- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 59 - หากท่านไม่ช่วยข้า เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน
บทที่ 59 - หากท่านไม่ช่วยข้า เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน
บทที่ 59 - หากท่านไม่ช่วยข้า เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน
บทที่ 59 - หากท่านไม่ช่วยข้า เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน
หลินเฉินเตรียมตัวมาดี รีบโกยอ้าววิ่งหนีทันที
"ท่านพ่อ ท่านใจเย็นๆ ก่อน ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่เห็นต้องมาเอาเป็นเอาตายกันเลย มีอะไรค่อยๆ คุยกันดีกว่า"
หลินหรูไห่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง "ยังจะมาคุยอะไรอีก ถึงแม้บรรดาศักดิ์ของบรรพบุรุษจะมาตกต่ำในยุคของข้า แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะไปคว้าหญิงคณิกามาแต่งงานได้นะ!"
บุตรชายของกั๋วกงไปแต่งงานกับหญิงคณิกา หากเทียบกับยุคปัจจุบัน ก็คงจะเหมือนกับลูกชายรัฐมนตรีระดับประเทศ ไปคว้าเอาตัวท็อปจากไนต์คลับคาราโอเกะมาทำเมียนั่นแหละ
"ท่านพ่อ ข้าแค่ให้นางเข้าบ้าน ไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกับนางเสียหน่อย"
"เข้าบ้านก็ไม่ให้เข้า!"
หลินเฉินไม่มีอะไรจะพูด ได้แต่ปิดปากวิ่งหนี หลินหรูไห่ไล่ตามอยู่พักใหญ่ มองดูบ่าวรับใช้ด้านข้างที่ไม่กล้ายื่นมือเข้ามายุ่ง ก็สั่งทันที "จับไอ้ลูกทรพีนี่ไว้"
หลินเฉินก็สวนกลับทันที "ใครกล้า ไม่อยากทำงานแล้วใช่ไหม?"
"ไอ้ลูกทรพี!"
หลินหรูไห่โกรธจนแทบจะขาดใจ บ่าวรับใช้พวกนั้นยิ่งไม่กล้าขยับตัว
ผ่านไปพักใหญ่ หลินหรูไห่หอบหายใจแฮ่กๆ โยนไม้กวาดทิ้ง "ไอ้ลูกทรพี ตามข้าเข้าบ้าน"
เมื่อเห็นว่าหลินหรูไห่อารมณ์เย็นลงแล้ว หลินเฉินถึงได้เดินตามเข้าบ้านไปอย่างสงบ ไม่เกรงใจที่จะนั่งลงตรงนั้น หยิบป้านชาขึ้นมารินดื่มอึกหนึ่ง "ท่านพ่อ ข้าจะบอกอะไรท่านให้นะ ก็แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ท่านต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เลยหรือ?"
"เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ? เจ้ามันเลอะเลือน เจ้าเคยรู้บ้างไหมว่านางมีฐานะอะไร เจ้ารู้ไหมว่าสายอิงกั๋วกงของเรา กลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวงไปหมดแล้ว! เดิมทีบรรพบุรุษสายเราตกทอดมาถึงมือข้า ก็ถือว่าตกต่ำมากแล้ว แต่อย่างน้อยเวลาพูดออกไป ก็ยังเป็นถึงกั๋วกง แต่เจ้าล่ะ สิ่งที่เจ้าทำ มีตรงไหนที่สมกับฐานะบุตรชายของกั๋วกงบ้าง?"
หลินเฉินตอบส่งๆ "ท่านพ่อ ก็แค่ชื่อเสียงหน้าตา มีประโยชน์อะไรกันเล่า ก่อนหน้านี้บรรพบุรุษตระกูลหลินก็ไม่ใช่กั๋วกงสักหน่อย ไม่ได้ติดตามปฐมกษัตริย์บุกเบิกแผ่นดินมาจนได้เป็นกั๋วกงเสียเมื่อไหร่ อีกอย่าง ไฉ่อวิ๋นก็นิสัยดีมาก ไม่ขี้หึง ทั้งยังรู้หนังสือ มีมารยาท นิสัยก็ดี แล้วก็ไม่เรียกร้องจะเป็นภรรยาเอก ข้าคิดว่าถึงเวลาก็ให้เป็นอนุภรรยา ก็สมเหตุสมผลดีออก ประเด็นสำคัญคือ นางสวยมากด้วยนะ"
"ผู้หญิงแบบไหนบ้างที่เจ้าหาไม่ได้ หา? ต่อให้นางจะมีข้อดีร้อยแปดพันเก้า แต่นางเป็นหญิงคณิกา แค่ข้อนี้ข้อเดียว เจ้าก็ให้นางติดตามเจ้าไม่ได้ ถ้านางติดตามเจ้า วันข้างหน้าเจ้ายังจะแต่งภรรยาได้อีกหรือ? บรรดาบุตรสาวของกั๋วกง ลูกสาวขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนัก พอได้ยินชื่อเสียงเจ้า ก็หันหลังวิ่งหนีกันหมดแล้ว"
หลินหรูไห่นั่งลงด้วยความโมโห "ข้าให้เจ้าเลือกสองทาง"
"อะไรหรือ?"
"ทางเลือกแรก ผู้หญิงที่ข้าเคยแนะนำให้เจ้าไปก่อนหน้านี้ เจ้าเลือกมาสักคน แล้วแต่งเข้าบ้านมาซะ"
ตรงหน้าหลินเฉินปรากฏภาพใบหน้าที่แสนจะอัปลักษณ์จนน่าขนลุก พร้อมกับเสียงคำรามดั่งสิงโตคำรามของฮูหยิน ร่างของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที รีบละล่ำละลักว่า "สอง สอง สอง สอง! ข้าเลือกทางเลือกที่สอง!"
หลินหรูไห่พูดอย่างเหลืออด "ทางที่สอง เจ้าเลิกยุ่งกับแม่นางไฉ่อวิ๋นคนนั้น ข้าก็จะไม่บังคับเจ้า"
"ท่านพ่อ ก็แค่เรื่องฐานะ ท่านนี่ยอมหักไม่ยอมงอจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ลูกชายของท่านกำการขนส่งทางน้ำเมืองหลวงและเหล้าเซียนไว้ในมือ กอบโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำทุกวัน ฐานะมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ? ชาติกำเนิดต่ำต้อยไม่ใช่เรื่องน่าอาย ยืดได้หดได้สิถึงจะเป็นลูกผู้ชาย ผู้หญิงก็เหมือนกันนั่นแหละ อีกอย่าง วันนี้ข้าไปไถ่ตัวไฉ่อวิ๋นมา ข้าถึงได้รู้ว่าเมื่อก่อนนางเป็นถึงลูกสาวขุนนาง แค่ต้องระเห็จไปอยู่เจี้ยวฟางซือก็เท่านั้น ชาติกำเนิดก็ถือว่าไม่เลวนะ แล้วนางยังเป็นหญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วย"
หลินเฉินร่ายยาวรวดเดียว ก่อนจะเอ่ยต่อ "เอาล่ะท่านพ่อ ข้าไม่คุยเรื่องนี้กับท่านแล้ว ข้าต้องไปหาวิธีไถ่ตัวนางก่อน"
เมื่อเห็นหลินเฉินเดินออกไป หลินหรูไห่ก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ "ไอ้ลูกทรพี ไอ้ลูกทรพี!"
เขารู้สึกเหนื่อยใจอย่างยิ่ง เดิมทีคิดว่าหลินเฉินเริ่มจะมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าในเรื่องนี้ กลับดื้อดึงไม่ยอมฟังใคร เขาไม่รู้เลยว่า หลังจากไถ่ตัวไฉ่อวิ๋นมาแล้ว ชื่อเสียงเรื่องความเจ้าสำราญจะมาตกอยู่ที่ตัวเอง แล้วจะสลัดหลุดได้อย่างไร?
วันข้างหน้า ลูกสาวของตระกูลดีๆ เหล่านั้น ก็คงจะหมดสิทธิ์ไปโดยปริยาย
เพียงแต่เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หลินหรูไห่ก็รู้สึกจนปัญญาจริงๆ
หลินเฉินกลับมาถึงเรือน อิงเอ๋อร์และสาวใช้คนอื่นๆ ก็รีบเข้ามาหา
วันต่อมา
หลินเฉินตื่นแต่เช้าตรู่ กินอาหารเช้าง่ายๆ แล้วก็เตรียมตัวออกไปข้างนอก
หลินหรูไห่ที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะอาหารเอาแต่นิ่งเงียบ ก่อนหลินเฉินจะก้าวออกจากบ้าน ยังอุตส่าห์หันมาพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "ท่านพ่อ ท่านวางใจเถอะ วันข้างหน้าข้าจะหาลูกสะใภ้ดีๆ มาแต่งเข้าบ้านให้ท่านอย่างแน่นอน"
เพิ่งจะพ้นประตูจวนตระกูลหลิน ก็เห็นเกาด๋ายืนรออยู่แล้ว
หลินเฉินก้าวขึ้นรถม้าอย่างคุ้นเคย ไม่นาน ก็มานั่งอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
หลินเฉินนั่งลงฝั่งตรงข้าม "ข้าว่านะท่านอ๋องเริ่น ท่านนี่เปลี่ยนที่นัดพบทุกรอบเลยนะ?"
เริ่นเทียนติ่งที่นั่งอยู่ตรงนั้น เอ่ยเสียงเรียบ "ข้ายุ่งมาก มีอะไรก็รีบพูดมา"
"ได้ งั้นข้าพูดตรงๆ เลยนะ ช่วงนี้ข้าจะไปไถ่ตัวผู้หญิงคนหนึ่งจากหอหงซิ่ว ท่านรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?"
"อืม"
"ข้าไปที่เจี้ยวฟางซือมาแล้ว การไถ่ตัวมีปัญหาอยู่หน่อย บนแฟ้มประวัติของไฉ่อวิ๋น มีพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ระบุไว้ประโยคหนึ่งว่า ให้เป็นทาสและนางบำเรอไปทุกชั่วอายุคน"
เริ่นเทียนติ่งมีสีหน้าประหลาดใจ "เจ้าก็เลยมาหาข้า?"
"ใช่สิ ข้าไม่หาท่านแล้วจะให้ไปหาใคร อย่างน้อยเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว เรื่องเล็กแค่นี้ท่านคงไม่ปฏิเสธที่จะช่วยหรอกใช่ไหม? อีกอย่าง ท่านก็เป็นคนที่ใกล้ชิดกับฝ่าบาทที่สุด ขอแค่ท่านช่วยพูดแทนข้าสักสองสามประโยคต่อหน้าฝ่าบาท เรื่องนี้มันก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง?"
เริ่นเทียนติ่งขมวดคิ้ว "ที่เจ้าเรียกข้าออกมา ก็เพื่อเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เนี่ยนะ?"
"สำหรับท่านมันอาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับข้ามันไม่ใช่เรื่องเล็กนะ"
เริ่นเทียนติ่งถึงกับพูดไม่ออก "เจ้าก็เป็นถึงบุตรชายกั๋วกง ทำไมถึงได้ไม่มีอนาคตแบบนี้?"
หลินเฉินทำหน้าตาเฉย "พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ ข้ามันก็แค่ลูกแหง่ผลาญสมบัติ ข้ารับปากนางไว้แล้วว่าจะไถ่ตัวให้ ก็ต้องทำให้ได้สิ นี่สิถึงจะเรียกว่ามีคุณธรรมน้ำมิตร ยิ่งไปกว่านั้น แค่เรื่องการขนส่งทางน้ำเมืองหลวง บรรดาลูกขุนนางในเมืองหลวงทั้งหมด มีใครเก่งกาจไปกว่าข้าบ้าง เลี้ยงดูปูเสื่อทำเงินส่งภาษีให้ราชสำนักเดือนละสิบกว่าหมื่นตำลึง ปีหนึ่งก็เป็นล้านตำลึงแล้ว แบบนี้ยังเรียกว่าไม่มีอนาคตอีกหรือ?"
เริ่นเทียนติ่งถอนหายใจ "ถึงแม้สิ่งที่เจ้าพูดจะถูก แต่เจ้าไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาบ้างหรือ? อีกอย่าง ในเมื่อเป็นถึงพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันจะทรงแก้ไขได้อย่างไร?"
"เหลวไหล ดาบของฮ่องเต้องค์ก่อน จะมาฟันขุนนางในยุคปัจจุบันได้ยังไง? นี่มันก็แค่คำพูดคำเดียวของฝ่าบาทไม่ใช่หรือ เฒ่าเริ่น ข้าจะบอกอะไรท่านให้นะ การร่วมมือกันก็คือท่านช่วยข้า ข้าช่วยท่าน ข้าช่วยท่านแล้ว หากท่านไม่ช่วยข้า เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน"
หลินเฉินจ้องมองเริ่นเทียนติ่งเขม็ง
ลวี่จิ้นที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ มุมปากกระตุกถี่ๆ กล้าพูดกับฝ่าบาทแบบนี้ทุกเรื่องเลยจริงๆ นะ
เริ่นเทียนติ่งถึงกับเงียบไปเลย ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้เอ่ยขึ้นว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างไรเสียก็เป็นถึงพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ หากคิดจะเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องรอโอกาสเหมาะๆ ก็ต้องมีความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่พอ เอาความดีความชอบนั้นมาหักล้าง ถึงจะมีโอกาสออกราชโองการได้ โอกาสเหมาะๆ นั้นมีน้อยมาก และความดีความชอบของเจ้า ก็ดูเหมือนจะยังไม่พอ"
หลินเฉินเริ่มครุ่นคิด เริ่นเทียนติ่งเอ่ยต่อ "เจ้าไปสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ บางครั้ง ราชโองการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์ของอดีตฮ่องเต้ ก็ไม่ใช่จะลงพระนามกันได้ง่ายๆ"
พูดจบ เริ่นเทียนติ่งก็ลุกขึ้นยืน
"ท่านจะไปแล้วหรือ?"
เริ่นเทียนติ่งขมวดคิ้ว "ข้าบอกแล้วไงว่าข้ายุ่งมาก คราวหน้าถ้าเจ้าจะติดต่อข้า ต้องเป็นเรื่องที่เป็นงานเป็นการเท่านั้น"
"แล้วอะไรคือเรื่องที่เป็นงานเป็นการล่ะ?"
"เรื่องใหญ่ของราชสำนักนั่นแหละคือเรื่องที่เป็นงานเป็นการ"
เมื่อเห็นเริ่นเทียนติ่งจากไป หลินเฉินก็บ่นกระปอดกระแปด "เฒ่าเริ่น ไอ้คนขี้งก แค่พูดประโยคเดียวก็ไม่ยอมช่วย วันหลังท่านก็อย่าหวังให้ข้าช่วยก็แล้วกัน"
จากนั้น หลินเฉินก็นำคำพูดของเริ่นเทียนติ่งมาขบคิดอีกครั้ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น "เป็นไปไม่ได้มั้ง หรือว่าพ่อของไฉ่อวิ๋น จะก่อเรื่องร้ายแรงอะไรเอาไว้? ถึงขั้นกบฏ? หรือว่าเป็นเรื่องอะไร?"
(จบแล้ว)