เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ

บทที่ 6 - เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ

บทที่ 6 - เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ


บทที่ 6 - เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ

ตุ้บ——!

"เอ๊ะ? เสียงอะไรน่ะ?"

ฝูซูยื่นหัวออกไปนอกลูกกรงคุก หันมองซ้ายขวา มองเห็นเพียงทางเดินมืดมัวที่มีแสงเทียนสลัวๆ นอกจากนั้นก็ไม่เห็นสิ่งใดอีก

ทว่าในห้องขังข้างๆ กลับไม่ได้เงียบสงบเหมือนทางเดินมืดๆ นั้นเลย

เหมิงอี้ขบกรามแน่น หน้าแดงก่ำ ตาเบิกโพลง เส้นเลือดปูดโปนเต็มหน้าผากและลำคอ สองกำปั้นกำแน่น

เขาอยากจะพุ่งไปห้องข้างๆ กระชากตัวเหมิงหยาออกมา ลากออกไปข้างนอกแล้วซ้อมมันสักชั่วยามให้หนำใจเสียก่อน!

ขอแค่ยังเหลือลมหายใจ ต่อให้ซ้อมจนเหมิงหยาต้องนอนหยอดน้ำข้าวไปสิบวันครึ่งเดือนก็ไม่เป็นไร พี่ใหญ่เหมิงเถียนคงไม่ว่าอะไรเขาหรอก

หากพี่ใหญ่รู้ความจริง คงรีบควบม้ากลับมาจากซ่างจวิ้น แล้วกระหน่ำซ้อมไอ้ลูกทรพีนี่อีกรอบแน่ๆ!

ไอ้เด็กเปรตนี่ มันเอาหัวของคนตระกูลเหมิงเก้าชั่วโคตรไปผูกไว้กับสายยางรัดกางเกงแล้วกระโดดโลดเต้นชัดๆ

อิ๋งเจิ้งเห็นเหมิงอี้กำลังจะคลุ้มคลั่ง ก็ชิงลงมือกดทับร่างของเขาไว้ก่อน ใช้สายตาส่งสัญญาณบอกให้เขาเงียบ ห้ามส่งเสียงใดๆ เด็ดขาด

เมื่อเห็นสีหน้าของฝ่าบาท เหมิงอี้ก็หงอยลงทันที แต่ในใจมันขมขื่นเหลือเกิน

เขาโคตรจะเสียใจเลยที่เรียกตัวเหมิงหยากลับมา

ฝ่าบาทมีลูกทรพี ตระกูลเหมิงของเขาก็มีลูกทรพีเหมือนกัน

วัยรุ่นเลือดร้อน เขาพอเข้าใจได้ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาก็เข้าใจได้ แต่การเอาเก้าชั่วโคตรไปแขวนไว้บนเส้นด้ายนี่ มันเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้จริงๆ

หรือว่า สวรรค์จะลิขิตให้ตระกูลเหมิงต้องพินาศ?!

เหมิงหยาหน้าตาตื่นตระหนก ขยับเข้าไปใกล้ฝูซู กระซิบเสียงสั่น

"คุณชาย"

แต่ปากกว้างๆ ของเขาอ้าอยู่นาน กลับพูดไม่ออกเลยสักประโยคเดียว

เพราะตอนนี้ทั้งตัวเขาชาดิก สมองก็หยุดสั่งการไปแล้ว

เขายังสงสัยอยู่เลยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า

ความชอบฐานหนุนมังกร?

พูดซะเพราะเชียว

นี่มันกบฏแย่งชิงบัลลังก์ชัดๆ!

ล้อเล่นอะไรกันเนี่ย!

ตระกูลเหมิงคือขุนนางผู้จงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน เป็นเสาหลักของต้าฉิน เป็นขุนนางคู่พระทัยของฝ่าบาท จะไปทำเรื่องกบฏทรยศได้อย่างไร!

อีกอย่าง กบฏเชียวนะ คำที่ฟังดูห่างไกลตัวขนาดนั้น แต่นี่มันโทษประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะโว้ย!

มังกรเทวะกริ้วขึ้นมา เก้าชั่วโคตรได้หายวับไปกับตา!

เหมิงหยาจินตนาการภาพนั้นในหัว จนหน้าซีดเผือดไปหมด

ส่วนฝูซูกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางเป็นธรรมชาติ โบกมือเป็นเชิงบอกให้เขาใจเย็นๆ

"ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น ผ่อนคลาย ผ่อนคลายเข้าไว้"

พูดจบ เขาก็ดึงมือเหมิงหยาให้มานั่งบนเตียงด้วยกัน

"ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าในตอนนี้เป็นอย่างดี การที่เจ้าจะรับเรื่องนี้ไม่ได้ในทันที ก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล"

"เพราะเจ้าไม่ได้เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมเหมือนข้า"

อิ๋งเจิ้งในห้องขังข้างๆ ได้ยินคำโอ้อวดของฝูซู ก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด

ไอ้ลูกทรพีนี่ โคตรจะหน้าด้านเลย!

"แต่การที่เจ้ามาปรากฏตัวอยู่ข้างกายข้าในเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน"

ฝูซูพูดต่อ

ประโยคนี้ เหมิงหยาไม่สงสัยเลย เพราะตอนที่เขาได้รับจดหมายลับจากท่านอา เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

ฝูซูตบไหล่เขา

"อีกอย่าง ข้าคือบุตรชายคนโตของอิ๋งเจิ้ง คือจักรพรรดิต้าฉินในอนาคต!"

"ข้าก็แค่เอาสิ่งที่ควรจะเป็นของ 'ข้า' มาล่วงหน้า มันมีปัญหาตรงไหนรึ?"

"ข้าเอาของของข้า มันผิดกฎหมายหรือยังไง!"

"แต่ว่า เหมิงหยา เจ้ารู้หรือไม่ว่าการตัดสินใจของตระกูลเหมิง หมายถึงอะไร?"

เหมิงหยายังได้สติไม่ครบถ้วน ดวงตาเหม่อลอย ส่ายหน้าอย่างงงๆ

"ความชอบฐานหนุนมังกรไงล่ะ!"

"พ่อของเจ้าและท่านอาของเจ้า เติบโตมาเคียงข้างอิ๋งเจิ้งตั้งแต่เด็ก สร้างความชอบฐานหนุนมังกรมาแล้ว แต่การที่ท่านอาของเจ้าส่งเจ้ามาอยู่ข้างกายข้า ก็เพื่อให้เจ้าได้สร้างความชอบฐานหนุนมังกรซ้ำอีกรอบยังไงล่ะ!"

"ความดีความชอบสองต่อ ตระกูลเหมิงของเจ้า จากนี้ไปในต้าฉิน จะอยู่ดีกินดีไปทุกชั่วอายุคนเลยล่ะ"

"นี่คือเกียรติยศเชียวนะ!"

"เป็นเกียรติยศที่ขุนนางบุ๋นบู๊ตั้งมากมายร้องขอแทบตายก็ยังไม่ได้มา"

"เจ้าลองดูสิ ลองคิดตามที่ข้าบอก ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่"

เหมิงหยาได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดาและท่านอามาตั้งแต่เด็ก แต่พอลองคิดดูดีๆ มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ นี่นา!

จู่ๆ เขาก็รู้สึกอิ่มขึ้นมาเสียอย่างนั้น

อิ่มจนจุกเลยทีเดียว

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมิงหยาก็เดาะลิ้น ฉีกยิ้มกว้าง

"ที่คุณชายพูดมา มันก็มีเหตุผลจริงๆ ด้วย"

ห้องขังข้างๆ อิ๋งเจิ้งเพิ่งจะพยุงเหมิงอี้ขึ้นมาได้

แต่พอได้ยินคำยืนยันของเหมิงหยา เหมิงอี้ก็ตกใจจนทรุดตัวลงไปคุกเข่าอีกรอบ

เขาอยากจะฟาดไอ้เด็กเปรตนั่นให้ตายคามือ มีเหตุผลบ้าบออะไรกัน?!

ถ้าไม่ใช่เพราะฝ่าบาทห้ามไม่ให้ส่งเสียง เขาคงพุ่งออกไปเถียงฉอดๆ แล้ว

ตระกูลเหมิงคือขุนนางผู้ซื่อสัตย์ภักดีมาทุกชั่วอายุคนนะโว้ย!

จงรักภักดีต่อต้าฉิน จงรักภักดีต่อฝ่าบาท!

ฝ่าบาท โปรดพิจารณาด้วยเถิด!

แม้อิ๋งเจิ้งจะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าดำทะมึนราวกับก้นหม้อก็อธิบายทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

แม่ทัพบู๊เหมิงเถียน ขุนพลบุ๋นเหมิงอี้ หึ! ขุนนางคู่พระทัยแห่งต้าฉินล่ะสิไม่ว่า!

แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้ อิ๋งเจิ้งกลับสนใจคำพูดของฝูซูมากกว่า

ไอ้ลูกทรพีนี่ ล่วงเกินเขายังไม่พอ ยังริอ่านจะชิงบัลลังก์อีก!

ที่น่าโมโหที่สุดคือ ไอ้ลูกทรพีนี่มันยังคิดจะหลอกใช้เด็กหนุ่มผู้ซื่อบริสุทธิ์ให้ทำตามแผนการของมันอีก!

ลูกทรพี!

ฝูซูประสานมือไว้หลังศีรษะ

"ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะติดตามข้า ข้าก็จะเผยความลับให้เจ้าฟังนิดหน่อยแล้วกัน"

เหมิงหยาพยักหน้า

"ต้าฉินที่เจ้าเห็น ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ภายในนั้นกลวงโบ๋ เต็มไปด้วยรูพรุน แค่มีลมพัดแรงๆ หน่อย ก็เป่าต้าฉินจนพังครืนลงมาได้แล้ว"

"อิ๋งเจิ้งคือรากฐานที่ค้ำยันต้าฉินเอาไว้ ตราบใดที่เขายังไม่ตาย ต่อให้พายุโหมกระหน่ำ ต้าฉินก็ไม่มีวันล่มสลาย"

"แต่หากวันหนึ่งอิ๋งเจิ้งตายล่ะ ต้าฉินจะทำอย่างไร? ควรพึ่งพาใคร? พึ่งพาตระกูลเหมิงของพวกเจ้ารึ?"

ฝูซูจ้องหน้าเหมิงหยา

เหมิงหยากลับรู้สึกขนลุกซู่เมื่อถูกจ้อง

"แน่นอนว่าพึ่งพาตระกูลเหมิงไม่ได้ ต้องพึ่งพาคุณชายสิขอรับ"

ห้องขังข้างๆ ทั้งอิ๋งเจิ้งและเหมิงอี้ ต่างมีสีหน้ามืดมนลงพร้อมกัน

สิ่งที่อิ๋งเจิ้งคิดไม่ตกก็คือ ทำไมไอ้ลูกทรพีนี่ถึงแช่งให้เขาตายนัก! หรือว่าถ้าเขาตายไป บัลลังก์มันจะตกเป็นของลูกทรพีคนนี้อย่างนั้นรึ!

ส่วนเหมิงอี้ก็คิดไม่ตกเรื่องหลานชายของตัวเอง มองดูภายนอกก็เหมือนคนปกติครบถ้วน แต่ทำไมสมองมันถึงได้ขาดๆ เกินๆ นักนะ

แค่ฝูซูพูดไม่กี่ประโยค ก็พาหลงทางขึ้นเรือโจรไปซะแล้ว

แถมไอ้เด็กนี่ก็ดันซื่อบื้อตามไม่ทัน ถูกเขาหลอกไปขายแล้วยังมาช่วยเขานับเงินอีก

จริงอยู่ว่าเขาเป็นคนเขียนจดหมายลับเรียกเหมิงหยากลับมา แต่เขาไม่ได้ทำเพื่อความชอบฐานหนุนมังกรบ้าบออะไรนั่นเลยนะ

เอาล่ะสิ กินบอระเพ็ดไปเต็มปาก ขมจนพูดไม่ออก ดีไม่ดีจะยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

ในยามนี้ เหมิงอี้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับฝ่าบาทแล้ว เขาทำได้เพียงก้มหน้า ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

ฝูซูถอนหายใจยาว

"ราษฎรแห่งต้าฉิน ลำบากมานานแล้ว"

"ภาษีและแรงงานเกณฑ์ คือภูเขาที่กดทับราษฎรเอาไว้"

"การขูดรีดของตระกูลใหญ่ คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก"

"กฎหมายแม้เข้มงวด แต่ก็ต้านทานการสมรู้ร่วมคิดและการช่วยเหลือกันเองของเหล่าขุนนางไม่ได้"

เมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้ สติปัญญาอันน้อยนิดของเหมิงหยาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

เขาถามด้วยความสงสัย

"หากเป็นจริงตามที่คุณชายกล่าว ราษฎรก็สมควรจะลุกฮือขึ้นต่อต้านต้าฉินสิขอรับ"

ห้องขังข้างๆ เหมิงอี้ถึงกับร่างสั่นสะท้าน เงยหน้าขึ้นสบตากับฝ่าบาทพอดี!

เขาพบว่าดวงตาของอิ๋งเจิ้งแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวปัดอยู่แล้ว!

ตกใจจนเขาต้องโขกศีรษะรัวๆ ในใจก็คำนวณหาวิธีว่าจะกระทืบไอ้หลานเวรนี่ให้ตายยังไงดี

ไม่สิ แค่กระทืบมันไม่สาแก่ใจเขาหรอก และไม่สาแก่ใจฝ่าบาทด้วย

ตระกูลเหมิงในเวลานี้ ภายใต้ความฉลาดเฉลียวของเหมิงหยา เปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่แล่นอยู่กลางพายุคลื่นลมแรง พร้อมจะอับปางลงได้ทุกเมื่อ

ฝูซูยิ้มขมขื่นส่ายหน้า

"ราษฎรย่อมต้องกบฏแน่"

"เพียงแต่ ราษฎรจะรอให้อิ๋งเจิ้งตายก่อน ถึงจะกล้ากบฏ"

"อิ๋งเจิ้งไม่ตาย ใครจะกล้ากบฏ!"

เงียบกริบ

ทั้งสองห้องขังตกอยู่ในความเงียบงันในชั่วพริบตานั้น

แม้อิ๋งเจิ้งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสะกดกลั้นความโกรธในใจ แต่ร่างอันสูงใหญ่ของเขากลับกระตุกเป็นจังหวะ สองหมัดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

อิ๋งเจิ้งโกรธแค้นนัก! เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ตัวเขาผู้เป็นปฐมจักรพรรดิผู้เกรียงไกร ปรีชาสามารถมาตลอดชีวิต เป็นปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำไมถึงให้กำเนิดไอ้ลูกทรพีที่เอะอะๆ ก็แช่งให้เขาตายออกมาได้!

มารดามันเถอะ! ตอนนั้นอุ้มลูกผิดคนมาหรือเปล่าวะเนี่ย!

"ข้าน้อยโง่เขลา ยังไม่เข้าใจความหมายของคุณชายขอรับ"

เหมิงหยาเอ่ยถามด้วยความงุนงง

"เฮ้อ"

ฝูซูถอนหายใจ คล้ายกำลังเวทนา

"ใต้หล้านี้อิ๋งเจิ้งเป็นผู้รวบรวม เขาอยู่ที่นี่ จึงไม่มีใครกล้ากบฏ"

"เพราะคนที่กล้ากบฏต่อเขา ล้วนตายไปหมดแล้ว"

"หกแคว้นเป็นอย่างไรเล่า ก็ถูกอิ๋งเจิ้งทำลายไปหมดแล้วไม่ใช่รึ"

"รวมอักษรเป็นหนึ่ง รวมเส้นทางรถม้าเป็นหนึ่ง รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง นี่คือคุณูปการของอิ๋งเจิ้ง และคือจุดสูงสุดที่เขาทำได้"

"แต่ข้อเสียก็คือ อิ๋งเจิ้งนั้นอยู่สูงเกินไป สูงเสียจนมองไม่เห็นราษฎรเบื้องล่างอีกต่อไป"

"ตระกูลใหญ่ ขุนนางบุ๋นบู๊ ล้วนพร่ำพรรณนาสรรเสริญบุญบารมีของปฐมจักรพรรดิตลอดเวลา ปิดบังดวงตาของอิ๋งเจิ้งไว้จนมิด"

"แท้จริงแล้ว ราษฎรผู้ยากไร้เหล่านั้นอยากจะกบฏมาตั้งนานแล้ว!"

"แต่อิ๋งเจิ้งผู้เป็นรากฐานค้ำยันนี้ยังไม่ล้มลง เขาคือภูผาที่กดทับหัวใจของราษฎรทุกคน ทำให้ไม่มีใครกล้าคิดจะต่อต้าน"

"ต่อให้มีกบฏคอยยุยง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเอาเรื่องกบฏมาพูดกันอย่างเปิดเผย"

"แต่ต่อให้เป็นอิ๋งเจิ้ง ก็ต้องมีวันที่เขาตาย"

"ราษฎรมักพร่ำบ่นว่า ลำบากกับต้าฉินมานานแล้ว"

"แต่ข้ารู้ดี ราษฎรไม่ได้ลำบากเพราะต้าฉิน และไม่ได้ลำบากเพราะอิ๋งเจิ้ง!"

"พวกเขาลำบากเพราะการกดขี่ขูดรีดของระบบชนชั้น ลำบากเพราะกฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพต่างหาก"

"หากไม่มีอิ๋งเจิ้ง เจ็ดแคว้นก็ยังคงทำสงครามรบพุ่งกันไม่หยุดหย่อน จะหาความสงบสุขในใต้หล้ามาจากไหน"

"สงครามทำให้ตระกูลใหญ่ร่ำรวย แต่ราษฎรล่ะ ต้องใช้ชีวิตแบบไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร มีชีวิตที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขข้างถนนเสียอีก!"

"ยิ่งราษฎรใช้ชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี ตระกูลใหญ่ก็ยิ่งขูดรีดราษฎรอย่างหนักหน่วง จนกว่าจะรีดเค้นคุณค่าหยดสุดท้ายของราษฎรออกไปจนหมด แล้วค่อยถูกทอดทิ้งอย่างเลือดเย็น"

เหมิงหยาเกาหัว

"ความหมายของคุณชายคือ"

"โทษฝ่าบาทรึ?"

"ฝ่าบาทไม่ควรทำลายหกแคว้น ไม่ควรรวบรวมใต้หล้าอย่างนั้นรึ?"

ฝูซูส่ายหน้า เขารู้สึกจนใจกับความซื่อบื้อของเหมิงหยาเสียจริง

อาจเป็นเพราะในคุกหลวงแห่งนี้ไม่ค่อยมีใครคุยด้วย มิเช่นนั้นฝูซูคงไม่ยอมเสียเวลาคุยกับเจ้าเด็กนี่หรอก สมองมีอยู่แค่เส้นเดียวนี่นา!

"อิ๋งเจิ้งทำถูกต้องแล้ว"

"หากเปลี่ยนเป็นข้า ข้าก็จะทำลายหกแคว้นเช่นกัน"

ในห้องขังข้างๆ เมื่ออิ๋งเจิ้งได้ยินคำพูดนี้ของฝูซู เขาก็แค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

ไอ้ลูกทรพีนี่ ทำให้เขาต้องมองมันใหม่จริงๆ!

ความสามารถอื่นเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แต่ไอ้เรื่องขี้โม้นี่ มันบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว ยอดเยี่ยมกว่าคนรุ่นก่อน และคงไม่มีคนรุ่นหลังเทียบติดแน่

ระหว่างที่ดูแคลน อิ๋งเจิ้งก็ปรายตามองเหมิงอี้ไปด้วย

ประจวบเหมาะกับที่เหมิงอี้สบตาฝ่าบาทพอดี เขาทำได้เพียงฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้เสียอีก

ฝูซูพูดต่อ

"ใครๆ ก็ด่าว่าอิ๋งเจิ้งเป็นทรราช ข้าไม่ปฏิเสธ แต่ข้าก็ไม่ยอมรับเช่นกัน"

"หากใต้หล้าไม่รวมเป็นหนึ่ง เจ็ดแคว้นรบพุ่งกันไม่หยุดหย่อน แถมยังมีแคว้นรอบนอกคอยรุกราน ราษฎรจะอยู่อย่างสงบร่มเย็นได้อย่างไร"

"ในมุมมองของข้า ไม่ว่าอิ๋งเจิ้งจะเป็นอย่างไร เขาก็คือปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่างแท้จริง!"

ในห้องขังข้างๆ สองหมัดที่กำแน่นของอิ๋งเจิ้งค่อยๆ คลายออกเล็กน้อย

ในดวงตาของเขามีทั้งความโกรธเกรี้ยวและความโล่งใจ แต่ส่วนใหญ่คือความปีติ

บุตรชายคนโตฝูซู ที่ดูขี้ขลาดและคร่ำครึ อิ๋งเจิ้งคาดไม่ถึงเลยว่า ไอ้ลูกทรพีนี่จะเข้าใจเขาได้ถึงเพียงนี้!

สร้างกำแพงเมืองจีน เพื่อสกัดกั้นซยงหนู เพื่อให้ราษฎรต้าฉินรอดพ้นจากการรุกรานของแคว้นรอบนอก

ออกกฎหมายเข้มงวด เพื่อให้ราษฎรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง และส่วนใหญ่คือเพื่อตรวจสอบการทำงานของขุนนาง

ทว่า ความตั้งใจดีของเขา กลับแทบไม่มีใครเข้าใจ

อิ๋งเจิ้งพลันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาสะกิดสายคอร์ดที่อ่อนไหวที่สุดในส่วนลึกของหัวใจ

ราษฎรด่าว่าเขาเป็นทรราช เขาทำเป็นหูทวนลม ไม่หนวกไม่บอดก็เป็นผู้นำครอบครัวไม่ได้ ตรรกะนี้เขาเข้าใจดี

แต่เมื่อมองไปทั่วใต้หล้า กลับไม่มีใครเข้าใจเขาเลย ช่างน่าเศร้าสลดนัก!

แม้อิ๋งเจิ้งจะมีใบหน้าบึ้งตึง แต่ในใจกลับแอบดีใจ โชคดีที่อาศัยความมืดกลับมาที่คุกหลวงอีกครั้ง มิเช่นนั้น คงไม่ได้ยินคำสรรเสริญที่ฝูซูมีต่อเขาแน่

การสรรเสริญต่อหน้าอาจจะเป็นการประจบประแจง แต่การสรรเสริญลับหลัง ย่อมเป็นความในใจที่แท้จริง! และเป็นคำชมเชยที่จริงใจที่สุด

อิ๋งเจิ้งถอนหายใจ โทสะคลายลงไปมาก เด็กคนนี้ สมกับที่เป็นลูกของข้า เข้าใจความหวังดีของข้าอย่างแท้จริง

ขณะที่สีหน้าของอิ๋งเจิ้งกำลังจะผ่อนคลายลง คำพูดของเหมิงหยาก็กระชากเขากลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง

"คุณชาย"

"ท่านควรจะเรียกฝ่าบาทว่า 'เสด็จพ่อ' ถึงจะถูกนะขอรับ"

ใช่สิ!

ใบหน้าของอิ๋งเจิ้ง 'พรึ่บ' ดำทะมึนลงอีกครั้ง หมัดที่คลายออกกลับมากำแน่นอีกหน!

ไอ้ลูกทรพีนี่ มันกล้าเรียกชื่อข้าตรงๆ อีกแล้ว!

ลูกทรพี! ลูกทรพี!

"อ่า ใช่ๆๆ"

ฝูซูหัวเราะแก้เก้อ

"เสด็จพ่อของข้า เสด็จพ่อของข้า"

เขาทะลุมิติมาได้ไม่นาน ยังปรับตัวให้เข้ากับฐานะใหม่ไม่ได้ทั้งหมด

คำเตือนของเหมิงอี้ก่อนหน้านี้ และคำเตือนของเหมิงหยาในตอนนี้ ทำให้เขาต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับฐานะใหม่

เรื่องนี้สำคัญมาก

เพราะฐานะของเขาในตอนนี้ คือคุณชายใหญ่แห่งต้าฉิน ฝูซู!

นายน้อยอย่างข้า ก็คือฝูซู!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความคิดที่จะนำทัพสามแสนนายบุกตีเสียนหยาง เพื่อให้ปฐมจักรพรรดิสละราชสมบัติให้เขานั้น ก็ยิ่งหนักแน่นขึ้น

ในเมื่อกลายเป็นฝูซูแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนประวัติศาสตร์ต้าฉิน ไม่ให้ฉินต้องล่มสลายในรุ่นที่สอง!

และเพื่อชดเชยความเสียใจของต้าฉิน ชดเชยความเสียใจของมังกรบรรพกาล

ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของมังกรบรรพกาล จะต้องไม่ถูกทำลายลงในรุ่นที่สองเด็ดขาด!

เหมิงหยาเพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก คิ้วก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง

"คุณชาย ข้าน้อยโง่เขลา มีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจขอรับ"

"ถามมาสิ"

ฝูซูพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้พูดมาได้เลย

เหมิงหยาเกาหัว มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงกล้ากระซิบถาม

"ในเมื่อคุณชายคิดว่าฝ่าบาทคือปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล แล้วเหตุใดราษฎรยังอยากจะต่อต้านต้าฉินล่ะขอรับ?"

"ทำไมราษฎรไม่มาที่เสียนหยาง เพื่อพูดคุยด้วยเหตุผลกับฝ่าบาทล่ะ?"

"ทำไมไม่มาบอกเล่าเรื่องราวความไม่เป็นธรรมที่พบเจอให้ฝ่าบาทฟัง?"

"อย่างน้อยตอนนี้ฝ่าบาทก็ยังมีชีวิตอยู่สุขสบาย ยังไม่สวรรคตเสียหน่อย"

ในห้องขังข้างๆ เมื่อเหมิงอี้ได้ยินหลานชายตัวเองพูดจาแช่งให้ฝ่าบาทสวรรคตอย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ เขาอยากจะพุ่งไปฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อนเสียจริงๆ

นี่มันก็ลูกทรพีเหมือนกัน ลูกทรพีที่จะพาเก้าชั่วโคตรของตระกูลเหมิงไปลงนรก ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด

อิ๋งเจิ้งมองเห็นสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งตับหมู ก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

อิ๋งเจิ้งถอนหายใจ เอื้อมมือไปตบไหล่เหมิงอี้ เป็นสัญญาณให้เขาใจเย็นๆ แล้วฟังต่อ

เหมิงอี้ถอนหายใจยาวอย่างหมดอาลัยตายอยาก

เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ

"ข้าบอกได้คำเดียวว่าเจ้ามันซื่อบริสุทธิ์ เป็นความซื่อบริสุทธิ์ที่น่าอิจฉาจริงๆ"

ฝูซูค้อนขวับ

"อย่าว่าแต่จะเข้าเมืองเสียนหยางเลย เกรงว่าพอราษฎรพวกนั้นเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากเมือง ก็อาจจะมีกองโจรไม่รู้ที่มาที่ไปโผล่มาปล้นฆ่าพวกเขาจนตายเกลื่อน ทิ้งศพไว้กลางป่าให้สัตว์ร้ายแทะกินเสียด้วยซ้ำ"

เหมิงหยาได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป แต่แล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาเบิกโพลง ขบกรามแน่น สีหน้าถมึงทึงราวกับพระพิโรธ

"ต้าฉินมีโจรภูเขาที่กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้เชียวรึ?"

"คุณชาย ท่านบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าพวกโจรภูขานั่นมันอยู่ที่ไหน!"

"กล้าเหยียบย่ำกฎหมายต้าฉินราวกับเป็นอากาศธาตุ กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!"

"ข้าน้อยจะนำทหารไปปราบพวกมันเดี๋ยวนี้แหละ!"

"จะฆ่าพวกมันให้ราบคาบ ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - เหนื่อยแล้ว ให้มันพังพินาศไปเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว