- หน้าแรก
- ปฏิวัติอุตสาหกรรมโลก เริ่มต้นด้วยซูเปอร์โพลีเมอร์
- บทที่ 7 ข่าวลือสะพัดถึงเมืองหลวง!
บทที่ 7 ข่าวลือสะพัดถึงเมืองหลวง!
บทที่ 7 ข่าวลือสะพัดถึงเมืองหลวง!
หัวเซี่ย ณ เมืองหลวง
เป็นเวลานับพันปีที่สีทองอร่ามมักจะเป็นโทนสีหลักของเมืองโบราณแห่งนี้ นอกเหนือจากพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตาแล้ว ยังมีคฤหาสน์กำแพงสูงตระหง่านที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ของเมืองสี่เก้าแห่งนี้อีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นรวมกันจนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหัวเซี่ย
อู๋ตงหมิง คือหนึ่งในผู้ที่อาศัยอยู่หลังกำแพงสูงเหล่านั้น ปัจจุบันเขาอยู่ในวัยห้าสิบต้น ๆ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโตในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ เขามีความทะเยอทะยานที่จะสร้างผลงานชิ้นโบแดงในตำแหน่งของตนเอง เพื่อหวังที่จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นก่อนถึงวัยเกษียณ
แต่แล้วในเช้าตรู่วันนี้ เขาได้รับสายจาก ฉินหย่งหมิง เพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน พร้อมกับแจ้งข่าวสารบางอย่างที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงอย่างรุนแรง
"ดัชนีความแห้งเร็วสูงถึง 7.2 เลยงั้นเหรอ? มันจะสูงขนาดนั้นได้ยังไง!" ดวงตาของอู๋ตงหมิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจทันทีที่ได้ยิน
แม้ว่าเขาจะผันตัวออกจากแวดวงวิชาการมาเข้าสู่เส้นทางสายการเมืองนานแล้ว แต่ความรู้พื้นฐานยังคงแน่นหนา เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าตัวเลขดัชนีความแห้งเร็วที่ลดลงมาเหลือเพียงหลักเดียวนั้นมีความหมายที่เหนือชั้นและพิเศษขนาดไหน
สิ่งที่เรียกว่าดัชนีความแห้งเร็วนั้น มีระบบการคำนวณที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง แต่อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งตัวเลขดัชนีนี้ต่ำเท่าไหร่ เสื้อผ้าก็จะยิ่งแห้งไวขึ้นเท่านั้น
สมมติว่าคุณไปเล่นบาสเกตบอลจนเหงื้อชุ่มตัว ถ้าเสื้อยืดผ้าฝ้ายแท้ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งร้อยนาทีในการตากให้แห้ง ผ้าคูลแมกซ์ของบริษัทดูปองท์จะใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ในขณะที่ผ้าแห้งเร็วเทคโนโลยีขั้นสูงของเกาหยวน กลับทำเวลาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเพียง 7.2 นาทีเท่านั้น!
ผ้าแห้งเร็วประเภทนี้มีขอบข่ายการใช้งานที่กว้างขวางมาก
เป็นที่รู้กันดีว่า ทหารอินเดียบางนายที่เพิกเฉยต่อคำเตือนด้วยความหวังดีของพวกเรา ได้ดึงดันที่จะว่ายน้ำข้ามทะเลสาบปันกง จนเป็นเหตุให้เนื้อตัวเปียกโชก และถูกไอเย็นอันโหดเหี้ยมบนพื้นที่ราบสูงกัดกินเข้าสู่ร่างกาย จนกระทั้งต้องหนาวตายไปในที่สุด
หากทหารอินเดียเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าแห้งเร็วเทคโนโลยีขั้นสูงที่พัฒนาโดยเกาหยวน ซึ่งสามารถแห้งได้เร็วกว่าผ้าฝ้ายแท้ถึง 13.88 เท่า พวกเขาก็อาจจะไม่ต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าสลดใจเช่นนี้ จนทำให้กองทัพอินเดียต้องขายหน้าไปทั่วโลกและกลายเป็นตัวตลกในเวทีสากล
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า ปัจจัยสี่อย่างอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ไม่เพียงแต่เป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันหลักของประเทศอีกด้วย
เมื่อ 2400 ปีก่อนคริสตกาล มนุษย์เริ่มนำผ้าฝ้ายมาทำเป็นแหจับปลาและเสื้อผ้า มาในวันนี้ เส้นใยเคมีประสิทธิภาพสูงกำลังจะเข้ามาแทนที่ผ้าฝ้ายและผ้าป่านในอดีต และกลายเป็นเทคโนโลยีล้ำยุคแห่งอนาคต ซึ่งถือเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
ไม่ใช่ว่าผ้าฝ้ายหรือผ้าป่านไม่ดี เพียงแต่สภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
ปัจจุบันพวกเรายังคงอาศัยอยู่บนภาคพื้นดิน แต่ในอนาคต พวกเราอาจจะต้องลงไปใช้ชีวิตในมหาสมุทร ย้ายถิ่นฐานไปอยู่บนดาวอังคาร หรือแม้กระทั่งท่องไปในจักรวาลอันห่างไกล ซึ่งผ้าฝ้ายและผ้าป่านธรรมดา ๆ ย่อมไม่สามารถต้านทานความมืดมิดและความหนาวเหน็บในอวกาศได้อย่างแน่นอน
ฉินหย่งหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจากปลายสายว่า "มันไม่ได้มีแค่นั้นน่ะสิ! เส้นใยเคมีที่ใช้ในผ้าตัวอย่างที่โรงงานคุนหลุนส่งมาน่ะ มันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ไหน ๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาดเลย มันเป็นสิ่งใหม่แกะกล่องที่พวกเราไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต!"
"พวกคุณไม่เคยเห็นมาก่อนเลยงั้นเหรอ!?" อู๋ตงหมิงสะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
เป็นไปได้ไหมว่า โรงงานสิ่งทอคุนหลุน ที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามแห่งนั้น จะสามารถคิดค้นเส้นใยเคมีชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพร้ายกาจขนาดนี้ขึ้นมาได้จริง ๆ!?
เส้นใยเคมีคือรากฐานของทุกสิ่งยกตัวอย่างเช่น วัสดุเคฟลาร์ที่ใช้ทำเสื้อกันกระสุนก็มีต้นกำเนิดมาจากเส้นใยอารามิด หรือผ้าไลคราที่นุ่มสบายก็มีต้นกำเนิดมาจากเส้นใยสแปนเด็กซ์
พูดง่าย ๆ ก็คือ การคิดค้นเส้นใยเคมีชนิดใหม่มักจะนำมาซึ่งความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดเสมอ
อย่ามองแค่ว่าในตอนนี้เกาหยวนเพิ่งจะนำมันมาทำเป็นผ้าแห้งเร็วเท่านั้น หากมีการวิจัยเชิงลึกต่อไปในอนาคต มันอาจจะถูกพัฒนาไปเป็นเสื้อกันกระสุนสุดยอดเยี่ยมที่แข็งแกร่งกว่าเคฟลาร์หลายเท่าก็เป็นได้
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ อู๋ตงหมิงก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า สายด่วนในเช้าตรู่วันนี้ของฉินหย่งหมิง ไม่ใช่แค่เรื่องของดัชนีความแห้งเร็วธรรมดา ๆ
หากแต่มีเส้นใยเคมีชนิดใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์โลก ได้ถือกำเนิดขึ้นทางตอนใต้ของมาตุภูมิแล้ว!
"พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น นายพูดมาตรง ๆ เลยดีกว่าว่าอยากให้ทางฉันช่วยประสานงานเรื่องอะไรบ้าง" หลังจากเรียบเรียงความคิดได้ อู๋ตงหมิงก็แสดงความเด็ดขาดในฐานะผู้บริหารระดับสูงและเอ่ยถามออกไปทันที
...
"ไอ้สารเลว! แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงวะ!?"
เมื่อลุงหลิว คนเฝ้าประตูเดินมาบอกเกาหยวนว่ามีคนชื่อเฉาเฟยหยู่มาหาที่โรงงาน ตอนแรกเกาหยวนไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะเขารู้ดีว่าเฉาเฟยหยู่กำลังมีหน้าที่การงานที่ดีอยู่ที่หางโจว
แต่เมื่อเขารีบวิ่งออกไปดู ก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง
คนตรงหน้าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉาเฟยหยู่!
ชายหนุ่มดูภูมิฐานและเนี๊ยบไปทั้งตัว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด กางเกงสแลกสีเทาอ่อน และรองเท้าหนังลูกวัวสีดำขลับที่ขัดจนเงาแวบ ซึ่งช่างตัดกับเกาหยวนที่สวมเพียงกางเกงกีฬาขาสั้นอย่างสิ้นเชิง
เฉาเฟยหยู่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย "ฉันเคยบอกแกแล้วไง ว่าถ้าวันไหนฉันไม่มีจะกินขึ้นมา จะมาขอพึ่งใบบุญไอ้ลูกคนรวยอย่างแกเพื่อขอกลืนข้าวสักคำ"
เกาหยวนหัวเราะลั่น "พวกเรามันพี่น้องกัน เลิกเล่นมุกเถอะ แล้วนี่แกกลับมาทำไมจริง ๆ กันแน่เนี่ย"
เฉาเฟยหยู่ยักไหล่เบา ๆ "ฉันรู้เรื่องอาการป่วยของพ่อแกแล้ว คิดว่าแกน่าจะกำลังต้องการคนช่วย ก็เลยยื่นใบลาออกมาเลย"
เฮ้อ~
เกาหยวนทอดถอนใจยาว เขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดในเวลานี้ จึงได้แต่เดินเคียงข้างเฉาเฟยหยู่เข้าไปในโรงงานเงียบ ๆ
มันเป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกัน ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาและเฉาเฟยหยู่แทบจะทำทุกอย่างร่วมกันมาตลอด เรียนมัธยมต้นด้วยกัน มัธยมปลายด้วยกัน จีบสาวที่ชอบพร้อมกัน และพอโดนหักอก ก็มานั่งกอดคอดื่มเหล้าเงียบ ๆ อยู่ข้างทางด้วยกัน แถมยังอ้วกพุ่งพร้อมกันตอนเมาแอ๋อีกต่างหาก
จะมีก็แต่ตอนเข้ามหาวิทยาลัยที่เกาหยวนมุ่งมั่นจะเรียนด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ส่วนเฉาเฟยหยู่ไม่มีความสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์เลยแม้แต่น้อย จึงเลือกเรียนบัญชีแทน
หลังจากเรียนจบ เกาหยวนตั้งเป้าหมายที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองใหญ่ ส่วนเฉาเฟยหยู่ยังไม่มีเป้าหมายเรื่องงานหรืออนาคตที่ชัดเจนนัก เขาแค่คิดว่าทิวทัศน์ของทะเลสาบซีหูสวยดี ก็เลยย้ายไปอยู่หางโจวด้วยกัน พวกเขาเช่าห้องอยู่ด้วยกันและตระเวนหางานทำพร้อม ๆ กัน
พูดกันตามตรง ในโลกนี้มีเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่เพื่อนแท้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาขนาดนี้ บอกได้เลยว่ามีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น
"จะถอนหายใจทำไมล่ะ? กลัวไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างฉันหรือไง?" เฉาเฟยหยู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง "ค่าตัวฉันแพงมากนะ แต่เห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้อง ฉันยอมให้ติดค้างค่าแรงไว้ก่อนสักสองสามเดือนก็ได้"
"ไอ้สารเลวเอ้ย!" เกาหยวนรู้สึกซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก เขาเอื้อมมือไปตบหลังเฉาเฟยหยู่แรง ๆ "ขอแค่แกไม่กลัวงานหนัก ฉันมีงานให้แกทำจนล้นมือแน่ สมุห์บัญชีกับพนักงานการเงินคนเก่าเพิ่งจะลาออกไปก่อนหน้านี้พอดี แกมาช่วยฉันจัดการเรื่องบัญชีก่อนเลย ตอนนี้ฉันอ่านงบดุลของโรงงานไม่รู้เรื่องเลยสักนิด หัวหมุนไปหมดแล้ว"
คนนอกยากจะจินตนาการออกว่า เฉาเฟยหยู่ที่ดูสุภาพเรียบร้อยและสำอางขนาดนี้ จะมีฉายาในกลุ่มว่า "ไอ้สารเลว" ซึ่งนี่คือหนึ่งในความลับเฉพาะตัวของพวกเขา
"พนักงานบัญชีลาออกหมดเลยงั้นเหรอ? อาการหนักขนาดนั้นเลย? แล้วตอนนี้ในโรงงานเหลือคนอยู่เท่าไหร่ล่ะ" เฉาเฟยหยู่เอ่ยถามเข้าประเด็น
เกาหยวนส่ายหัว "ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ช่วงนี้มีแต่คนมาทวงค่าแรงทุกวัน ฉันเลยให้ลุงหลิวคอยรับหน้าแล้วบอกพวกเขาทั้งหมดว่าจะเคลียร์เงินให้ในวันที่สิบของเดือนหน้า"
"แกนี่มันดีแต่ปากจริง ๆ" เฉาเฟยหยู่ถอนหายใจ "ยังไงแกก็ไม่ใช่พ่อแกหรอกนะ คนงานเขาไว้ใจพ่อแก แต่เขาอาจจะไม่ไว้ใจแก โรงงานหยุดงานไปนานขนาดนี้ มันเป็นธรรมดาที่ต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปหาทางรอด จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้หรอก"
"ฉันรู้ ฉันไม่ได้โทษพวกเขาเลย" เกาหยวนพูดด้วยสีหน้าหมดหนทาง "ตอนนี้ฉันแค่กำลังรอรายงานผลการทดสอบจากห้องแล็บเส้นใยเคมี และผลการจดสิทธิบัตรอยู่เท่านั้นแหละ"
"พอรายงานกับใบสิทธิบัตรผ่านเมื่อไหร่ ฉันจะเอาสองสิ่งนี้ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคาร หรือไม่ก็ลองติดต่อพวกบริษัทร่วมทุนดู เพื่อหาเงินทุนตั้งต้นก้อนแรกมาเปิดโรงงานให้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง"
เกาหยวนค่อนข้างมั่นใจในแผนการของตัวเองมาก เพราะยังไงซะ นี่ก็เป็นวัสดุเส้นใยเคมีเทคโนโลยีขั้นสูงที่ระบบมอบให้มา มันจะไม่สามารถเอาไปจำนองเงินสักสองสามล้านหยวนได้เชียวหรือ?
เฉาเฟยหยู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่เคยรู้เรื่องผ้าแห้งเร็วนี้มาก่อนและกำลังจะอ้าปากถามรายละเอียด ทว่าในตอนนั้นเอง โทรศัพท์จากลุงหลิวที่อยู่หน้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เถ้าแก่เก้า รีบมาดูเร็วเข้าครับ! มีคนมาอออยู่หน้าประตูเต็มเลย ท่าทางเหมือนพวกข้าราชการระดับสูงยังไงไม่รู้ พวกเขาบอกว่าต้องการพบคุณครับ!" ลุงหลิวกรอกเสียงมาตามสายด้วยความตื่นตระหนกและลนลาน