- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 51 - เฒ่าเริ่น ท่านมาแล้วหรือ?
บทที่ 51 - เฒ่าเริ่น ท่านมาแล้วหรือ?
บทที่ 51 - เฒ่าเริ่น ท่านมาแล้วหรือ?
บทที่ 51 - เฒ่าเริ่น ท่านมาแล้วหรือ?
ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า คนแจวเรือจะกล่าวว่า "นายท่าน ท่านไปฟังข่าวลือมาจากที่ใดขอรับ สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำ ไม่เคยรังแกชาวบ้านเลยนะขอรับ ในทางกลับกัน กฎเกณฑ์ของสมาพันธ์พวกเราก็คือ ห้ามรังแกชาวบ้าน ห้ามหลอกลวงชาวบ้าน ทำการค้าต้องซื่อสัตย์จริงใจ"
เริ่นเทียนติ่งชะงักไป
คนอื่นๆ บนเรือก็ชะงักเช่นกัน
หลินหรูไห่ลอบถอนหายใจโล่งอก ดีนะ ดีเหลือเกิน ที่ไอ้ลูกทรพีไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
ขุนนางผู้ตรวจการเหยียนแทบไม่อยากจะเชื่อ อดส่งเสียงออกมาไม่ได้ "จะเป็นไปได้อย่างไร?"
"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะขอรับ เมื่อก่อนตอนข้ายังไม่ได้อยู่สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำ ข้าอยู่แก๊งเล็กๆ ท่านรู้หรือไม่ว่าทุกวันพวกเราต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดขนาดไหนเพื่อเรียกลูกค้า เวลาที่มีแขกอยากนั่งเรือ พวกเราก็ทั้งหลอกทั้งล่อ แทบจะอยากให้เขากระเป๋าฉีกจ่ายเงินเพิ่มในการนั่งเรือเที่ยวนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีทางเลือกนี่ขอรับ เพราะหากท่านรับแขกเที่ยวต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ บางครั้งยังต้องอาศัยการแย่งชิงเลยด้วยซ้ำ"
เริ่นเทียนติ่งมีท่าทีครุ่นคิด ส่วนคนแจวเรือก็กล่าวต่อ "แต่หลังจากเข้าสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำแล้ว ทุกเดือนก็มีเบี้ยหวัดตายตัว แถมข้าเลือกแบบรับผู้โดยสารอิสระ ถ้ารับแขกได้มาก ก็ยังได้สิ่งที่เรียกว่าส่วนแบ่งด้วยนะขอรับ นายท่าน ท่านคงไม่รู้หรอก เมื่อก่อนข้าเหนื่อยแทบตายทั้งเดือน ทุ่มเทสุดกำลังเพิ่งจะหาเงินได้แค่เจ็ดแปดตำลึงเงินเท่านั้น แต่เดือนนี้ ข้าลองคำนวณดูแล้ว สามารถหาได้ถึงสิบสามตำลึงเงินเชียวนะขอรับ!"
คนแจวเรือพูดจาฉะฉาน ใบหน้าเต็มไปด้วยสีแดงระเรื่อแห่งความตื่นเต้น
ขุนนางผู้ตรวจการเหยียนขมวดคิ้วถามอีก "ยังมีคนบอกอีกว่า สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำของพวกเจ้า ผูกขาดการขนส่งทางน้ำ"
"นายท่าน ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนั้นหรอกนะขอรับ ข้าแค่อยากจะพูดอย่างยุติธรรมสักหน่อย ก่อนที่จะมีสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำมาผูกขาด แก๊งขนส่งทางน้ำใหญ่ๆ ต่างก็ต่อสู้กันบ่อยครั้งเพื่อแย่งชิงอาณาเขต อาศัยความแข็งแกร่งเป็นตัวตัดสิน แก๊งไหนมีกำลังมาก ก็ยึดเส้นทางน้ำที่ดีที่สุดไปได้ ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะ เวลาที่คนแจวเรือของแต่ละแก๊งมาเจอกันในวันธรรมดา ก็ยังมีการยั่วยุถากถางกันอีก
พูดตามตรง เมื่อก่อนตอนข้าขับเรือ ก็กลัวแทบตายว่าจะถูกแก๊งไหนหมายหัวเอา แต่ตอนนี้พอการขนส่งทางน้ำถูกสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำผูกขาด การขนส่งทางน้ำก็ปลอดภัยขึ้นมากเลยขอรับ"
เริ่นเทียนติ่งรู้สึกสนใจอย่างมาก "พูดอีกอย่างก็คือ การควบคุมของสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำ กลับทำให้ดีขึ้นงั้นหรือ?"
"นายท่าน ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ สบายกว่าเมื่อก่อน แถมยังทำเงินได้มากกว่า ข้าล่ะพึงพอใจมากจริงๆ ก่อนหน้านี้ยังแอบรู้สึกกังวลใจอยู่เลย"
เริ่นเทียนติ่งหันไปมองขุนนางผู้ตรวจการเหยียน ขุนนางผู้ตรวจการเหยียนยังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เขาจึงถามตรงๆ ว่า "แล้วการจัดการของสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ดีมากเลยขอรับ ทุกท่าเรือมีองครักษ์ของสมาพันธ์คอยเดินลาดตระเวน แถมขึ้นเรือริมฝั่ง ยังมีการเก็บค่าดูแลรักษาความสะอาด กวาดล้างพื้นดินให้สะอาดสะอ้านขึ้นด้วยขอรับ"
เริ่นเทียนติ่งมองดูเสื้อคลุมสีเหลืองบนตัวของคนแจวเรือ อดไม่ได้ที่จะถาม "ชุดที่พวกเจ้าใส่อยู่นี่ คืออะไรหรือ?"
"ตอบนายท่าน นี่คือชุดที่สมาพันธ์แจกให้ขอรับ เถ้าแก่ของพวกเราบอกว่าต้องการเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าการจดจำ ให้ชุดทำงานบนเรือเป็นแบบเดียวกันหมด วันข้างหน้าขอเพียงชาวบ้านในเมืองหลวงเห็นพวกเรา ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นเรือของสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำ ต้องทำให้ชาวบ้านรู้ว่า สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำของเราค่าบริการถูก และเก็บเงินอย่างยุติธรรมขอรับ"
ตามด้วยคำพูดพรั่งพรูของคนแจวเรือ "อีกอย่าง ความจริงแล้วการขนส่งทางน้ำก็อนุญาตให้คนอื่นมาขับเรือได้นะขอรับ เพียงแต่ต้องไปลงทะเบียนที่สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำ และจ่ายเงินหนึ่งตำลึงเงิน เช่นนี้เรือส่วนตัวก็สามารถขับเรือรับจ้างต่อไปได้ แต่ไม่อนุญาตให้ซ่องสุมตั้งแก๊งอีก"
เริ่นเทียนติ่งพยักหน้า บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้ม ภายในใจค่อนข้างพึงพอใจกับการกระทำของหลินเฉินไม่น้อย
จูจ้าวกั๋วเองก็ลอบสังเกตสีหน้าของฝ่าบาทอย่างลับๆ เมื่อเห็นว่าพระองค์ทรงพอพระทัย อีกทั้งได้ยินคนแจวเรือพูดเช่นนั้น ภายในใจก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน
ดูท่า ไอ้ลูกแหง่หลินเฉินนี่ จะมีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ
"นายท่าน" จูจ้าวกั๋วกดเสียงต่ำ "ดูเหมือนว่า ฎีกากล่าวโทษหลินเฉินก่อนหน้านี้ จะไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงนะขอรับ"
เริ่นเทียนติ่งรับคำสั้นๆ ในเวลานี้เขาเองก็เริ่มคาดหวังขึ้นมาบ้างแล้ว ในเมื่อการจัดการการขนส่งทางน้ำที่หลินเฉินเสนอนั้น ได้ผลจริงๆ แล้วท้ายที่สุดจะทำเงินได้เท่าไหร่กันนะ?
นี่ต่างหากคือประเด็นสำคัญ ในแต่ละเดือนสามารถเก็บภาษีให้ราชสำนักได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็สามารถแบ่งเบาภาระของเขาได้มากเท่านั้น
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เริ่นเทียนติ่งก็ถามคนแจวเรืออีก "สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำนี้ ปัจจุบันมีคนเท่าไหร่หรือ?"
"เรื่องนี้ข้าไม่ค่อยแน่ใจหรอกขอรับ แต่ก็ถือว่าเยอะเอาการ ตอนแรกที่สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำติดประกาศบอกว่าการขนส่งทางน้ำอยู่ในความดูแลของเขา มีคนมากมายไม่ยอมรับ ยังมีแก๊งขนส่งทางน้ำบางส่วนรวมตัวกันไปหาเรื่อง ผลปรากฏว่าเถ้าแก่ฝั่งนั้นเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ องครักษ์ที่พามาเก่งกาจมากเลยขอรับ อ้อ จริงสิ ข้ายังได้ยินมาว่า มีองครักษ์ของอวีกั๋วกงอะไรสักอย่างด้วย"
ขวับ!
สายตาของขุนนางผู้ตรวจการเหยียน หันขวับไปมองจูจ้าวกั๋วโดยตรง
จูจ้าวกั๋วกระแอมไอเบาๆ แสร้งทำเป็นทอดสายตามองผืนน้ำที่อยู่ไม่ไกล สายน้ำในวันนี้ ดูเหมือนจะใสสะอาดเป็นพิเศษเชียวนะ
หลินหรูไห่เองก็มีสีหน้าแปลกประหลาด ส่วนเริ่นเทียนติ่งมีรอยยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม "ถึงกับมีกั๋วกงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย องครักษ์ย่อมต้องมีฝีมือสูงส่ง ดูท่า สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำนี้ จะเติบโตขึ้นมากจริงๆ"
ใช้เวลาไม่นาน เรือก็เทียบท่า คนแจวเรือผู้นั้นขอตั๋วเรือที่เพิ่งซื้อไปเมื่อครู่จากพวกเขา
"รบกวนขอตั๋วเรือให้ข้าด้วยขอรับ"
เริ่นเทียนติ่งถามด้วยความสงสัย "เจ้าเอาตั๋วเรือนี้ไปทำอะไรอีก?"
สิ่งที่เรียกว่าตั๋วเรือนี้ คือกระดาษที่ผ่านกระบวนการพิมพ์แบบพิเศษ ลวดลายบนนั้นค่อนข้างซับซ้อน
คนแจวเรือรับตั๋วเรือมาพร้อมรอยยิ้ม "นายท่าน ท่านคงไม่รู้ สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำของเรา สามารถคำนวณส่วนแบ่งจากตั๋วเรือได้ ยิ่งในแต่ละเดือนสะสมตั๋วเรือได้มากเท่าไหร่ พวกเราก็จะได้เงินพิเศษเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นขอรับ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
เริ่นเทียนติ่งรู้สึกแปลกใหม่จริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีวิธีการจ่ายเบี้ยหวัดแบบนี้ด้วย
"เอาล่ะ ไปดูที่สมาพันธ์การขนส่งทางน้ำกันเถอะ จำไว้ ห้ามเปิดเผยสถานะของเรา"
"พ่ะย่ะค่ะ"
พวกหลินหรูไห่ขานรับ เดินตามเริ่นเทียนติ่งไปยังลานกว้างด้านหน้าที่มีป้ายสมาพันธ์การขนส่งทางน้ำแขวนอยู่
องครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูขวางพวกคนทั้งหมดไว้ ก่อนจะเข้าไปรายงาน เมื่อเริ่นเทียนติ่งและคนอื่นๆ เข้าไปด้านใน ก็พบว่าที่นี่คึกคักเป็นอย่างมาก
ทั้งคนแจวเรือ องครักษ์ที่กำลังขนย้ายหีบ บัณฑิตที่ทำหน้าที่เป็นสมุห์บัญชี แม้คนจะเยอะแต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย
"โย่ว เฒ่าเริ่น ท่านมาแล้วหรือ?"
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
ขุนนางผู้ตรวจการเหยียน จูจ้าวกั๋ว และหลินหรูไห่ ล้วนชะงักงัน จากนั้นก็เบิกตากว้างมองไป ก็เห็นว่าบนเก้าอี้หวายที่อยู่ด้านข้าง มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ กำลังกินองุ่นไปพลาง ตรวจดูแฟ้มเอกสารไปพลาง
เฒ่า เฒ่าเริ่น???
ในหัวของหลินหรูไห่ดังอื้ออึง เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไอ้ลูกทรพีคนนี้ ไปรู้จักกับฝ่าบาทได้อย่างไร?
จูจ้าวกั๋วเองก็เบิกตากว้าง เดี๋ยวก่อน ฝ่าบาทกับหลินเฉินรู้จักกันมาตั้งนานแล้วหรือ?
แถมยังสนิทสนมกันขนาดนี้?
ซี๊ด!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง เมื่อนึกถึงลูกชายของตนที่สนิทสนมกับหลินเฉิน ภายในใจก็อดที่จะร้อนรุ่มขึ้นมาไม่ได้
ขุนนางผู้ตรวจการเหยียนเองก็มีสีหน้างุนงงและตกตะลึง เขามองหลินเฉินสลับกับเริ่นเทียนติ่ง
นี่มัน...
ชั่วขณะนั้น เขาก็รู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมา
ส่วนหลินเฉินลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นคนที่เดินตามหลังเริ่นเทียนติ่งมา ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ทำไมท่านถึงพาคนมาเยอะแยะขนาดนี้? อ้าว? ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย?"
หลินหรูไห่อ้าปากค้าง "ข้า ข้าตามท่านอ๋องเริ่นมาดูน่ะ ไม่คิดเลยว่า ไอ้ลูกท... เฉินเอ๋อร์ เจ้าจะจัดการการขนส่งทางน้ำนี้ได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้"
"แน่นอนสิท่านพ่อ ข้าเคยบอกท่านแล้วไง ว่าลูกชายท่านคือปราชญ์จุติลงมาเกิด ท่านพ่อนั่งตามสบายเลยนะ ข้าจะให้คนไปเอาผลไม้มาให้ท่านกิน"
หลินเฉินสั่งให้คนยกเก้าอี้มาให้ พร้อมกับนำผลไม้มาเสิร์ฟ
หลินหรูไห่มองเริ่นเทียนติ่งอย่างประหม่า ดูเหมือนพระองค์จะไม่มีท่าทีว่าจะประทับนั่ง
หลินเฉินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "ท่านพ่อ ท่านจะไปสนใจเขาทำไม? ดูจากหน้าตา เฒ่าเริ่นก็น่าจะอายุแค่สามสิบกว่าๆ ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงไปกว่าท่าน ยืนสักหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกน่า"
หัวใจของหลินหรูไห่เต้นระรัว เขาเบิกตากว้าง ไอ้ลูกทรพี เจ้าหยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!
(จบแล้ว)