เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ความตกตะลึงของเจียงหยวนหยวน และแนวคิดของเกาหยวน

บทที่ 12 ความตกตะลึงของเจียงหยวนหยวน และแนวคิดของเกาหยวน

บทที่ 12 ความตกตะลึงของเจียงหยวนหยวน และแนวคิดของเกาหยวน


"อย่าลืมเลี้ยงหม้อไฟฉันด้วยล่ะ เข้าใจไหม? ถ้าไม่มีฉัน เรื่องมันจะราบรื่นขนาดนี้เหรอ"

"เอาน่า ๆ ไว้ฉันผ่านช่วงยุ่ง ๆ นี้ไปได้เมื่อไหร่ จะเลี้ยงเสี่ยวหลงข่านชุดใหญ่เลย"

"พวกเราเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันแท้ ๆ นี่แกไม่รู้หรือไงว่าฉันไม่กินเผ็ดน่ะ?"

"อ้าว... งั้นเปลี่ยนเป็นหม้อไฟกระเพาะหมูตุ๋นไก่ หรือไม่ก็หม้อไฟเนื้อวัวสไตล์แต้จิ๋วดีไหม? แบบนี้โอเคใช่ป่ะ"

"ฮิฮิ แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย"

หลังจากเดินออกมาจากธนาคาร เจียงหยวนหยวนก็โบกมือลาเกาหยวนและเฉาเฟยหยู่ด้วยความกระตือรือร้น พลางสายตามองส่งพวกเขาทั้งสองคนก้าวขึ้นรถฮอนด้า แอคคอร์ด สีดำคันเก่าคร่ำคร่า

"หยวนหยวน เพื่อนร่วมชั้นของเธอคนนี้ทำตัวติดดินจังเลยนะ รวยขนาดนี้แต่ยังขับรถพรรค์นี้อยู่อีกเหรอ"

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เจียงหยวนหยวนหันขวับไปมองก็พบว่า หลิวเจินหรู เพื่อนร่วมงานของเธอมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เจียงหยวนหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย "พวกเขาไม่ได้รวยอะไรขนาดนั้นหรอก ครอบครัวของเกาหยวนทำโรงงานเล็ก ๆ อย่างมากก็แค่พอกินพอใช้ ส่วนเฉาเฟยหยู่ พ่อแม่เขาเป็นพวกปัญญาชน มีหน้ามีตาในสังคมก็จริง แต่ฐานะทางการเงินก็ถือว่าปานกลางนะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเจินหรู ก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "นี่เธอไม่รู้เรื่องเลยเหรอ? เพื่อนของเธอคนนี้มีสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่น่าทึ่งมากอยู่ในมือนะ! ผู้จัดการใหญ่ลู่ถึงกับสะบัดปากกาอนุมัติเงินกู้ให้ตั้งห้าสิบล้านหยวน! ทุบสถิติใหม่ของธนาคารเราเลยล่ะ!"

เจียงหยวนหยวนถึงกับยืนอึ้ง ตอนแรกเธอไม่ได้เอ่ยปากถามถึงตัวเลขเงินกู้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา

แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่า ยอดเงินกู้มันจะมหาศาลขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเจียงหยวนหยวนจะเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและมีเอกสิทธิ์เหนือใคร แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไปอยู่ดี

เพราะเกาหยวนไม่ได้ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ มาค้ำประกันกับธนาคารเลย เขาใช้เพียงแค่สิทธิบัตรการประดิษฐ์ฉบับเดียวเท่านั้น เจียงหยวนหยวนนึกไม่ออกจริงๆ ว่ามันคือสิ่งประดิษฐ์อะไรกันแน่? และทำไมมันถึงมีมูลค่ามากมายมหาศาลขนาดนี้?

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ธนาคารกล้าปล่อยกู้ถึงห้าสิบล้านหยวน ย่อมหมายความว่ามูลค่าทางการตลาดที่แท้จริงของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะต้องสูงกว่าห้าสิบล้านหยวนอย่างแน่นอน หรืออาจจะแตะหลักหลายร้อยล้านหยวนด้วยซ้ำ!

ด้วยความสงสัยอันท่วมท้น เจียงหยวนหยวนจึงเดินไปเคาะประตูห้องทำงานของผู้จัดการใหญ่ลู่

ลู่หยงไม่ได้ปิดบังอะไร เขากำลังคุยสายอยู่พอดี โดยกำลังอธิบายให้ผู้นำจากสำนักงานใหญ่ฟังว่าเรื่องราวได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว และได้อนุมัติเงินกู้จำนวนห้าสิบล้านหยวนให้กับเกาหยวนไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งผู้นำสำนักงานใหญ่เองก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อย เขาจึงต้องต่อสายตรงไปยังเมืองหลวงเพื่อขอความเห็นจากบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังกำแพงสูงอีกทีกระทั้งได้ข้อสรุป

"หยวนหยวน มีธุระอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" ลู่หยงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจหลังจากวางสาย จากน้ำเสียงของเบื้องบนเมื่อครู่ ดูท่าว่าทางนั้นจะพึงพอใจกับการรับมือของเขาในครั้งนี้มาก

เจียงหยวนหยวนเอ่ยถามด้วยความกังวล "คุณอาคะ ทำไมถึงอนุมัติเงินกู้ก้อนใหญ่ขนาดนั้นให้เกาหยวนล่ะคะ? แล้วถ้าเกิดเขาไม่มีปัญญาชำระคืนขึ้นมาจะทำยังไง?"

ลู่หยงชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจความคิดของเธอได้ในทันที เจียงหยวนหยวนมองปัญหาด้วยมุมมองของเด็กสาวธรรมดา ๆ โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า เรื่องราวในครั้งนี้มันพัวพันไปถึงระดับเบื้องบนที่สูงส่งเกินกว่าจะจินตนาการ

เหตุผลที่มีผู้เชี่ยวชาญจากเมืองหลวงคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ลับ ๆ นั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังทวีความรุนแรงและตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนหน้านี้ลู่หยงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเท่านี้นัก แต่หลังจากได้ลองเอ่ยปากถามผู้รู้และศึกษาดูอย่างละเอียด เขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงอานุภาพการทำลายล้างอันมหาศาลของ เส้นใยเอ็กซ์ ที่มีต่ออุตสาหกรรมเส้นใยเคมีทั้งหมด

หากสิ่งนี้ถูกปล่อยออกสู่ท้องตลาด ถ้าพูดแบบเบา ๆ มันจะสั่นคลอนรากฐานของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเส้นใยเคมีระดับโลก ซึ่งนำโดยบริษัทดูปองท์แห่งอเมริกาเหนือ

แต่ถ้าพูดให้รุนแรงกว่านั้น มันอาจจะเข้าขั้นกลืนกินตลาดโลกทั้งหมด! และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง!

ลู่หยงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลือดลมสูบฉีดทุกครั้งเมื่อนึกถึงพายุหมุนลูกใหญ่ที่เส้นใยเอ็กซ์กำลังจะพัดกระหน่ำในอนาคตอันใกล้!

ลู่หยงเผยแววตาอบอุ่นและกล่าวว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกหยวนหยวน เกาหยวนมีความสามารถในการชำระหนี้คืนตรงเวลาแน่นอน เส้นใยชนิดใหม่ของเขามีมูลค่าทางการตลาดที่มหาศาลมาก อาทำงานด้านสินเชื่อมานานกว่ายี่สิบปี สายตาและ ความมั่นใจในเรื่องนี้อาไม่เคยพลาด"

ความคิดของเด็กสาววัยยี่สิบปีมักจะเรียบง่ายเสมอ เจียงหยวนหยวนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น "ถ้าอย่างนั้น เกาหยวนก็ถือว่าฉลาดมากเลยสิคะ แล้วสิ่งประดิษฐ์ของเขาก็มีค่ามากจริง ๆ ใช่ไหม?"

เรื่องเงินงั้นเหรอ?

ขนาดเบื้องบนยังให้ความสำคัญขนาดนี้ มันคงไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียวแล้วล่ะ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หยงจึงเอ่ยกับเจียงหยวนหยวนด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นว่า "ถ้ามีเวลา ก็ลองทำความรู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อเกาหยวนคนนี้ให้มากขึ้นนะ อนาคตของเด็กหนุ่มคนนี้... ไกลจนประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ"

...

ห้าสิบล้านหยวน!

ห้าสิบล้านหยวนเต็ม ๆ!

ตลอดทางขากลับ เกาหยวนเอาแต่ฉีกยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็นจานเชิง เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะได้รับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาไว้ในมือจริง ๆ

โบราณว่าไว้ เงินเพียงเหรียญเดียวก็อาจทำให้อัศวินตกม้าตายได้ แม้ว่าเงินก้อนนี้จะเป็นเงินกู้ที่ต้องชำระคืนในอนาคต แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยคลี่คลายวิกฤตอันใหญ่หลวงและเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ของเกาหยวนได้สำเร็จ

"พวกเราไปหาที่ฉลองกันดีกว่า!" เกาหยวนเอ่ยด้วยความลิงโลด "มีเงินก้อนนี้แล้ว พวกเราสามารถลุยกันได้อย่างเต็มคราบและจัดหนักจัดเต็มได้เลย!"

"เรื่องฉลองมันก็ควรอยู่หรอก แต่พวกเราต้องมาวางแผนการจัดสรรเงินทุนกันด้วยนะ จะปล่อยให้ระบบการจัดการมันหละหลวมเหมือนตอนที่คุณพ่อของแกบริหารโรงงานไม่ได้อีกแล้ว ทุกแผนกจำเป็นต้องมีการจัดทำงบประมาณทางการเงินอย่างชัดเจน"

เฉาเฟยหยู่พยักหน้าเห็นด้วย แต่เมื่อหันไปเห็นเกาหยวนกำลังกดโทรศัพท์มือถือ จึงเอ่ยกระเซ้าพร้อมรอยยิ้มว่า "นี่แกกำลังจะโทรชวนเจียงหยวนหยวนออกมากินข้าวเหรอ? ถ้ารู้แบบนี้แกควรจะนัดแนะกับเธอตั้งแต่ตอนอยู่ที่ธนาคารแล้วนะ มาโทรเอาป่านนี้มันดูจงใจไปหน่อยมั้ง"

ห๊ะ?

เกาหยวนปรายตามองเฉาเฟยหยู่ด้วยความเคลือบแคลงใจ ก่อนจะสวนกลับไปว่า "ใครบอกแกกันล่ะว่าฉันจะโทรชวนเจียงหยวนหยวน?"

เฉาเฟยหยู่อึ้งไป "ไอ้คนไร้น้ำใจเอ้ย แกเพิ่งจะรับปากว่าจะเลี้ยงหม้อไฟเธอไปหยก ๆ ไม่ใช่หรือไง? นี่ลืมง่ายลืมดายในพริบตาเลยเหรอวะ"

เกาหยวนขมวดคิ้ว "เรื่องเจียงหยวนหยวนเอาไว้ทีหลังเถอะ จริง ๆ แล้วคนที่ฉันอยากจะเชิญมาร่วมโต๊ะก็คือสวี่ชิงโจวต่างหาก ดร. สวี่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถระดับหาตัวจับยาก ถ้าเขาตกลงปลงใจมาช่วยพวกเราทำวิจัยและพัฒนาได้ มันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

เฮ้อ~

เฉาเฟยหยู่เอามือกุมขมับอย่างระอาใจ คิดในใจว่าเวลาคนอื่นเขาจะเฉลิมฉลองกัน มักจะเชิญสาว ๆ สวย ๆ มาร่วมงานเพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศ แต่แกกลับคิดอยากจะชวนแต่ผู้ชายเนี่ยนะ? มันใช้ได้ที่ไหนกัน?

และแล้วในค่ำคืนนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าเจียงหยวนหยวนได้กินหม้อไฟสมใจอยากหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ มีชายฉกรรจ์สามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ที่ร้านหม้อไฟเนื้อวัวสไตล์แต้จิ๋ว

และก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า ผู้ชายทั้งสามคนนี้มีรสนิยมที่เข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาต่างเป็นพวกนิยมการกินเนื้อสัตว์ ไม่ชอบกินผัก บนโต๊ะจึงเต็มไปด้วยจานเนื้อวัววางเรียงรายจนแน่นเอี้ยด มีเพียงเต้าหู้แช่แข็งและผักตั้งโอ๋จานเล็ก ๆ ผอมแห้งคอยประดับโต๊ะไว้พอเป็นพิธีสำหรับสายมังสวิรัติเท่านั้น

หลังจากร่ำสุรากันไปได้สองสามรอบ บทสนทนาของทั้งสามคนก็เริ่มเป็นไปอย่างออกรสออกชาติและสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

"ถามจริง ๆ เถอะ ตอนนี้แกก็มีเงินทุนพร้อมแล้ว แผนการพัฒนาขั้นต่อไปแกคิดจะทำยังไง" สวี่ชิงโจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและท่าทางจริงจัง

เกาหยวนยิ้มพลางตอบกลับว่า "ฉันตั้งใจจะเดินบนเส้นทางแบบ 'สินทรัพย์เบา เน้นหนักการวิจัยและพัฒนา' น่ะครับ"

สินทรัพย์เบา? เน้นหนักการวิจัยและพัฒนา?

ดวงตาของสวี่ชิงโจวเปล่งประกายขึ้นมาทันที "ฉันเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์วัสดุมา ไม่ค่อยรู้เรื่องการบริหารจัดการหรอกนะ แต่แนวทางที่แกพูดมานี่มันฟังดูน่าสนใจดีทีเดียว?"

"มันเรียบง่ายมากครับ" เกาหยวนอธิบาย "พวกเราจะรับผิดชอบเฉพาะในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น ส่วนกระบวนการผลิตจะส่งต่อให้โรงงานอื่น ๆ รับช่วงต่อในลักษณะของการรับจ้างผลิต เพื่อดึงข้อดีและศักยภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศจีนออกมาให้ได้มากที่สุด"

"อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า สงครามการค้าในปัจจุบันมันโหดร้ายมาก ฉันเห็นพวกผู้เชี่ยวชาญในอินเทอร์เน็ตพากันวิเคราะห์และคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งมุมมองของพวกเขาก็ดูมีเหตุมีผลดีอยู่หรอก แต่ในความคิดของฉันน่ะ แผนการของพวกตะวันตกมันเรียบง่ายมากเลยครับ พวกเขาแค่ต้องการจะฆ่าพวกเราให้ตายคามือเท่านั้นเอง"

เฮ้อ~

ทั้งสวี่ชิงโจวและเฉาเฟยหยู่ต่างพากันขมวดคิ้ว มุมมองและการประเมินสถานการณ์ของเกาหยวนที่มีต่ออีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น ดูจะมีความโหดร้ายและตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก

หลังจากหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เกาหยวนก็กล่าวต่อไปว่า "แต่ในเมื่อพวกตะวันตกตัดสินใจที่จะเปิดฉากฆ่าฟัน โดยใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้าและสกปรกทุกรูปแบบ แล้วทำไมพวกเราถึงยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งขนาดนี้ล่ะครับ?"

"เป็นเพราะพวกเรามีประชากรจำนวนมากงั้นเหรอ?"

"เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ อินเดียเองก็มีประชากรจำนวนมหาศาล แถมยังมีสัดส่วนของคนหนุ่มสาวมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ฉันมั่นใจเลยว่า ถ้าอินเดียต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเราในวันนี้ พวกเขาจะไม่มีทางต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว และคงจะต้องคุกเข่าสยบยอมในทันที"

"การที่พวกเราจะเติบโตและอยู่รอดในโลกใบนี้ได้ พวกเราต้องมีไพ่ตาย และไพ่ตายใบสำคัญใบหนึ่งก็คือ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ"

"เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 มีชาวเน็ตคนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ทางการอเมริกาเหนือได้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเพื่อโค่นล้ม เอโบ โมราเลส ในประเทศโบลิเวีย เพียงเพื่อต้องการฮุบทรัพยากรลิเธียมของประเทศนั้น พฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าหน้าด้านและไร้ยางอายอย่างเห็นได้ชัด"

"หลังจากนั้นไม่นาน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลากรุ๊ป ซึ่งเป็นไอดอลสายเทคโนโลยีที่กำลังโด่งดังและมีแฟนคลับล้นหลามในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็ได้ออกมาตอบโต้ผ่านสาธารณะตรง ๆ ว่า 'หึ บนโลกใบนี้ ประเทศอเมริกาของพวกเราอยากจะโค่นล้มใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ'"

"ความโอหัง มันคือความโอหังและไร้เหตุผลสิ้นดี ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากก็เดือดดาลขึ้นมาทันที ทุกคนก็รู้ดีว่า ไม่ใช่แค่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น แม้แต่ในประเทศจีนของพวกเราเองก็มีแฟนคลับของมัสก์อยู่มากมาย ทุกคนต่างเทิดทูนและยกย่องเขา คิดว่าเขาเป็นนักสากลนิยม และจินตนาการไปไกลว่ามัสก์จะเป็นผู้นำพามนุษยชาติก้าวข้ามออกไปนอกระบบสุริยะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลึก ๆ ในใจของมัสก์ก็คือพวกคลั่งลัทธิคนขาวเป็นใหญ่"

"ฉันเห็นชาวเน็ตหลายคนในโลกออนไลน์แสดงความตกใจและรู้สึกว่าโลกทัศน์ของตัวเองพังทลาย แต่สำหรับฉันแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรมากเลยครับ เพราะก่อนหน้ามัสก์ ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนอย่าง ซักเคอร์เบิร์ก ที่เคยได้รับฉายาว่าเป็น 'ลูกเขยแห่งประเทศจีน' ได้แสดงให้เห็นถึงความกลับกลอกและจอมปลอมของคนขาวอย่างเต็มคราบไปแล้ว"

"ครั้งหนึ่ง ซักเคอร์เบิร์กถึงกับยอมวิ่งโร่มาที่เมืองหลวง วิ่งจ็อกกิ้งท่ามกลางหมอกควัน พยายามพูดภาษาจีนแบบงู ๆ ปลา ๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาอกเอาใจพวกเรา แต่ทว่า ทันทีที่เขาพบว่าตัวเองไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์จากพวกเราได้อีกต่อไป เขาก็พร้อมที่จะหันกลับมาแทงข้างหลังพวกเราในทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย"

สวี่ชิงโจวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมคำพูดของเกาหยวนว่า "ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ตอนที่ เดวิด ฟินเชอร์ กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เดอะ โซเชียล เน็ตเวิร์ก เขาก็ได้ทำนายถึงธาตุแท้ อันต่ำช้าของซักเคอร์เบิร์กเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่น่าเสียดายที่ในตอนนั้น พวกเราทุกคนต่างคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และไม่ได้เก็บเอาพล็อตเรื่องมาใส่ใจอย่างจริงจัง"

"ใช่ครับ บางครั้งฉันก็ต้องยอมรับว่าพวกผู้กำกับ นักเขียน หรือศิลปินคนอื่น ๆ มักจะมีมุมมองต่อปัญหาที่เฉียบคมและทะลุปรุโปร่งกว่าพวกเรา" เกาหยวนกล่าวพยักหน้ารับพลางยักไหล่ "อย่างไรก็ตาม มัสก์และซักเคอร์เบิร์กต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกันนั่นแหละ แต่ทำไมสุดท้ายแล้วมัสก์ถึงเลือกที่จะมาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศจีนล่ะครับ?"

"ไม่ใช่เพราะห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบของพวกเราหรอกเหรอ? ในอุตสาหกรรมยานยนต์ จุดบกพร่องของพวกเราคือเรื่องเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ทว่ารถยนต์ของเทสลามันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบังเอิญว่ามันไม่มีทั้งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น เมื่อมองไปทั่วทั้งโลก จึงไม่มีสถานที่ผลิตไหนจะเหมาะสมไปกว่าประเทศจีนอีกแล้ว ต่อให้มัสก์จะเป็นพวกคลั่งคนขาวเป็นใหญ่ขนาดไหน เขาก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเข้ามาปักหลักที่เซี่ยงไฮ้อยู่ดี"

เฉาเฟยหยู่ขมวดคิ้ว "ถ้าอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อมัสก์ไม่ได้หวังดีกับพวกเรา และถ้าเขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มันอาจจะเป็นผลร้ายต่อพวกเราในอนาคต แล้วทำไมพวกเราถึงยังยอมปล่อยให้เขาเข้ามาล่ะ? นี่ไม่ใช่การชักศึกเข้าบ้านหรอกเหรอ"

เกาหยวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "มันไม่ใช่การชักศึกเข้าบ้านหรอกครับ อย่างมากที่สุดมันก็แค่ 'ทฤษฎีปลาดุก' เท่านั้นแหละ"

"เมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกเราเองก็ทุ่มเงินลงทุนไปกับรถยนต์ไฟฟ้ามหาศาลเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว พวกบริษัทรถยนต์ต่างพากันวิ่งเข้าหาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อหลอกเอาเงินหลวงไปเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงออกมาได้เลย"

"ทุกคนก็รู้อยู่เต็มอกว่า อุตสาหกรรมยานยนต์คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ มันช่วยขับเคลื่อนและสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนนับร้อยล้านคน ในสมรภูมิเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลแบบดั้งเดิม มันยากมากที่พวกเราจะไล่ตามพวกยักษ์ใหญ่ระดับโลกเหล่านั้นได้ทัน และต่อให้ไล่ทัน ก็ต้องใช้เวลานานเกินไป"

"แต่พวกเราสามารถแซงทางโค้งได้ สิ่งที่ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในสมรภูมิเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล พวกเราจะทำให้สำเร็จด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า"

"ก่อนที่จะเข้ามาในประเทศจีน ซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ของเทสลาคือบริษัทพานาโซนิคของญี่ปุ่น แต่ทว่า นับตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา พานาโซนิคก็ถูกยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่ของจีนอย่าง ซีเอทีแอล แซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากนี้ ยังมีบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อีกมากมายที่ได้รับอานิสงส์และผลประโยชน์ตามไปด้วย"

"ส่วนแบ่งทางการตลาดมันมีจำกัดเสมอ การที่ซีเอทีแอลเข้าไปแย่งเค้กชิ้นโตของพานาโซนิค ย่อมทำให้พานาโซนิคต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และเมื่อรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นเทรนด์ที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทอย่าง แซดเอฟ ที่ผลิตระบบส่งกำลัง, บอช ที่ผลิตระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง หรือเดนโซ ที่ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ก็จะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

"ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์แบบดั้งเดิมมันคือทางวิ่งคนละเส้นกัน และเห็นได้ชัดว่าทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นใจให้กับพวกเรามากกว่า ทุกคนต่างขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น มัสก์เข้ามาที่นี่เพื่อทำธุรกิจ และพวกเราก็เปิดประตูให้เขาเข้ามาทำธุรกิจ ต่างคนต่างก็ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ"

ชายหนุ่มคีบเนื้อส่วนร่องซี่โครงลวกสุกเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ จากนั้นก็ยกเบียร์ในแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เกาหยวนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีอาการมึนเมาเล็กน้อยว่า "ย้อนกลับมาที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แค่ในแถบเจียงซูและเจ้อเจียงก็มีโรงงานที่เกี่ยวข้องอยู่มากมายนับไม่ถ้วน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมก็มีความพร้อมและเติบโตเต็มที่แล้ว"

"พวกเราไม่จำเป็นต้องกอบโกยเงินทองไว้คนเดียวทั้งหมดหรอกครับ แบ่งสรรปันส่วนกำไรให้โรงงานต้นน้ำและปลายน้ำบ้างก็ไม่เสียหาย ขอแค่พวกเรามั่นใจว่าแนวป้องกันของผลิตภัณฑ์ของพวกเรานั้นสูงชันพอ และผลกำไรของพวกเรานั้นงดงามพอก็เกินพอแล้ว"

"และอย่างที่ทุกคนรู้ดี โรงงานหัวหมอหลายแห่งพากันย้ายฐานการผลิตไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นานแล้ว ฉันแค่ต้องการจะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า การปักหลักอยู่ที่นี่ต่อไปก็มีผลประโยชน์ที่หอมหวานรออยู่เช่นกัน"

เกาหยวนอธิบายถึงแผนการของเขาอย่างละเอียด: การใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่เดิมของโรงงานอื่น ๆ ในการรับจ้างผลิต ข้อดีของมันคือเรื่องของความเร็ว ช่วยประหยัดเวลาในการสร้างโรงงานเอง และสามารถได้รับสินค้ามาวางจำหน่ายได้ในทันที

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่มีต้นทุนในเรื่องของการบริหารจัดการอีกด้วย เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า การสร้างโรงงานขึ้นมากับการต้องมานั่งควบคุมคนงานเป็นพัน ๆ คนให้ทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น มันเป็นคนละเรื่องกันเลย และมันเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมาก

ส่วนข้อเสียหลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่ต้องยอมเสียเงินส่วนต่างออกไป

แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมที่มีผลกำไรสูงลิ่ว บริษัทแอปเปิลไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเองเลยแม้แต่แห่งเดียว ทว่าแอปเปิลกลับเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เหตุผลสำคัญก็คือผลกำไรของแอปเปิลนั้นสูงมากพอ จนพวกเขาไม่นึกเสียดายที่จะแบ่งเค้กส่วนหนึ่งให้กับโรงงานที่รับจ้างผลิต

เกาหยวนพรรณนาแผนการของเขาอย่างฉะฉานและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ เฉาเฟยหยู่และสวี่ชิงโจวต่างพากันพยักหน้ารับคำอย่างต่อเนื่องและเห็นด้วยกับแนวคิดของเกาหยวนอย่างไร้ข้อกังขา เกาหยวนไม่ใช่พวกที่ชอบตัดสินใจอะไรตามอารมณ์ชั่ววูบ แต่เขาได้ผ่านกระบวนการคิดและตกผลึกในทุก ๆ ขั้นตอนและรายละเอียดมาเป็นเวลานานแล้ว

"นี่ก็เริ่มดึกมากแล้ว พวกเรามาคุยเรื่องงานจริง ๆ จัง ๆ กันดีกว่าครับ" เกาหยวนเอ่ยพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา "ถ้า ดร. สวี่ไม่รังเกียจ ตอนนี้ทางฝั่งของผมยังขาดตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอยู่พอดีเลยครับ"

"ถ้าสามารถมาทำงานแบบเต็มเวลาได้มันย่อมดีที่สุดแน่นอนครับ แต่ถ้าคุณยังไม่อยากละทิ้งตำแหน่งหน้าที่การงานอันมั่นคงที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ คุณจะเลือกทำงานแบบนอกเวลาก็ได้ โดยแวะเวียนเข้ามาช่วยชี้แนะแนวทางการทำงานที่โรงงานในช่วงเวลาว่าง พูดง่าย ๆ ก็คือ ดร. สวี่ครับ ผมปรารถนาในตัวตนและความสามารถของคุณจริง ๆ"

...ในค่ำคืนนั้น สวี่ชิงโจวต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในหัวของเขายังคงคิดทบทวนถึงคำพูดที่เกาหยวนได้เอ่ยไว้บนโต๊ะอาหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เกาหยวนคือพวกคนบ้าที่สนับสนุนทฤษฎีชาตินิยมเชิงรุกอย่างสุดโต่ง แต่สวี่ชิงโจวกลับนึกชอบไอ้คนบ้านี้เข้าให้แล้ว!

หากสิ่งนี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น เส้นใยเอ็กซ์อาจจะเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการกอบโกยเงินทองธรรมดา ๆ แต่ทว่าหากมันอยู่ในมือของเกาหยวน มันอาจจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวได้เลยทีเดียว

เฮ้อ~

สวี่ชิงโจวทอดถอนใจยาวพลางพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงนอน

"ถ้างั้นฉันลองไปทำงานแบบนอกเวลาให้เกาหยวนดูก่อนก็แล้วกัน" สุดท้ายสวี่ชิงโจวก็ตัดสินใจเลือกทางออกนี้ "ฉันจะละเลยความรู้สึกของพ่อแม่ไม่ได้ ถ้าพวกท่านรู้เข้าว่าฉันลาออกจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อไปอยู่โรงงานเอกชน พวกท่านคงจะต้องผิดหวังในตัวฉันมากแน่ ๆ"

จบบทที่ บทที่ 12 ความตกตะลึงของเจียงหยวนหยวน และแนวคิดของเกาหยวน

คัดลอกลิงก์แล้ว