวก็ควบกลับมาด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง

หลังจากส่งมอบม้าให้ทหารยามแล้ว เหมิงอี้ก็นำตัวฝูซูเดินก้าวฉับๆ เข้าไปในพระราชวังจางไถ

แต่เมื่อฝูซูเห็นผู้คนมากมายต่างพร้อมใจกันจ้องมองมาที่เขา เขาก็รู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว

ชาติก่อนของเขาเป็นเด็กสายวิทย์ แถมยังเป็นโรคกลัวสังคมเข้าขั้นรุนแรง...

เขาคือคนกลัวสังคมอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเชียวนะ!

เมื่อเดินไปถึงด้านหน้าสุด ฝูซูก็หันหลังให้เหล่าขุนนาง และหันหน้าเข้าหาแท่นมังกร

แต่เมื่อเขาเห็นอิ๋งเจิ้งที่หน้าดำทะมึนอยู่บนแท่นมังกร หัวใจเขาก็กระตุกวูบ รีบโค้งคำนับประสานมือ กล่าวด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

"ฝูซูถวายบังคมเสด็จพ่อ"

อิ๋งเจิ้งแค่นเสียงเย็น เขาก็ไม่อยากเห็นใบหน้านี้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อฝูซูคือบุตรชายคนโตของเขา และเป็นอนาคตของต้าฉินที่เขาห่วงใย

ผู้นำประเทศเข้มแข็ง ประเทศจึงจะเข้มแข็ง เขาเพียงแต่โกรธที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า

หากเป็นไปได้ อิ๋งเจิ้งก็อยากจะประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรนี้ต่อไปอีกห้าร้อยปี

และคอยปกปักรักษาต้าฉินต่อไปอีกห้าร้อยปี!

"ฝูซู ข้าขอถามเจ้า"

ฝูซูก้มตัวลงต่ำ รอคอยประโยคถัดไปของอิ๋งเจิ้ง

ทว่า หลังจากเอ่ยประโยคแรกจบ อิ๋งเจิ้งกลับเงียบไปเสียดื้อๆ เอาแต่จ้องมองฝูซูเขม็ง

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สบตากับมังกรบรรพกาลในระยะประชิดขนาดนี้ พูดตามตรง ฝูซูรู้สึกเสียวสันหลังวาบ!

หากไม่ใช่เพราะเขาพยายามปั้นหน้าให้ดูสงบนิ่ง คงจะทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับผิดไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่ว่าผิดตรงไหนน่ะรึ? อิ๋งเจิ้งว่าเขาผิดตรงไหน เขาก็ผิดตรงนั้นแหละ!

นี่คือปฐมจักรพรรดินะ เป็นมังกรบรรพกาลเชียวนะ!

ก้มหัวให้มังกรบรรพกาล ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน

ทว่า อิ๋งเจิ้งกลับนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน

ฝูซูกะพริบตาปริบๆ ด้วยสีหน้างุนงง ในใจคิด: ท่านอย่าเอาแต่มองสิ พูดอะไรบ้าง! ถามมาสิ! ถามสิ! การเงียบแบบนี้มันโคตรจะน่ากลัวเลยนะ...

ครึ่งเค่อต่อมา อิ๋งเจิ้งก็ส่งเสียงหึเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ฝูซู ข้าขอถามเจ้า หากข้าให้เจ้าไปเป็นผู้ควบคุมการเผาตำรา เจ้าจะทำเช่นไร?"

เมื่อได้ยินว่าอิ๋งเจิ้งถามคำถามนี้ ฉุนอวี๋เยว่ก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกอันผอมแห้งของตนขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

คราวนี้รับรองว่ารอดแน่

เขาคืออาจารย์ของฝูซู และเป็นถึงอาจารย์ผู้สอนสั่งคนแรก สำหรับนิสัยใจคออันบริสุทธิ์ของลูกศิษย์ผู้นี้ เขาสามารถพูดได้ว่ารู้ลึกรู้จริงราวกับมองทะลุฝ่ามือ

คุณชายฝูซูมีจิตใจเมตตากรุณามาโดยตลอด ยอมตายเสียดีกว่าที่จะปล่อยให้ฝ่าบาทเผาตำรา

จ้าวเกาที่ยืนอยู่ด้านหลังข้างแท่นมังกร มองดูฝูซูที่ทำหน้าลำบากใจอยู่เบื้องล่าง ก็รู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์ในวันนี้ช่างคล้ายคลึงกับวันวาน

ฝูซูในวันนั้น ก็มีสีหน้าเช่นเดียวกับในวันนี้ เขาใช้วาจาแข็งกร้าวขัดขืนฝ่าบาท จนถูกฝ่าบาทสั่งให้นำตัวไปขังในคุกหลวง เป็นเวลานานถึงครึ่งปี

ตลอดครึ่งปีมานี้ ภายใต้การดูแลและกระตุ้นเตือนของจ้าวเกา คุณชายหูไห่มักจะหาโอกาสเข้าวังมาแทบจะวันเว้นวัน และทุกครั้งก็สามารถทำให้ฝ่าบาทแย้มพระสรวลได้อย่างเบิกบานใจ ได้รับของประทานรางวัลนับไม่ถ้วน

เพราะสิ่งที่จ้าวเกาสอนคุณชายหูไห่มากที่สุด ก็คือวิธีการเอาอกเอาใจฝ่าบาท

ลึกๆ แล้ว คุณชายหูไห่มีแนวโน้มที่จะได้ขึ้นมาแทนที่ฝูซูอยู่รอมร่อ

แต่ในเวลานี้ ฝูซูกลับถูกบังคับให้ต้องตอบคำถามที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเขาอีกครั้ง

ยิ่งเป็นเช่นนี้ จ้าวเกาก็ยิ่งดีใจ!

เพราะฝูซูไม่เคยพูดจาให้ฝ่าบาทพอพระทัยเลยสักครั้ง มักจะเอาแต่ใช้หลักคุณธรรมอันยิ่งใหญ่มากดดันฝ่าบาท บีบให้ฝ่าบาทต้องยอมถอย

ขอลองถามดูเถิด จักรพรรดิพระองค์ใดจะยอมถูกผู้อื่นบีบบังคับ?!

ต่อให้เป็นลูกแท้ๆ ก็ไม่ได้เด็ดขาด!

จ้าวเกาสีหน้าไม่เปลี่ยน ยืนนิ่งเงียบอยู่กับที่ แต่ในใจกลับเบิกบานยิ่งนัก

เพราะมีเพียงวิธีนี้ ฝ่าบาทจึงจะยิ่งเกลียดชังฝูซู โอกาสที่คุณชายหูไห่จะได้ขึ้นครองราชย์ก็จะยิ่งสูงขึ้น และโอกาสที่เขาจะได้ก้าวขึ้นเป็นราชครูแห่งต้าฉินในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย

ทว่า สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ ฝูซูกลับเอื้อนเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว

"เผา"

"อะไรนะ? ว่าไงนะ?"

ฉุนอวี๋เยว่อึ้งไป เขารู้สึกเหมือนตัวเองหูฝาดไป

หรือไม่ก็คุณชายฝูซูคงจะประหม่าจนพูดผิดเป็นแน่

แต่อิ๋งเจิ้งกลับยกมุมปากขึ้น ปรายตามองฉุนอวี๋เยว่ที่มีสีหน้าปั้นยากแวบหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยเสียงดัง

"ฝูซู เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ ปรมาจารย์ฉุนอวี๋ฟังไม่ถนัด ข้าขอให้เจ้าพูดอีกครั้ง พูดให้ดังๆ ให้ทุกคนในที่นี้ได้ยินกันอย่างทั่วถึง"

ฝูซูประสานมือ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด

"กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกเห็นว่า การเผาตำรา เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างเร่งด่วน รอช้ามิได้พ่ะย่ะค่ะ"

คำพูดแม้ไม่ยาวนัก แต่กลับทิ่มแทงเข้าไปในใจของทุกคนทุกตัวอักษร

และคนที่เจ็บปวดเลือดซิบที่สุด ย่อมเป็นฉุนอวี๋เยว่

ฉุนอวี๋เยว่ฟังจนมึนงงไปหมด

จ้าวเกาฟังจนอึ้งตะลึง

เหล่าขุนนางฟังจนแปลกใจ

ทั่วทั้งพระราชวังจางไถ เกรงว่าจะมีเพียงอิ๋งเจิ้งและเหมิงอี้เท่านั้นที่ไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย

เพราะพวกเขาได้ยินคำตอบของฝูซูตั้งแต่เมื่อวานที่คุกหลวงแล้ว!

วันนี้ ก็แค่ให้ฝูซูพูดซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้มีคนได้ยินมากขึ้น ก็เท่านั้นเอง

"คุณชาย..."

ฉุนอวี๋เยว่ยังคงรู้สึกเหมือนตนเองหูแว่วไป

ฝูซูหันไปมองเขา โค้งคำนับด้วยความเคารพ

"ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจความคิดของท่าน การสืบทอดวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย"

"แต่การที่เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้เผาตำรา ดูผิวเผินเหมือนเป็นการตัดรากถอนโคนวัฒนธรรมอันเป็นความผิดบาปใหญ่หลวง ทว่าแท้จริงแล้วมิใช่เลย การกระทำนี้ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและราษฎร เป็นคุณูปการที่ตกทอดไปชั่วกัปชั่วกัลป์"

"นี่คือสิ่งที่กษัตริย์ผู้ทรงธรรมพึงกระทำ"

อิ๋งเจิ้งได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้น

ก่อนหน้านี้มีคำว่าปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ตามมาด้วยคำว่าเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและราษฎร คุณูปการชั่วกัปชั่วกัลป์ และกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!

ฟังดูสิ! ฟังให้ดี!

นี่แหละบุตรชายของข้า!

เด็กคนนี้ เหมือนข้าจริงๆ!

ฝูซูหันกลับไปกวักมือเรียก สั่งให้ทหารราชองครักษ์ยกหีบใบใหญ่เข้ามา

ภายในหีบเต็มไปด้วยม้วนไผ่ มีไม่ต่ำกว่าร้อยม้วน

เนื่องจากผ้าไหมเมฆาทำขึ้นได้ยากและมีราคาแพงลิ่ว ตำราส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงคัดลอกลงบนม้วนไผ่ เพื่อเป็นช่องทางให้รากเหง้าของวัฒนธรรมสืบทอดไปยังชนรุ่นหลัง เพื่อรักษาการสืบทอดไม่ให้ขาดสาย

มีเพียงผลงานชิ้นเอกที่หาได้ยากยิ่งเท่านั้น ที่คู่ควรแก่การจารึกลงบนผ้าไหมเมฆา

ม้วนไผ่เหล่านี้ ก็คือตำราที่อิ๋งเจิ้งต้องการจะเผาทิ้ง แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

หีบใบใหญ่ที่บรรจุม้วนไผ่จนเต็มเช่นนี้ มีมากถึงหลายสิบใบ แสดงให้เห็นว่าจำนวนม้วนไผ่ที่ต้องการจะเผานั้นมีมากมายเพียงใด

ฝูซูชี้ไปที่หีบไม้ใบใหญ่ พลางประสานมือ

"ข้าได้เลือกสรรตำราที่เป็นตัวแทนบางส่วน และจงใจสั่งให้คนยกเข้ามา เพื่อให้ทุกคนได้ประจักษ์แก่สายตา"

พูดจบ เขาก็หยิบตำรา 'สิบแปดกระบวนท่าเทพธิดา' ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ยื่นส่งให้ฉุนอวี๋เยว่ด้วยสองมือ

บางทีอาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอ เขาก็หยิบตำรา 'คัมภีร์ประสานหยินหยาง' ขึ้นมาอีกเล่ม วางทับลงบนมือของฉุนอวี๋เยว่

ฉุนอวี๋เยว่เพียงแค่เปิดดูหน้าแรก ใบหน้าอันเหี่ยวย่นก็แดงก่ำลามไปถึงใบหูในทันที มุมปากกระตุกอย่างรุนแรง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 7 - ฝูซู: เผา ต้องเผาให้สิ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว