- หน้าแรก
- จอมราชันย์ฝูซู ฝืนลิขิตฟ้ากอบกู้ต้าฉิน
- บทที่ 3 - ตระกูลเหมิงคือขุนนางภักดีคู่บัลลังก์ทุกรุ่น ฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วย!
บทที่ 3 - ตระกูลเหมิงคือขุนนางภักดีคู่บัลลังก์ทุกรุ่น ฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วย!
บทที่ 3 - ตระกูลเหมิงคือขุนนางภักดีคู่บัลลังก์ทุกรุ่น ฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วย!
บทที่ 3 - ตระกูลเหมิงคือขุนนางภักดีคู่บัลลังก์ทุกรุ่น ฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วย!
เหมิงอี้เบิกตากว้าง แม้กระทั่งลมหายใจยังสั่นสะท้าน
ยามนี้เขามีเพียงความคิดเดียว คุณชาย ข้าขอร้องล่ะ ท่านอย่าพูดอะไรอีกเลย ท่านเงียบเสียก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอก
ทว่าสิ่งที่เหมิงอี้คาดไม่ถึงก็คือ ฝูซูเปรียบดั่งเขื่อนแตก พรั่งพรูถ้อยคำออกมาราวกับกระแสน้ำในแม่น้ำฮวงโหที่ไหลบ่าอย่างควบคุมไม่ได้
"ท่านแม่ทัพ ไม่มีมนุษย์ผู้ใดมีอายุยืนยาวเป็นพันปีหมื่นปีได้หรอก!"
"ท่านทำไม่ได้ ข้าก็ทำไม่ได้ แม้แต่อิ๋งเจิ้ง เขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน"
"ต่อให้เขาจะเป็นปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ต่อให้เขาจะเป็นมังกรบรรพกาล เขาก็ไม่อาจเป็นอมตะอยู่ค้ำฟ้าได้"
กล่าวถึงตรงนี้ ฝูซูก็ถอนหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
"ข้าเพียงแต่รู้สึกเสียดาย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปฐมจักรพรรดิพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง มังกรบรรพกาลอิ๋งเจิ้งผู้ยิ่งใหญ่เหนือใคร สาเหตุการสวรรคตกลับเป็นเพราะถูกพิษ"
"หึ ช่างน่าขัน และช่างโง่เขลายิ่งนัก"
ฝูซูเบะปาก ปรายตามองเหมิงอี้ที่เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
เหมิงอี้ก้มหน้าต่ำ ไม่ว่าฝูซูจะพูดอะไร เขาก็ไม่ยอมรับปากหรือเอ่ยสิ่งใดตอบโต้
ฝูซูรู้สึกประหลาดใจ ปกติเหมิงอี้ไม่ใช่คนเก็บตัวเงียบนี่นา ปกติก็พูดเก่งอยู่นี่ วันนี้เป็นอะไรไป?
อีกอย่าง เหงื่อท่วมหัว หน้าซีดเผือดขนาดนั้น ป่วยหรืออย่างไร?
หรือว่าเมื่อคืนเขาซุกซนดึกไปหน่อย เลยเหนื่อย?
แน่นอนว่าฝูซูก็คร้านจะถามหาเหตุผล จึงเอาแต่พูดเองเออเองต่อไป
"มังกรบรรพกาลอิ๋งเจิ้ง ปรีชาสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ผลงานการปกครองและการทหาร ภายภาคหน้าจะมีใครเทียบได้หรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัด แต่ในอดีตนั้นไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้อย่างแน่นอน"
"พวกบัณฑิตคร่ำครึพวกนั้นช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก เกือบจะทำให้ฝูซู"
"ถุย!"
ฝูซูถ่มน้ำลายอย่างแรง
"เกือบจะทำให้ 'ข้า' เสียคนไปแล้ว"
ละอองน้ำลายกระเด็นโดนหน้าเหมิงอี้ แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
เหตุเพราะเขามัวแต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ที่มากกว่านั้น คือความหวาดกลัวต่อห้องขังข้างๆ!
เขาไม่อยากให้ตระกูลเหมิงทั้งตระกูลต้องถูกยัดข้อหา 'กบฏทรยศ' เพียงเพราะพูดผิดไปประโยคเดียว
มันไม่คุ้มเลย หรือเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ!
ทว่าในภวังค์นั้น เหมิงอี้กลับมีความรู้สึกแปลกประหลาด ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานี้ มิใช่คุณชายฝูซู แต่เหมือนเป็นคนนอกที่เฝ้ามองอยู่เสียมากกว่า
เป็นคนนอกที่ล่วงรู้อดีตและอนาคต!
ช่างน่าประหลาดใจนัก
แต่ไม่ว่าเหมิงอี้จะขยี้ตาอย่างไร ฝูซูก็ยังคงเป็นฝูซูที่ผิวพรรณผุดผ่องเช่นเดิม
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือบุคลิก ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เมื่ออิ๋งเจิ้งที่อยู่ห้องขังข้างๆ ได้ยินคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ของฝูซู ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น ยืดตัวตรงอย่างภาคภูมิ
ฝูซู สมกับที่เป็นบุตรของข้า คนที่มันเคารพเทิดทูนที่สุดก็คือข้า
มังกรบรรพกาล ปฐมกษัตริย์แห่งมังกรเทวะที่แท้จริง!
ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ไม่มีใครมาก่อน ส่วนจะมีใครมาทีหลังหรือไม่นั้นยังไม่อาจทราบได้!
ยอดเยี่ยม!
คำยกย่องเหล่านี้ใช้กับข้า เหมาะสมยิ่งนัก ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย!
ช่างคู่ควรกับข้ายิ่งนัก!
ยอดเยี่ยมจริงๆ!
บุตรคนนี้ เหมือนข้า!
ทว่าในตอนนั้นเอง อิ๋งเจิ้งที่กำลังอารมณ์ดีก็พลันชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
เดี๋ยวก่อน!
เมื่อกี้ฝูซู
ดูเหมือนเมื่อกี้ มันจะเรียกชื่อเต็มของข้าตรงๆ?
มันเรียกข้าว่าอิ๋งเจิ้งรึ?!
แถมยังเรียกข้าว่า 'เขา' อีก!
ชั่วพริบตา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติของอิ๋งเจิ้ง ก็ดำทะมึนราวกับก้นหม้อ!
เห็นได้ชัดว่าเขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ข้อนิ้วขาวซีดเพราะออกแรงมากเกินไป
ในยามนี้ ภายในดวงตาที่เบิกกว้างของอิ๋งเจิ้ง ราวกับมีลูกไฟสองดวงกำลังเต้นระริกอย่างรุนแรง!
เขากัดฟันกรอด โกรธจนผมชี้ชัน กู่ร้องคำรามในใจ!
ลูกทรพี!
นี่มันลูกทรพีชัดๆ!
ไอ้ลูกทรพีบังอาจนัก!
กล้าเรียกชื่อเจิ้นตรงๆ เชียวรึ!
โชคดีที่เหมิงอี้นั่งอยู่ มิเช่นนั้นเขาคงตกใจจนทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว
นี่มันหาเรื่องตายชัดๆ มิใช่หรือ?!
แม้เหมิงอี้จะเป็นผู้ฟัง และเป็นคนที่ฝ่าบาทส่งมาก็จริง แต่คำพูดของคุณชายฝูซู ชัดเจนว่ากำลังเอาเก้าชั่วโคตรของเขาไปแกว่งไกวอยู่บนหน้าผา!
แถมยังแกว่งไกวไปมาพร้อมกับเล่นท่ายากอีกต่างหาก
อารมณ์กริ้วของมังกรเทวะที่หลงเหลืออยู่ เขาก็ไม่อาจทนรับได้!
ตระกูลเหมิงทั้งตระกูลก็ยิ่งรับไม่ไหว!
"คุณชายฝูซู"
เหมิงอี้ปาดเหงื่อบนหน้าผาก
"พวกเราคุยเรื่องอื่นกันดีหรือไม่ขอรับ?"
ฝูซูเลิกคิ้ว พยักหน้ารับ
เพราะในความทรงจำของฝูซู เหมิงอี้มักจะไม่ค่อยพูด แต่คำแนะนำที่ให้มักจะมีมุมมองที่เฉียบแหลม มิเช่นนั้นคงไม่ได้อยู่เคียงข้างอิ๋งเจิ้งเป็นประจำ
เหมิงเถียนคือแม่ทัพบู๊ที่หาได้ยากยิ่งในต้าฉิน ส่วนเหมิงอี้คือขุนพลบุ๋นผู้ปราดเปรื่อง
ตระกูลเหมิงอันเป็นเสาหลักของต้าฉิน มีขุนพลผู้เก่งกาจในทุกยุคสมัย แม้แต่หวังเจี่ยนผู้มีผลงานสูงสุดในการกวาดล้างหกแคว้น ในด้านการอบรมสั่งสอนบุตรหลาน ก็ยังเทียบตระกูลเหมิงไม่ได้
และที่ได้รับเกียรติสูงสุดก็คือ สองพี่น้องเหมิงเถียนและเหมิงอี้ เป็นสหายที่เติบโตมาพร้อมกับอิ๋งเจิ้งตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ในเมื่อเหมิงอี้เริ่มสนใจ ฝูซูก็คิดจะคุยเรื่องสนุกๆ กับเขา
"ได้สิ ในเมื่อท่านแม่ทัพสนใจ งั้นเรามาคุยเรื่องสนุกๆ กัน"
"ท่านแม่ทัพเคยได้ยินข่าวลือในหมู่ชาวบ้านหรือไม่?"
เหมิงอี้ส่ายหน้า เขาไม่เคยได้ยินข่าวลืออะไรทั้งนั้น
แต่เมื่อเห็นท่าทางของฝูซู ลางสังหรณ์ไม่ดีก็ผุดขึ้นมาในใจทันที
ฝูซูขยิบตาให้เขา
"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพ เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับต้าฉินที่กำลังแพร่สะพัดในหมู่ชาวบ้านบ้างหรือไม่?"
"ไม่"
เหมิงอี้ขมวดคิ้ว แต่ลางสังหรณ์ไม่ดีกลับยิ่งชัดเจนขึ้น
"ข้าน้อยไม่เคยได้ยินข่าวลือประเภทนี้เลยขอรับ"
ฝูซูเลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ในหมู่ชาวบ้านกำลังลือกันว่า 'ฉินจะล่มสลายในรุ่นที่สอง'!"
พูดไม่ทันขาดคำ เหมิงอี้ก็ชาไปทั้งตัว!
บังอาจทำนายว่าฉินจะล่มสลาย นี่มันโทษประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะ!
เหมิงอี้แทบจะร้องไห้ บอกให้คุยเรื่องอื่น แล้วนี่มันอะไรกัน
ทำไมรึ ตระกูลเหมิงของข้าเก้าชั่วโคตรต้องตายให้ได้เลยใช่ไหม?!
ฝูซูดึงตัวเหมิงอี้ที่หน้าตาเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
"ไหนๆ ท่านแม่ทัพก็มาแล้ว สู้เรามาวิเคราะห์ทิศทางในอนาคตของต้าฉินกันดีหรือไม่?"
ใจจริงเหมิงอี้อยากจะปฏิเสธ แต่เพราะมังกรบรรพกาลอยู่ห้องข้างๆ เขาจึงทำได้เพียงฝืนทนฟังฝูซูพร่ำเพ้อต่อไป
เพราะหัวข้อนี้ถือว่าไม่เปราะบางเท่าไหร่นัก ปกติฝ่าบาทก็มักจะดึงพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาถกเถียงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
เมื่อเห็นเหมิงอี้ส่ายหัวเป็นระวิง ฝูซูก็ยิ่งอยากคุยเรื่องนี้กับเขามากขึ้น
ฝูซูตบไหล่เขา พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ยังไงเสีย คุกหลวงโซนตะวันออกทั้งโซนก็มีแค่เราสองคน จะคุยอะไรก็เปิดอกคุยกันได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะได้ยิน"
เหมิงอี้ขมขื่นใจยิ่งนัก
เมื่อเห็นเหมิงอี้ไม่คัดค้านและไม่เห็นด้วย ฝูซูก็ถือว่าเขายอมรับโดยปริยาย
ได้ยินเพียงเสียงฝูซูถอนหายใจ
"ผู้คนต่างกล่าวว่า คุณชายฝูซูมีจิตใจเมตตากรุณา แต่ความเมตตานี้ในสายตาของเสด็จพ่อ กลับมองว่าเป็นความอ่อนแอ ไร้ความรับผิดชอบ ใช่หรือไม่?"
เหมิงอี้พยักหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
คำพูดนี้เป็นความจริง เพราะฝ่าบาทเคยตรัสเช่นนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง ว่าฝูซูอ่อนแอ ใช้งานไม่ได้
แต่คำพูดต่อมาของฝูซู กลับทำให้ในใจของเหมิงอี้เกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำอีกครั้ง!
"นิสัยเช่นข้า จะเป็นฉินที่สองได้อย่างไร!"
"ยิ่งไม่ใช่จักรพรรดิในอุดมคติของเสด็จพ่อ"
เหมิงอี้หน้าดำทะมึน อยากจะเอามือปิดปากฝูซู แต่ฝูซูก็หลบได้อย่างง่ายดาย
"คุยกันก็ส่วนคุย อย่าลงไม้ลงมือสิ ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ"
ฝูซูค้อนขวับ
"ข้าอาจจะไม่เอาไหน แต่พี่น้องของข้าล่ะเป็นอย่างไร?"
เหมิงอี้จะกล้าต่อความยาวสาวความยืดได้อย่างไร!
กำแพงมีหูจริงๆ นะเว้ย!
"ไม่กลัวท่านแม่ทัพจะหัวเราะเยาะหรอกนะ พวกเขาสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!"
ฝูซูหัวเราะหยัน แล้วพูดต่อ โดยไม่สนใจเลยว่าสีหน้าของเหมิงอี้จะดูน่าเกลียดน่ากลัวเพียงใด
"เจียงหลี่ มีแต่ความกล้าหาญแต่ไร้สติปัญญา เป็นเพียงไอ้โง่บ้าพลังคนหนึ่ง หากมอบต้าฉินให้เขา ไม่ช้าก็เร็วต้องล่มสลาย"
"คุณชายเกา แม้จะมีความคิดรอบคอบ แต่นิสัยขี้ขลาด ไร้ความรับผิดชอบ หากมอบต้าฉินให้เขา บ้านเมืองจะหยุดนิ่ง ไม่ช้าก็เร็วต้องล่มสลาย"
"หูไห่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดนไอ้ตะพาบแก่จ้าวเกาสอนจนเสียคนไปตั้งนานแล้ว ไม่มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ รู้แต่เรื่องสุรานารี เป็นแค่ไอ้บ้ากามคนหนึ่ง"
"หากต้าฉินตกไปอยู่ในมือของหูไห่ ผลลัพธ์จะเป็นไปตามข่าวลือในหมู่ชาวบ้านทุกประการ!"
"ฉิน จะล่มสลายในรุ่นที่สอง!"
เหมิงอี้ไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สรุปว่าบัลลังก์ต้าฉิน ต้องสืบทอดให้ท่านคุณชายฝูซูผู้เดียวใช่หรือไม่?
ทว่าคำพูดต่อมาของฝูซู กลับทำให้อิ๋งเจิ้งที่กำลังจะระเบิดอารมณ์อยู่ห้องข้างๆ สงบลงในทันที
"ลูกไม่เก่งเท่าพ่อ ก็เป็นเรื่องปกตินี่"
"พ่อเป็นวีรบุรุษ แต่ก็ไม่มีกฎหมายข้อไหนกำหนดไว้ว่าลูกต้องเป็นวีรบุรุษด้วยนี่นา"
"เรื่องนี้จะไปโทษลูกไม่ได้หรอก"
"เพราะอิ๋งเจิ้งคือปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ใครจะไปเทียบเขาได้ล่ะ"
"รวมอักษรเป็นหนึ่ง รวมเส้นทางรถม้าเป็นหนึ่ง รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง คุณูปการยิ่งใหญ่เทียมฟ้า!"
"เรื่องพวกนี้ นอกจากอิ๋งเจิ้งแล้ว คนอื่นทำไม่ได้หรอก"
"อิ๋งเจิ้ง คือปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่างแท้จริง"
เหมิงอี้เช็ดเหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผาก ในที่สุดคุณชายฝูซูก็พูดจาเป็นผู้เป็นคนกับเขาสักที
"ที่เสด็จพ่อสามารถกวาดล้างหกแคว้นและรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ เป็นเพราะต้าฉินได้สั่งสมบารมีและขุมกำลังมาถึงหกรัชสมัย จึงมีรากฐานที่แข็งแกร่ง"
"เมื่อรากฐานแข็งแกร่ง ทหารเก่งม้ากล้า กษัตริย์และขุนนางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงรบชนะทุกสมรภูมิ"
"แต่นั่นเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น"
"เมื่อมองดูอดีตกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินทุกพระองค์ ล้วนต้องการรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งทั้งสิ้น"
"แต่ผู้ที่ทำได้สำเร็จ มีเพียงเสด็จพ่อพระองค์เดียวเท่านั้น"
"ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ว่าข้าพูดจาส่งเดช!"
"กษัตริย์องค์ก่อนทำไม่ได้ ผู้สืบทอดคนต่อมาก็ยิ่งทำไม่ได้ นอกจากอิ๋งเจิ้งแล้ว ไม่ว่ากษัตริย์ฉินพระองค์ใดก็ไม่อาจรวมหกแคว้นได้"
"มีเพียงปฐมจักรพรรดิเท่านั้น!"
"มีเพียงอิ๋งเจิ้งเท่านั้น!"
"มีเพียงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลพระองค์นี้เท่านั้น ที่สามารถกวาดล้างหกแคว้นและรวบรวมแผ่นดินได้!"
เหมิงอี้นิ่งเงียบไป เพราะสิ่งที่ฝูซูพูดนั้น เป็นความจริง
เขาติดตามอิ๋งเจิ้งมาตั้งแต่เด็ก แม้บางครั้งจะเดาใจฝ่าบาทไม่ออก แต่อย่างน้อยก็พอเดาได้คร่าวๆ
ในเรื่องการรวบรวมหกแคว้น ความทุ่มเทแรงกายแรงใจของฝ่าบาทนั้น เหนือกว่าอดีตกษัตริย์แห่งต้าฉินทุกพระองค์มากนัก
อิ๋งเจิ้งในห้องขังข้างๆ ชะงักไป เขารู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ลูกชายที่คอยขัดแย้งกับเขาไปเสียทุกเรื่องคนนี้ กลับเข้าใจเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"แต่ข่าวลือเรื่องฉินล่มสลายในรุ่นที่สอง หาใช่เรื่องเลื่อนลอยไม่"
ใจของเหมิงอี้กระตุกวูบ!
เขาอยากจะพุ่งไปปิดปากฝูซูอีกครั้ง แต่มันสายไปเสียแล้ว
"เสด็จพ่อเสวยยาอายุวัฒนะมาระยะหนึ่งแล้ว เกรงว่าพิษคงแทรกซึมเข้ากระดูกไปแล้ว"
"และเป็นเพราะข้าโต้เถียงกับเสด็จพ่อในราชสำนักจนเกิดปากเสียง เสด็จพ่อย่อมทนเห็นหน้าข้าในเสียนหยางไม่ได้ อีกไม่กี่วันคงจะเนรเทศข้าไปคุมทัพที่ซ่างจวิ้น"
"ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้น พวกเศษเดนของหกแคว้นเริ่มมีความเคลื่อนไหว"
"เสด็จพ่อจะตัดสินใจเสด็จประพาสตะวันออก เพื่อข่มขวัญพวกสวะเหล่านั้น"
"แต่เสด็จพ่อ จะสวรรคตระหว่างทางด้วยพิษกำเริบ"
ฝูซูหน้าดำทะมึน คำเตือนที่มาถึงริมฝีปากของเหมิงอี้ ถูกเขากลืนกลับลงไปอย่างยากลำบาก
เพราะเหมิงอี้รู้สึกว่า คุณชายฝูซูไม่ได้พูดเล่น แต่เหมือนเป็นการล่วงรู้อนาคตเสียมากกว่า
"หากข้าเดาไม่ผิด ผู้สืบทอดบัลลังก์ในราชโองการ ก็คือข้า ฝูซู!"
"แต่ในตอนนั้น ข้าประจำการอยู่ที่ชายแดนซ่างจวิ้น ไม่สามารถรีบกลับมารับตำแหน่งจักรพรรดิได้ทันเวลา"
"จ้าวเกามีความมักใหญ่ใฝ่สูง ย่อมไม่ยอมให้ข้าขึ้นครองราชย์เป็นแน่ เขามีโอกาสสูงที่จะร่วมมือกับหลี่ซือ ปลอมแปลงราชโองการ ให้หูไห่ขึ้นครองราชย์แทน"
"และสิ่งแรกที่หูไห่จะทำเมื่อขึ้นครองราชย์ ก็คือส่งราชโองการตรงไปยังซ่างจวิ้น!"
"เป็นราชโองการปลอมที่ออกในนามของอิ๋งเจิ้ง!"
"เนื้อหาในนั้นเรียบง่ายมาก ก็คือประทานความตายให้ข้าและแม่ทัพเหมิงเถียนที่รักษาการอยู่ชายแดน!"
เหมิงอี้เบิกตากว้าง
"เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!"
ฝูซูแค่นหัวเราะ
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ข้าคือหอกข้างแคร่ของพวกมัน ทหารประจำการชายแดนสามแสนนายก็เป็นหอกข้างแคร่ของพวกมันเช่นกัน!"
"ขอลองถามดูหน่อย ทัพม้าเหล็กต้าฉินที่เก่งกาจไร้เทียมทาน ใครจะขวางได้?"
"ทหารกล้าแคว้นเว่ยเป็นอย่างไรเล่า ไม่ใช่ล้มตายอยู่ใต้เกือกม้าเหล็กของต้าฉินหรอกหรือ!"
"หากมีใครขวางได้จริง หกแคว้นจะถูกทำลายได้อย่างไร!"
เหมิงอี้หมดคำพูด เพราะสีหน้าของฝูซูในเวลานี้ ดูไม่เหมือนคนพูดเล่นเลยสักนิด
ฝูซูถอนหายใจ พูดต่อ
"ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ โอกาสที่ตระกูลเหมิงและตระกูลหวังจะสนับสนุนให้ข้าขึ้นครองราชย์นั้นมีสูงมาก"
"เพราะข้าคือบุตรชายคนโตของฝ่าบาท และราชโองการของฝ่าบาท ก็ต้องถูกเหล่าขุนนางตั้งข้อสงสัยอย่างแน่นอน"
"ความจริงเกี่ยวกับราชโองการ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกเปิดเผย แต่มันก็สายไปเสียแล้ว"
"และตราบใดที่ท่านแม่ทัพเหมิงยังอยู่ ขวัญกำลังใจของกองทัพก็จะไม่มีวันสั่นคลอน"
"หากข้าและท่านแม่ทัพเหมิงยังไม่ตาย ทหารสามแสนนายยังไม่แตกฉานซ่านเซ็น พวกมันก็นอนหลับไม่สนิทหรอก"
"หูไห่หูเบา โง่เขลา หลงใหลมัวเมาในกามคุณ แต่งตั้งกังฉินจ้าวเกาให้มีอำนาจ ทำร้ายขุนนางผู้ภักดี"
"เสียงต่อต้านต้าฉินดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ แต่ต้าฉินก็ป่วยหนักจนเกินเยียวยา ไร้ซึ่งแม่ทัพผู้เก่งกาจ ไร้ซึ่งทหารผู้ภักดี ไม่มีกำลังพอจะกอบกู้สถานการณ์ได้อีกแล้ว"
"เป็นไปไม่ได้"
เหมิงอี้เบิกตากว้าง ฝืนยันขาสั่นๆ ให้ลุกขึ้นยืน
"เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"
ฝูซูแค่นหัวเราะ
"คำว่าเป็นไปไม่ได้ของท่านแม่ทัพ หมายถึงเรื่องใดที่เป็นไปไม่ได้ล่ะ?"
"คุณชายหูไห่เคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของฝ่าบาทยิ่งกว่าชีวิตตนเอง!"
"หลี่ซือคืออัครมหาเสนาบดีแห่งต้าฉิน ไม่มีทางร่วมมือกับจ้าวเกาทำเรื่องเลวทรามเด็ดขาด!"
"ตระกูลเหมิงของข้าซื่อสัตย์จงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน ย่อมไม่มีทางทอดทิ้งต้าฉิน ทอดทิ้งคุณชายในยามลำบากเด็ดขาด!"
สามประโยคนี้ เหมิงอี้แทบจะตะโกนออกมา
แต่พอตะโกนจบ เขาก็เหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมด ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง
"ท่านแม่ทัพ"
ฝูซูแค่นหัวเราะ เปลี่ยนเรื่องคุย
"นักพรตสวีฝู ออกเดินทางไปทางตะวันออกแล้วหรือยัง?"
เหมิงอี้พยักหน้า
"ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดสวีฝูถึงต้องล่องเรือไปทางตะวันออก?"
เหมิงอี้ส่ายหน้า
แม้สวีฝูจะอ้างชื่อเพราะๆ ว่าไปตามหายาอายุวัฒนะมาให้ฝ่าบาท แต่เหมิงอี้ก็ไม่เชื่อ
แต่ความไม่เชื่อนี้ เขาก็ทำได้เพียงซ่อนไว้ในใจเท่านั้น
เพราะยาอายุวัฒนะคือที่พึ่งทางใจของฝ่าบาท
และเป็นเกล็ดมังกรย้อนของฝ่าบาท ผู้ใดก็ห้ามแตะต้อง
"เขาไปเพื่อหนีตายต่างหาก!"
ฝูซูแค่นหัวเราะเอ่ยปาก
"เพราะสวีฝูรู้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าเขากำลังสร้างเรื่องโกหกคำโต!"
"ยาอายุวัฒนะน่ะ มันกินแล้วตายได้นะ"
"ไม่"
เหมิงอี้หอบหายใจหนัก ส่ายหน้าไปมา
เขาอยากจะแก้ต่าง อยากจะบอกว่าการที่กระต่ายหิมะกินผงยาแล้วตายนั้นเป็นอุบัติเหตุ แต่เขากลับพูดไม่ออก
เหมือนอย่างที่เขาพูดไว้ ตระกูลเหมิงซื่อสัตย์จงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน ภักดีต่อต้าฉิน ภักดีต่อฝ่าบาท
"แน่นอนล่ะ"
ฝูซูดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นให้เหมิงอี้เช็ดเหงื่อ
"ตราบใดที่ควบคุมปริมาณยาให้เหมาะสม ในระยะเวลาสั้นๆ ก็คงไม่ทำให้ใครตายหรอก"
"ส่วนผสมของยาที่สวีฝูให้ จะพรากชีวิตเสด็จพ่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่ใช่ตอนนี้"
"ซึ่งมันก็พอดีกับเวลาที่เขาต้องเตรียมตัวสำหรับการหลบหนีไปทางตะวันออกอย่างเต็มที่"
"สวีฝูออกทะเล เอาทหารกล้าต้าฉินไปหนึ่งหมื่นนาย เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงอีกห้าร้อยคน นี่คือต้นทุนที่เขาจะเอาไปตั้งตัวเป็นใหญ่ทางฝั่งตะวันออก"
ฝูซูเบะปาก
"เฮ้อ พวกเรานี่แหละ คือบรรพบุรุษของพวกวอโค่วตัวจริง!"
ริมฝีปากของเหมิงอี้ซีดเผือด ไม่มีเรี่ยวแรงจะโต้แย้งอีกต่อไป
ตอนที่สวีฝูขึ้นเรือ เขาก็เป็นคนไปส่งพร้อมกับฝ่าบาทเอง
และในเวลานี้ เมื่อยาอายุวัฒนะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีพิษจริง คำพูดของฝูซูก็กลายเป็นความจริง
"มาพูดถึงหลี่ซือ เขาต้องเชื่อคำพูดของจ้าวเกา และปลอมแปลงราชโองการของอิ๋งเจิ้งอย่างแน่นอน!"
"เพราะสิ่งที่เขาภักดี ไม่ใช่ต้าฉิน และไม่ใช่อิ๋งเจิ้ง แต่เป็นอำนาจที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่นต่างหาก!"
"อำนาจ?"
เหมิงอี้ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้
ฝูซูพยักหน้า
"ย่อมต้องเป็นอำนาจสิ!"
"หลี่ซือคือขุนนางผู้มีอำนาจ เขากระหายอำนาจ และจะภักดีต่ออำนาจเท่านั้น!"
"ตอนที่ท่านแม่ทัพพบหลี่ซือครั้งแรก เขาอยู่ในตำแหน่งอะไร และอยู่ในสภาพใด"
พูดจบ ฝูซูก็มองเหมิงอี้ที่กำลังจมอยู่ในความทรงจำด้วยความสนใจ
อัครมหาเสนาบดีหลี่ซือคนปัจจุบัน อดีตคือนายกององครักษ์แห่งพระราชวังจางไถ
แม้แต่ตำแหน่งนี้ ก็เป็นตำแหน่งที่อดีตเสนาบดีหลี่ปู้เหวยมอบให้ เพื่อจะได้แนะนำเขาให้ฝ่าบาทรู้จัก และได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท
จะว่าไปแล้ว หลี่ปู้เหวยก็เป็นขุนนางที่ดี ขุนนางที่ดีที่ไม่ริษยาคนเก่ง เพียงแต่ละโมบในอำนาจมากเกินไปหน่อยเท่านั้น
ก่อนหน้านั้น หลี่ซือก็เป็นแค่เด็กยากจนจากสำนักนิติธรรมที่มีแต่ความทะเยอทะยาน
แต่สิ่งแรกที่หลี่ซือทำหลังจากได้เลื่อนตำแหน่ง ก็คือการช่วยอิ๋งเจิ้งรวบรวมอำนาจกษัตริย์ และจัดการกับหลี่ปู้เหวย!
แต่พอฟังฝูซูพูดแบบนี้ เหมิงอี้ก็เริ่มเชื่อขึ้นมาจริงๆ ว่าหลี่ซือ ทุ่มเทกายใจเพื่อ 'อำนาจ' มาโดยตลอด!
ห้องขังข้างๆ อิ๋งเจิ้งเบิกตากว้าง สองหมัดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ทว่าในปากของเขา กลับพึมพำชื่อคนสองคนอยู่ตลอดเวลา!
ความโกรธแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดเล็ดลอดออกมาตามไรฟัน!
"สวีฝู!"
"หลี่ซือ!"
[จบแล้ว]