- หน้าแรก
- บันทึกชีวิตประจำวันของนายหญิง
- ตอนที่ 17 หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
ตอนที่ 17 หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
ตอนที่ 17 หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
ตอนที่ 17 หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
หลังจากเฉิงอวิ๋นซั่วกล่าวจบ เขาก็อุ้มชิวหลิงที่ตกน้ำขึ้นมาแนบอกแล้วเดินจากไป
ทิ้งให้ซิงไต้หรงยืนนิ่งงันอยู่เพียงลำพัง นางมองดูเฉิงอวิ๋นซั่วอุ้มสตรีอื่นจากไปอย่างเย็นชาและไร้เยื่อใยด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตา
ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว
เขา... เขาทำกับนางเช่นนี้ได้อย่างไร!
บุรุษผู้นี้เคยให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะรักนางเพียงผู้เดียวตราบชั่วฟ้าดินสลายมิใช่หรือ!
คืนนั้น เฉิงอวิ๋นซั่วไม่ได้กลับมาที่เรือนเหยากวง
เขาพักอยู่ที่เรือนชิวเซียงของอนุชิว
คืนเดียวกันนั้น ซิงไต้หรงอาละวาดทลายข้าวของในเรือนเหยากวงจนพังพินาศไปกองใหญ่
นางทั้งร้องไห้ฟูมฟายและส่งเสียงโวยวายอยู่นานค่อนคืน
ลู่หลิงอวิ๋นเพิ่งมารู้เรื่องราวทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น
"ฮูหยินน้อย เมื่อคืนซื่อจื่อค้างกับอนุชิวเจ้าค่ะ แต่อย่างไรก็ตามแม้อนุชิวจะงัดมารยามาใช้สารพัด ซื่อจื่อก็เพียงแค่แยกห้องนอนกับนางเท่านั้น" ชุนซิ่งกลับมารายงานรายละเอียดให้ลู่หลิงอวิ๋นฟัง
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นล่ะ" ชุนเหอที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความฉงน "ตามหลักแล้ว ซื่อจื่อไม่ได้แตกหักกับคนผู้นั้นแล้วหรือ"
ลู่หลิงอวิ๋นนั่งเอนกายแกว่งเก้าอี้ตัวเล็กในเรือนพลางแย้มยิ้มบางๆ "ไม่ได้แตกหักหรอก เป็นเพียงการหยั่งเชิงกันต่างหาก"
"หยั่งเชิงกันหรือเจ้าคะ"
"หยั่งเชิงว่าใครจะเป็นฝ่ายยอมถอยก่อนอย่างไรเล่า" ลู่หลิงอวิ๋นยิ้ม
ระหว่างบุรุษและสตรี หากไม่มีศัตรูร่วมกันให้ต้องต่อสู้ฟันฝ่า เวลาที่เหลืออยู่ก็คือการทำศึกวันละร้อยฝ่าพันกระบวนท่าระหว่างสามีภรรยา
ไม่ลมตะวันออกสยบลมตะวันตก ก็ลมตะวันตกกดข่มลมตะวันออก
แต่เดิมที เฉิงอวิ๋นซั่วตามใจซิงไต้หรงทุกอย่าง ความรักที่เขามีต่อนางนั้นก้าวข้ามกฎเกณฑ์และจารีตประเพณี ซึ่งลึกซึ้งกว่าความรักที่ซิงไต้หรงมีต่อเขามากนัก ซิงไต้หรงจึงถือไพ่เหนือกว่าเสมอมา
ทว่าบัดนี้ ทั้งสองได้เผชิญหน้ากับการทดสอบขีดจำกัดครั้งใหญ่ และเฉิงอวิ๋นซั่วก็ไม่ต้องการเป็นฝ่ายยอมถอยอีกต่อไป
เขาต้องการให้ซิงไต้หรงเป็นฝ่ายยอมแพ้
การที่เขาค้างคืนที่เรือนของอนุชิวเมื่อคืนนี้ แต่กลับปฏิเสธที่จะร่วมหอด้วย ถือเป็นคำตอบของทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน
ส่วนซิงไต้หรงนั้น จากการสังเกตของลู่หลิงอวิ๋นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบปะกัน นางสัมผัสได้ถึงความเย่อหยิ่งจองหองอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าความจองหองนั้นมาจากที่ใด แต่ทั้งแววตาและคำพูดของนางล้วนเปี่ยมไปด้วยความดูถูกและเหยียดหยามผู้คนรอบกาย
นางมองผู้คนด้วยสายตาดูแคลน วางอำนาจบาตรใหญ่และอวดดี
แม้กระทั่งกับเฉิงอวิ๋นซั่ว
ดังนั้นนางจึงมักบีบบังคับให้เฉิงอวิ๋นซั่วเป็นฝ่ายยอมถอยและโอนอ่อนผ่อนตามนางในทุกๆ เรื่องเสมอ
ทั้งคู่จึงติดอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการประลองกำลังใจกันอย่างแท้จริง
"ฮูหยินน้อย ท่านคิดว่าใครจะเป็นฝ่ายยอมถอยเจ้าคะ"
"ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็นคนผู้นั้นแน่!" ชุนเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน "เมื่อคืนนางอาละวาดทุบทำลายข้าวของในเรือนเหยากวงค่อนคืนแล้วก็ไปนอน หากเป็นนิสัยปกติของนาง คงตามไปทุบประตูโวยวายที่เรือนชิวเซียงเสียแล้ว"
ลู่หลิงอวิ๋นยิ้มละมุน "ไม่ใช่หรอก คนที่จะยอมถอยก็ยังคงเป็นเฉิงอวิ๋นซั่วอยู่ดี"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ" ทุกคนเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน
เหตุใดน่ะหรือ?
เพราะตอนนี้เฉิงอวิ๋นซั่วยังคงรักนางมากอยู่อย่างไรเล่า
คนที่รักมากกว่ามักจะเป็นฝ่ายยอมเสมอ
แต่ในโลกนี้จะมีคนที่ยอมทนไปได้ตลอดได้อย่างไร หากคนผู้หนึ่งต้องเป็นฝ่ายคอยหลีกทางให้อยู่เสมอ การเสียสละที่มากเกินไปย่อมกัดกร่อนความรู้สึกรักใคร่ให้เจือจางลงไปทีละน้อย
ลู่หลิงอวิ๋นแย้มยิ้มโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ไม่นานนักเสี่ยวเว่ยก็วิ่งเข้ามารายงาน "ฮูหยินน้อย ซื่อจื่อกลับไปที่เรือนเหยากวงแล้วเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หันไปมองลู่หลิงอวิ๋นเป็นตาเดียว
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกว่าลู่หลิงอวิ๋นช่างราวกับหยั่งรู้ฟ้าดิน ฮูหยินน้อยของพวกนางคาดการณ์สิ่งใดไม่เคยพลาด มักจะให้ความรู้สึกที่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในกำมือได้อย่างง่ายดายเสมอ
ลู่หลิงอวิ๋นเพียงแค่ยิ้มบางๆ ตอบรับสายตาเหล่านั้น
นางไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้นหรอก นางก็แค่เคยผ่านประสบการณ์และพบเห็นสิ่งต่างๆ มามากกว่า ก็แค่เคยใช้ชีวิตมามากกว่าพวกนางหนึ่งชาติภพเท่านั้นเอง
"นำผ้าพับหนึ่งไปมอบให้อนุชิว พร้อมกับน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงสักถ้วย เมื่อวานนางตกน้ำ คงได้รับความคับข้องใจมาไม่น้อย" ลู่หลิงอวิ๋นสั่งการอย่างราบเรียบ
"เจ้าค่ะ" ชุนซิ่งรับคำสั่งอยู่ด้านข้าง
เมื่อชุนซิ่งนำของไปยังเรือนชิวเซียง ชิวหลิงกำลังนั่งสบถด่าอยู่กลางลานเรือน
"นังจิ้งจอกนั่นมันมีมารยาอะไรนักหนา ถึงทำให้ซื่อจื่อหลงใหลจนหัวปักหัวปำได้ถึงเพียงนี้!"
"ก็มาจากหอนางโลมนี่นะ เสน่ห์ยาแฝดคงจะร้ายกาจน่าดู!"
ชุนซิ่งได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นก็ยิ้ม "อนุชิวอย่าเพิ่งโมโหไปเลยเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยให้บ่าวนำของมามอบให้ท่าน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชิวหลิงก็เหลือบมองของในมือของชุนซิ่ง
มีน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงและผ้าเนื้อดีพับหนึ่ง
"ฮูหยินน้อยกล่าวว่า เมื่อวานท่านตกน้ำและต้องทนทุกข์ ท่านคงรู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก"
สีหน้าของชิวหลิงดูสดใสขึ้นมาถนัดตา "เห็นทีฮูหยินเอกยังคงมีความเมตตาอยู่บ้าง"
"มิใช่หรือเจ้าคะ ฮูหยินน้อยของพวกเราเป็นคนใจดีมีเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ คนผู้นั้นมักจะชอบพูดจาโอ้อวดวางโตต่อหน้าฮูหยินน้อยเสมอ แต่ฮูหยินน้อยก็ไม่เคยลงโทษนางเลย"
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ชิวหลิงยิ่งรู้สึกคับแค้นใจมากยิ่งขึ้น "นางช่างเป็นนังจิ้งจอกเนรคุณที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ อาศัยแค่ความโปรดปรานเพียงน้อยนิดก็กล้าล่วงเกินผู้คนไปทั่ว คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับนางอย่างไร!"
ชุนซิ่งมองชิวหลิงพลางกลั้นยิ้ม "อนุชิวมีแผนการอื่นในใจแล้วหรือเจ้าคะ"
ชิวหลิงครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง "อ้อ จริงสิ! ซื่อจื่อชอบขนมกุ้ยฮวาที่ข้าทำที่สุด และตอนนี้ดอกกุ้ยฮวาก็กำลังบานพอดี พวกเราไปทำขนมกุ้ยฮวาให้ซื่อจื่อกันเถอะ!"
ดวงตาของชุนซิ่งเป็นประกาย "ดีเลยเจ้าค่ะ!"
ในขณะเดียวกัน เฉิงอวิ๋นซั่วที่กลับมายังเรือนเหยากวงก็ถือว่าได้ทอดไมตรีอย่างยอมลงให้มากที่สุดแล้ว
ทว่าซิงไต้หรงกลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมลงให้แต่โดยดี
นางขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมกินข้าวกินปลา
เฉิงอวิ๋นซั่วให้คนส่งอาหารเข้าไปหลายครั้ง แต่ซิงไต้หรงก็ปาถ้วยชามทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น
หลังจากที่นางอาละวาดทำลายข้าวของมากครั้งเข้า เฉิงอวิ๋นซั่วก็หมดความอดทนเช่นกัน
"อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน"
เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
นางเป็นฝ่ายทำผิดแท้ๆ แต่กลับยังเอาแต่ใจตัวเองถึงเพียงนี้!
มีแต่เขาที่ต้องคอยตามง้อมาตลอด แต่ต่อให้มีความรักลึกซึ้งเพียงใดก็ไม่อาจทนรับการทรมานเช่นนี้ได้ตลอดไปหรอก
เขาทนอึดอัดอยู่ในเรือนเหยากวงจนถึงช่วงบ่าย รู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างหนัก จึงตัดสินใจเดินออกจากเรือนเหยากวงไป
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเรือน เขาก็เห็นสตรีสองคนกำลังยืนเก็บดอกกุ้ยฮวาอยู่ที่หน้าต้นกุ้ยฮวาด้านนอก
พอเฉิงอวิ๋นซั่วเห็นภาพนั้น เขาก็หวนนึกถึงวัยเด็ก ยามที่เขา ชิวหลิง และคนอื่นๆ ในเรือนพากันไปเก็บดอกกุ้ยฮวาด้วยกัน
เขาชอบกินขนมกุ้ยฮวามาก และชิวหลิงก็มักจะนำดอกกุ้ยฮวาที่เก็บได้มาทำขนมให้เขากินเสมอ
ขณะที่เฉิงอวิ๋นซั่วกำลังหวนรำลึกอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของชิวหลิงในหมู่คนที่กำลังเก็บดอกกุ้ยฮวาพอดี
"ชิวหลิง?"
"ซื่อจื่อ ท่านมาพอดีเลย ข้าเก็บดอกกุ้ยฮวาได้เยอะแยะเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะทำขนมกุ้ยฮวาให้ท่านกินนะเจ้าคะ" ชิวหลิงแย้มยิ้มหวานหยดย้อยให้เขา
สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความทรงจำในอดีตของเฉิงอวิ๋นซั่วให้พรั่งพรูออกมาทันที
"เมื่อวานเจ้าตกน้ำ อาการหวัดก็ยังไม่ทันหายดี เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีสิ" เฉิงอวิ๋นซั่วเอ่ย
"ข้าจะสำคัญถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ตอนนี้ข้าได้ออกจากหอสวดมนต์และได้พบหน้าซื่อจื่ออีกครั้ง ข้าย่อมต้องทะนุถนอมทุกช่วงเวลาที่ได้มองหน้าท่านให้คุ้มค่า" ชิวหลิงกล่าวพลางประคองดอกกุ้ยฮวาในมือ แล้วก้าวเข้าไปหาเฉิงอวิ๋นซั่วด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยนุ่มนวล
เมื่อเฉิงอวิ๋นซั่วได้ยินเช่นนี้ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับซิงไต้หรงที่อยู่ในเรือน ซึ่งเอาแต่ทุบถ้วยชามและไม่ยอมลดราวาศอก ความแตกต่างก็ประจักษ์ชัดแจ้งในทันที เขาหวนนึกถึงตอนที่เขาไล่ชิวหลิงออกไปเพราะเห็นแก่ซิงไต้หรง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมาว่า "พี่ชิวหลิง ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะ"
ชิวหลิงที่รอฉวยโอกาสอยู่แล้ว เมื่อได้ยินสรรพนามที่คุ้นเคย ขอบตาของนางก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที "ข้าจะโกรธเคืองซื่อจื่อได้อย่างไรเจ้าคะ ตราบใดที่ซื่อจื่อยังมีข้าอยู่ในใจ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ข้าตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง ในโลกหล้าผู้เดียวที่ข้าฝากฝังชีวิตไว้ได้ก็คือซื่อจื่อนะเจ้าคะ"
คืนนั้น เฉิงอวิ๋นซั่วก็ค้างคืนที่เรือนชิวเซียงอีกครั้ง
คราวนี้ ซิงไต้หรงก็เริ่มร้อนรนขึ้นมาจริงๆ แล้ว
"ซื่อจื่อไม่กลับมาอีกแล้ว!"
"เจ้าค่ะ เมื่อวานซื่อจื่อก็อยู่กับพี่ชิวหลิง"
"เพียะ!"
ซิงไต้หรงตบหน้าชิวขุยอย่างแรง "ใครเป็นพี่ของเจ้า! นังคนทรยศเนรคุณ! ตกลงใครเป็นนายของเจ้ากันแน่!"
ชิวขุยมองซิงไต้หรงที่ลงไม้ลงมือกับนางด้วยความตื่นตะลึง นี่หรือคือซิงไต้หรงคนเดียวกับที่จับมือนางในวันแรกที่พบหน้า แล้วพร่ำบอกว่าคนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน และนางก็ไม่ใช่ทาสรับใช้ของใคร
"ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม! รีบไปตามซื่อจื่อกลับมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!" ซิงไต้หรงตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว