- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นจอมนาง ทำไมศิษย์พี่ของข้าถึงเพี้ยนนัก
- บทที่ 2: ซูเหลียนเสวี่ย
บทที่ 2: ซูเหลียนเสวี่ย
บทที่ 2: ซูเหลียนเสวี่ย
บทที่ 2: ซูเหลียนเสวี่ย
ความคิดของหลินหมิงก็คือการหาศิษย์สักคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตราบใดที่คนผู้นั้นยินดีเข้าร่วมกับยอดเขาจื่อเฉิน เขาก็พร้อมที่จะรับไว้
ใครก็ได้ทั้งนั้น เขาไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรมากมาย
ถึงอย่างไร ในอดีตเขาก็ถูกอาจารย์ของตนหลอกล่อแกมบังคับให้มาอยู่ที่ยอดเขาจื่อเฉินแบบงงๆ เช่นกัน
ดังนั้น มาตรฐานในการเลือกศิษย์น้องชายหรือศิษย์น้องหญิงในอนาคตของเขาจึงไม่ได้สูงส่งแต่อย่างใด
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้กลับดูเหมือนว่าไม่มีศิษย์คนใดให้ความสนใจยอดเขาจื่อเฉินเลย
ช่างน่ากระอักกระอ่วนใจเสียจริง
ไร้ผู้สนใจ
ทางฝั่งของหลินหมิงยังคงตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีใครชายตาแล
เขาสังเกตเห็นศิษย์หลายคนมีสีหน้าลังเลอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็เลือกที่จะไปยอดเขาอื่นอยู่ดี
หลินหมิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกับเรื่องนี้
คงพูดได้เพียงว่าวาสนายังมาไม่ถึง
หากท้ายที่สุดแล้วไม่มีศิษย์คนใดยินดีเข้าร่วมกับยอดเขาจื่อเฉิน หลินหมิงก็ไม่รังเกียจที่จะกลับไปมือเปล่า อย่างมากสุดก็แค่โดนท่านอาจารย์ดุด่าสักยก
นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่ากังวล
ในเวลานั้นเอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งก็เดินก้าวออกมา ทันทีที่เขาก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธี ก็ดึงดูดความสนใจจากเจ้าแห่งยอดเขาทั้งห้า รวมถึงผู้อาวุโสใหญ่ในทันที
"ไช่จื้อหยวน เจ้าเต็มใจที่จะกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?"
ก่อนที่ไช่จื้อหยวนจะได้เอ่ยปาก เจ้าแห่งยอดเขาฉินเว่ยเฟิงก็ชิงชักชวนขึ้นมาก่อน
"เฒ่าฉิน ท่านทำเกินไปแล้ว กฎก็บอกอยู่ว่าให้ศิษย์เป็นผู้เลือกเอง"
เจ้าแห่งยอดเขาอิงจิ่งหมิงปรายตามองฉินเว่ยเฟิง ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่ไช่จื้อหยวนเช่นกัน
"ไช่จื้อหยวน เจ้าอยากกราบข้าเป็นอาจารย์ไหมเล่า?"
เจ้าแห่งยอดเขาจ้าวอู๋ไห่เอ่ยสมทบขึ้นมาอีกคน
"เริ่มแล้วๆ"
"ข้าว่าแล้วเชียว พวกเขาต้องแย่งตัวกันแน่ๆ"
"ด้วยพรสวรรค์ระดับแปดปล้อง ก็สมควรที่จะถูกแย่งตัวอยู่หรอก"
บรรดาศิษย์ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการแย่งชิงตัวของเหล่าเจ้าแห่งยอดเขาเลยสักนิด ออกจะอยู่ในความคาดหมายเสียด้วยซ้ำ
เพราะถึงอย่างไร ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะยอดเยี่ยมย่อมเป็นที่โปรดปรานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
"พรสวรรค์ระดับแปดปล้อง มิน่าล่ะ"
หลินหมิงได้ยินบทสนทนาของเหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีอย่างชัดเจน เขาจึงไม่รู้สึกประหลาดใจนัก
ในดินแดนชิงหยวน วิธีการทดสอบพรสวรรค์ในการบ่มเพาะจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ไผ่ทดสอบวิญญาณ
ไผ่ทดสอบวิญญาณมีทั้งหมดสิบปล้อง ยิ่งมีปล้องสว่างขึ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งบ่งบอกถึงพรสวรรค์ในการบ่มเพาะที่ดีเยี่ยมมากขึ้นเท่านั้น ศิษย์ที่ชื่อไช่จื้อหยวนเบื้องหน้าผู้นี้ สามารถทำให้ไผ่ทดสอบวิญญาณสว่างขึ้นได้ถึงแปดปล้องในระหว่างการทดสอบ
พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเขาสามารถจัดอยู่ในระดับแนวหน้า แม้แต่ในภูเขาหยวนซวีทั้งหมด ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับแปดปล้องก็ยังถือว่าหาได้ยากยิ่ง
จึงไม่แปลกใจเลยที่เจ้าแห่งยอดเขาหลายคนถึงกับต้องออกโรงแย่งชิงตัวเขา
หลินหมิงไม่ปริปากพูดอะไร เขาไม่คิดว่าคนผู้นี้จะเลือกยอดเขาจื่อเฉิน ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่อาจเสนอเงื่อนไขดึงดูดใจแทนท่านอาจารย์ได้เหมือนอย่างที่เจ้าแห่งยอดเขาเหล่านี้ทำ
เจ้าแห่งยอดเขาซ่างหยาง ฉินเว่ยเฟิง
เจ้าแห่งยอดเขาหลิงเซียว อิงจิ่งหมิง
เจ้าแห่งยอดเขาตัดนภา จ้าวอู๋ไห่
เจ้าแห่งยอดเขาทั้งสามกำลังแย่งชิงตัวไช่จื้อหยวน ในขณะที่อีกสองคนยังคงวางเฉย ดูเหมือนจะไม่มีเจตนาเข้ามาร่วมวงด้วย
"ข้าปรารถนาที่จะกราบท่านผู้อาวุโสใหญ่เป็นอาจารย์ขอรับ"
สายตาของไช่จื้อหยวนกวาดมองผ่านเจ้าแห่งยอดเขาทั้งห้าที่อยู่ในงาน หยุดชะงักที่หลินหมิงครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองไปยังที่นั่งอันว่างเปล่าของท่านเจ้าสำนักอีกครู่หนึ่ง และท้ายที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่ผู้อาวุโสใหญ่
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนถึงกับตั้งตัวไม่ติด
เจ้าแห่งยอดเขาทั้งสามอุตส่าห์แย่งชิงกันแทบตาย แต่สุดท้ายเขากลับต้องการกราบผู้อาวุโสใหญ่เป็นอาจารย์เสียอย่างนั้น ฉากละครฉากนี้ทำเอาหลินหมิงเกือบหลุดขำออกมา
อย่างไรก็ตาม เขากลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ เพราะถึงกระนั้น การหัวเราะออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ก็คงดูไม่เหมาะสมนัก
"โอ้ เจ้าอยากจะกราบข้าเป็นอาจารย์งั้นรึ?"
ผู้อาวุโสใหญ่โอวหยางรุ่ยเอ่ยถาม
"ขอรับ"
ไช่จื้อหยวนพยักหน้า
เป้าหมายเดิมของเขาคือท่านเจ้าสำนัก แต่ในเมื่อท่านเจ้าสำนักไม่อยู่ เขาจึงยอมถอยมาเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดรองลงมา นั่นคือผู้อาวุโสใหญ่โอวหยางรุ่ย
สำหรับการแข่งขันแย่งชิงของเจ้าแห่งยอดเขาทั้งสามนั้น ไช่จื้อหยวนคาดการณ์เอาไว้แล้ว แต่มีเสียงเล่าลือกันว่าความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสใหญ่โอวหยางรุ่ยนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าแห่งยอดเขาทั้งห้าเลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเลือกอีกฝ่าย
ชั่วขณะนั้น ไช่จื้อหยวนเกิดความประหม่าขึ้นมา เขาไม่รู้เลยว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่มีความตั้งใจที่จะรับศิษย์หรือไม่ หรือจะยอมรับเขาเป็นศิษย์หรือเปล่า
สายตาของเจ้าแห่งยอดเขาทั้งสามก็เบนไปตกอยู่ที่โอวหยางรุ่ยเช่นเดียวกัน
ให้ตายเถอะ พวกเขาสามคนแทบจะตีกันตายอยู่ตรงนี้ แต่คนที่นั่งดูอยู่เฉยๆ กลับกำลังจะคว้าชิ้นปลามันไปกินเสียนี่
"เช่นนั้น ตั้งแต่นี้ไปเจ้าคือศิษย์ในความดูแลของข้า"
โอวหยางรุ่ยหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
เดิมทีเขาไม่มีแผนที่จะรับศิษย์ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการกราบเขาเป็นอาจารย์ เขาก็เลยตามน้ำรับเอาไว้
อีกอย่าง พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเจ้าหนูนี่ก็ถือว่าดีมากทีเดียว
เมื่อเห็นดังนี้ เจ้าแห่งยอดเขาทั้งสามจึงพูดอะไรไม่ออก เพราะนั่นเป็นความปรารถนาของเด็กหนุ่มเอง พวกเขาไม่อาจไปบังคับขืนใจได้
พิธีคารวะขุนเขาดำเนินต่อไป
บรรดาศิษย์ทยอยเข้าร่วมกับยอดเขาทั้งห้าคนแล้วคนเล่า
แต่ทว่าทางฝั่งของหลินหมิงกลับยังคงว่างเปล่า ไม่มีใครเลือกเลยแม้แต่คนเดียว
นั่นทำให้หลินหมิงเริ่มสงสัยอีกครั้ง ยอดเขาจื่อเฉินมันแย่ขนาดนั้นเลยเชียวหรือ?
ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง
หลินหมิงครุ่นคิดว่าเขาควรจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แล้วหลอกล่อศิษย์สักคนให้มาเข้าร่วมดีหรือไม่
จังหวะนั้นเอง สตรีที่ก้าวขึ้นมาเป็นคนต่อไปก็ดึงดูดความสนใจของหลินหมิง หรือจะให้ถูกก็คือ ดึงดูดความสนใจของทุกคนในที่นั้น
เหตุผลหลักก็เพราะเด็กสาวคนนี้งดงามมากเกินไป
และเหตุผลที่นางตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมาย นอกเหนือจากความงดงามแล้ว ก็คือพรสวรรค์ของนาง
ซูเหลียนเสวี่ย พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของนางคือระดับเก้าปล้องครึ่ง
นับตั้งแต่ก่อตั้งภูเขาหยวนซวีมา บุคคลที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะยอดเยี่ยมที่สุดก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก หรือก็คือบรรพจารย์หยวนซวีผู้ซึ่งทะยานขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบนไปนานแล้ว พรสวรรค์ของท่านไปถึงระดับเก้าปล้อง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พรสวรรค์ที่ดีที่สุดในหมู่คนรุ่นหลังของภูเขาหยวนซวีก็อยู่ที่ระดับเก้าปล้องเท่านั้น ซึ่งเทียบเท่ากับบรรพจารย์หยวนซวี ยังไม่มีใครสามารถก้าวข้ามระดับเก้าปล้องไปได้เลย
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว การปรากฏตัวของซูเหลียนเสวี่ยได้ทำลายสถิตินั้นลง ด้วยพรสวรรค์ระดับเก้าปล้องครึ่ง อาจกล่าวได้ว่าทั่วทั้งดินแดนชิงหยวนแห่งนี้ คงไม่มีใครมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะดีไปกว่าซูเหลียนเสวี่ยอีกแล้ว
"พรสวรรค์ระดับเก้าปล้องครึ่ง ไม่คิดเลยว่าในช่วงชีวิตนี้ข้าจะได้เห็นผู้ที่มีพรสวรรค์สุดยอดเช่นนี้"
"ศิษย์น้องหญิงคนนี้ช่างงดงามนัก ข้าชักจะหลงรักเข้าแล้วสิ"
"หลงรักงั้นรึ? ทำไมเจ้าไม่หัดส่องกระจกดูตัวเองซะบ้างเถอะ?"
"นี่เจ้าอยากหาเรื่องเรอะ?"
"ก็เอาสิ เดี๋ยวเจอกันที่ลานประลอง"
"คิดว่าข้ากลัวเจ้ารึไง"
...
ท่ามกลางจุดศูนย์รวมความสนใจ ซูเหลียนเสวี่ยค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นไปบนแท่นพิธี นางดูสงบเยือกเย็นอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญกับสายตาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบตัวก็ตาม
ในฐานะผู้กลับชาติมาเกิด นางชินชากับเรื่องพวกนี้ไปเสียแล้ว
เป้าหมายปัจจุบันของนางมีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือการเข้าร่วมกับภูเขาหยวนซวี เร่งยกระดับการบ่มเพาะของตนให้เร็วที่สุด จากนั้นก็หวนคืนสู่ดินแดนเบื้องบน
ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างการทดสอบพรสวรรค์ นางจึงจงใจทำให้ไผ่ทดสอบวิญญาณสว่างขึ้นถึงเก้าปล้องครึ่ง เพราะการแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการบ่มเพาะที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดเท่านั้น ที่จะทำให้นางได้รับทรัพยากรการบ่มเพาะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้นางสามารถยกระดับพลังของตนเองได้ในเวลาอันสั้น
ด้วยความสามารถของนาง การทำให้ไผ่ทดสอบวิญญาณสว่างขึ้นครบทั้งสิบปล้องนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย แต่นางเลือกที่จะซ่อนไพ่ตายเอาไว้
เก้าปล้องครึ่งก็เพียงพอแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ประกายความเย็นเยียบก็วาบผ่านดวงตาของนางไปอย่างยากที่จะมีใครสังเกตเห็น
พรสวรรค์ระดับเก้าปล้องครึ่ง
จากเสียงวิจารณ์ของเหล่าศิษย์รอบข้าง หลินหมิงก็ได้รับรู้ถึงระดับพรสวรรค์ของซูเหลียนเสวี่ยเช่นกัน และในเวลาเดียวกัน เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะพยายามหลอกล่อนาง
ด้วยพรสวรรค์ระดับเก้าปล้องครึ่ง ความโดดเด่นระดับนี้ย่อมทำให้เจ้าแห่งยอดเขาทั้งห้าเปิดศึกแย่งชิงตัวนางเป็นแน่ และคงไม่เหลือตกทอดมาถึงคิวของเขา
เขาควรจะหันไปดูศิษย์ที่เหลืออยู่ และมองหาใครสักคนมาหลอกล่อให้กลับไปอยู่ด้วยเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นจะดีกว่า
"ซูเหลียนเสวี่ย เจ้าเต็มใจที่จะกราบข้าผู้นี้เป็นอาจารย์หรือไม่?"
เจ้าแห่งยอดเขาซ่อนกระบี่ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้นมา
"ข้ารู้สึกว่าศิษย์ผู้นี้เหมาะสมกับข้ามากกว่านะ"
เจ้าแห่งยอดเขาเมฆาเหินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ข้าว่าเด็กคนนี้มีวาสนาต่อข้าไม่น้อยเลยทีเดียว"
เจ้าแห่งยอดเขาอิงจิ่งหมิงเอ่ยแย้ง
เป็นไปตามที่คาดไว้ พรสวรรค์ที่ซูเหลียนเสวี่ยแสดงออกมาทำให้เจ้าแห่งยอดเขาทั้งห้าลุกขึ้นมาแย่งชิงตัวนางพร้อมกันทันที
เรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของทุกคนเช่นกัน
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ เจินจวินอวิ๋นหัวและท่านเจ้าสำนักไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย