- หน้าแรก
- พลิกชะตาคนขี้โรค จุติใหม่ยอดขุนพลแห่งต้าเฉียน
- บทที่ 2 - ฟางอวิ๋นอี้ เด็กอมโรค
บทที่ 2 - ฟางอวิ๋นอี้ เด็กอมโรค
บทที่ 2 - ฟางอวิ๋นอี้ เด็กอมโรค
บทที่ 2 - ฟางอวิ๋นอี้ เด็กอมโรค
"ฝ่าบาท ทรงต้องการให้.….."
ชายชุดคลุมดำทำท่าทางปาดคอ
เฉียนตี้ส่ายพระพักตร์เล็กน้อย "ไม่ต้อง หญิงชรากับเด็กป่วยที่อยู่ได้ไม่พ้นวัยผู้ใหญ่คนหนึ่ง จะสร้างคลื่นลมอะไรได้?"
"ถ้าฆ่าทิ้งอาจจะทำให้เกิดความสงสัยในราชสำนัก ปล่อยให้ตระกูลฟางหายไปอย่างเงียบๆ แบบนี้แหละดีแล้ว"
"ฝ่าบาทปรีชาญาณพ่ะย่ะค่ะ"
เฉียนตี้ทอดพระเนตรไปทางทิศเหนือ แววตาฉายความรู้สึกลึกซึ้งที่ซับซ้อน!
"แม่ทัพเฒ่าฟาง อย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย จะโทษก็ต้องโทษที่ตระกูลฟางของเจ้าทำผลงานโดดเด่นเกินไป จนข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับก็แล้วกัน"
…………
จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ห่วงทองเหลืองบนบานประตูสีแดงชาดถูกขัดจนมันปลาบ สิงโตหินหน้าประตูยังคงตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม
แม้บ่าวไพร่ที่เดินไปมาในจวนจะมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ภายในเรือนปีกตะวันออก ฟางอวิ๋นอี้ในวัยเจ็ดขวบนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าเล็กๆ ขาวซีด ลมหายใจรวยริน เขาล้มหมอนนอนเสื่อมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว
ในร่างเล็กๆ ที่ดูเหมือนใกล้จะสิ้นใจนี้ กำลังมีพายุก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนที่เจ้าของร่างเดิมสิ้นใจลงอย่างทรมานจากอาการป่วย วิญญาณดวงหนึ่งจากต่างโลกอันแสนไกล ก็คว้าเอาเศษเสี้ยวความอบอุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างนี้ไว้ ดุจคนจมน้ำที่คว้าท่อนไม้เอาไว้ได้ในยามเลือนราง
ฟางหมิง วิญญาณที่มาจากประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 บนดาวโลก จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน
ในอดีตบนดาวโลก เขาเป็นเด็กกำพร้า เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยความช่วยเหลือจากสังคม และได้เข้าเกณฑ์ทหารด้วยความตั้งใจที่จะตอบแทนบุญคุณ
ภารกิจสุดท้าย คือการช่วยเหลือนักโบราณคดีสำรวจสุสานโบราณยุคจ้านกั๋วแห่งใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ซึ่งโครงสร้างภายในไม่มั่นคงเอามากๆ
การพังทลายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความมืดมิด ความตื่นตระหนก... เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็คือความมืดมิดอันไร้ขอบเขตและร่างกายที่หนักอึ้งจนขยับไม่ได้นี้
ในช่วงสองสามวันแรก เขาเหมือนถูกขังอยู่ในรังไหมที่มองไม่เห็น สติสัมปชัญญะเดี๋ยวก็ชัดเจนเดี๋ยวก็เลือนราง ทำได้เพียงรับรู้เศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของร่างกายนี้อย่างตระหนก และได้ยินเสียงร้องไห้รวมถึงเสียงถอนหายใจที่เลือนรางจากภายนอก
จนกระทั่งสามสี่วันที่ผ่านมา สติสัมปชัญญะของเขาถึงเริ่มกลับมาแจ่มชัด และเริ่มหลอมรวมกับเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นอย่างช้าๆ และยากลำบาก
ที่นี่คือ "ราชวงศ์ต้าเฉียน" ดินแดนที่ไม่เคยมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เขาคือผู้ชายคนที่สามแห่งตระกูลฟางของจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน นามว่าฟางอวิ๋นอี้
ปู่ของเขาคือ ฟางเจิ้นเทียน แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แดนเหนือผู้เลื่องชื่อแห่งต้าเฉียน บิดาคือบุตรชายคนที่สามของตระกูลฟาง นนามว่าฟางเหวินหย่วน ว่ากันว่าสิ้นชีพในสนามรบตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก
ส่วนมารดา... ในความทรงจำไม่มีความประทับใจใดๆ หลงเหลืออยู่เลย ในจวนก็ไม่มีใครพูดถึง ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
เหนือเขาขึ้นไปยังมีลุงอีกสองคนและลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งคน ล้วนรับราชการอยู่ในกองทัพเจิ้นเป่ย
ส่วนเขา ตั้งแต่จำความได้ก็ล้มหมอนนอนเสื่อมาตลอด ถูกคนภายนอกเย้ยหยันว่าเป็น "ตัวอมโรคแห่งตระกูลฟาง" ชั่วชีวิตนี้ไม่มีทางเอาดีได้ทั้งบู๊และบุ๋น เป็นจุดด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลขุนศึกผู้เกรียงไกร
แต่ความเข้าใจในฐานะตัวตนที่ได้จากเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านี้ ยังไม่ชัดเจนเท่ากับสภาพอันแปลกประหลาดที่เขาสัมผัสได้ในร่างกายของตัวเองในตอนนี้
ฟางหมิง... ไม่สิ ตอนนี้คือฟางอวิ๋นอี้ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังอันหนาวเหน็บและเหนียวหนืด ขดตัวซ่อนลึกอยู่ในเส้นชีพจรและสายเลือดอันบอบบางของเขา ราวกับหนอนชอนไชกระดูก นี่ไม่ใช่แค่อาการอ่อนแอแต่กำเนิดธรรมดาๆ แน่!
ด้วยความรู้เบื้องต้นด้านการแพทย์และการฝึกฝนร่างกายสมัยที่อยู่ในกองทัพในชาติก่อน ทำให้เขาพอจะเดาออกว่า นี่คือพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งที่ล้ำลึกมาก
มันซ่อนตัวอยู่ลึกสุดๆ ในสภาวะปกติ เกรงว่าแม้แต่หมอที่เก่งกาจก็ยากจะตรวจพบ เพราะการมีอยู่ของมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นฐานของเส้นชีพจรและเลือดเลย
ในช่วงเวลาที่เจ้าของร่างเดิมสิ้นใจ การทำงานของร่างกายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พิษพวกนี้ก็ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะ "หลับใหล" ไปด้วย
และเมื่อวิญญาณต่างโลกอย่างเขาเข้ามาสิงสู่ สัญญาณชีพก็กลับมาอีกครั้ง พิษที่ซ่อนตัวอยู่พวกนี้ก็ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาใหม่ เริ่มกัดกร่อนร่างกายอันบอบบางนี้อย่างช้าๆ และต่อเนื่อง
นี่ต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาป่วยออดๆ แอดๆ มาตลอดปี และเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในท้ายที่สุด! ใครกัน? ที่ลงมือวางพิษเด็กคนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้? ในใจของฟางอวิ๋นอี้บังเกิดความหนาวเยือก
จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินงั้นหรือ? ดูท่าแล้วคงไม่ได้เรียบง่ายและสงบสุขเหมือนอย่างที่เห็นภายนอกแน่ๆ
และในขณะที่เขากำลังพยายามรวบรวมความทรงจำและต่อต้านความหนาวเหน็บในร่างกายอยู่นั้น เสียงร้องไห้ที่ถูกเก็บกดทว่าไม่อาจเมินเฉยได้ และเสียงฝีเท้าอันวุ่นวายก็แว่วมาจากนอกประตู ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รวมเป็นเสียงร่ำไห้แห่งความสิ้นหวัง
บรรยากาศทั่วทั้งจวน เดิมทีก็ตึงเครียดอยู่แล้วจากอาการป่วยหนักของเขา แต่ก็ยังรักษาความเป็นระเบียบพื้นฐานเอาไว้ได้ ทว่าในตอนนี้ ความเป็นระเบียบนั้นกลับถูกบดขยี้จนแหลกสลายด้วยความเศร้าสลดราวกับฟ้าถล่ม
ฟางอวิ๋นอี้ลืมตาที่อ่อนล้าขึ้น นอนฟังอย่างตั้งใจบนเตียง คำพูดกระท่อนกระแท่นแว่วเข้าหู!
"แดนเหนือ... พินาศทั้งกองทัพ..."
"ท่านแม่ทัพเฒ่า... แล้วก็คุณชายทั้งสอง... รวมทั้งคุณชายใหญ่คุณถิง... ล้วนแต่... พลีชีพในสนามรบ..."
"สวรรค์! ท้องฟ้าของตระกูลฟาง... ถล่มลงมาแล้ว!"
"ฮูหยินเฒ่า! ท่านต้องเข้มแข็งไว้นะเจ้าคะ!"
เปรี้ยง!
เมื่อได้ยินถ้อยคำจากนอกห้อง ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางสมอง ความทรงจำที่ฟางอวิ๋นอี้หลอมรวมไว้พลันกระจ่างชัดขึ้นมาในพริบตา
ท่านปู่ ลุงใหญ่ ลุงรอง และลูกพี่ลูกน้องวัยสิบเก้าปี ผู้มีความกล้าหาญเหนือใครในสามกองทัพ นามว่าฟางอวิ๋นถิง... ทุกคนพลีชีพหมดแล้วหรือ?
กองทัพเจิ้นเป่ยที่ค้ำจุนชื่อเสียงของตระกูลฟาง ทำให้แม้แต่ตัวอมโรคอย่างเขาก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองหลวงได้... ไม่มีอีกแล้วงั้นหรือ?
ความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะบรรยายเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
มีความเศร้าสลดตามสัญชาตญาณต่อการจากไปของสายเลือดที่ไม่เคยพบหน้า มีความตกตะลึงต่อความโหดร้ายของสงคราม แต่ส่วนใหญ่แล้วคือ ความหนาวเหน็บถึงกระดูกและความรู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรง
ประสบการณ์การเป็นเด็กกำพร้าในชาติก่อน ทำให้เขารู้จักสังเกตสีหน้าผู้คนและเข้าใจความโหดร้ายของโลกได้ดีกว่าคนทั่วไป
ตระกูลขุนศึกที่ทำผลงานจนโดดเด่นเหนือใคร จู่ๆ ก็สูญเสียผู้ชายที่กุมอำนาจทางทหารไปจนหมด เหลือเพียงหญิงชราไม้ใกล้ฝั่งกับเด็กอ่อนแอที่ใกล้จะตาย...
นี่มันเหมือนกับเนื้อก้อนโตที่วางอยู่ตรงหน้าหมาป่าหิวโซชัดๆ!
อำนาจกษัตริย์ ศัตรูทางการเมือง หรือแม้แต่มิตรสหายที่เคยประจบประแจง ใครจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไป? การล่มสลายของตระกูลฟาง เกรงว่าคงไม่ได้จบแค่ในสนามรบแน่ๆ
เสียงร้องไห้นอกประตูดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเสียงของหญิงชราที่ถูกทุกคนประคองไว้ พยายามกลั้นความโศกเศร้าสั่งการจัดการงานศพ... นั่นคือย่าของเขา เสาหลักของตระกูลฟางในตอนนี้ หลินหว่านจวิน
แม้น้ำเสียงของนางจะพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ แต่ความสั่นเครือและความสิ้นหวังนั้นกลับไม่อาจปกปิดได้มิด
ฟางอวิ๋นอี้นอนอยู่บนเตียง กำหมัดเล็กๆ แน่นอยู่ใต้ผ้าห่ม พิษอันเย็นเยียบยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกาย นำมาซึ่งความหนาวเหน็บเสียดกระดูกและความอ่อนแรง
แต่ในเวลานี้ เจตจำนงที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากำลังค่อยๆ ตื่นขึ้นในส่วนลึกของวิญญาณของเขา
เขาไม่ใช่ฟางอวิ๋นอี้ เด็กอมโรคที่รอวันตายอีกต่อไป
เขาคือวิญญาณของนักรบที่ผ่านการศึกษาในยุคสมัยใหม่และผ่านการหล่อหลอมจากกองทัพ
แม้จะถูกขังอยู่ในร่างของเด็กเจ็ดขวบที่ถูกพิษฝังรากลึก แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและความระแวดระวังต่อวิกฤต ทำให้เขาไม่สามารถนอนนิ่งๆ ได้อีกต่อไป
"ตายไม่ได้... อย่างน้อยตอนนี้ก็ตายไม่ได้..."
ในเมื่อวิญญาณของเขาทะลุมิติมาที่นี่ และยึดครองร่างกายนี้ไว้แล้ว งั้นก็ขอเกิดใหม่ในฐานะฟางอวิ๋นอี้ จะต้องเผชิญหน้ากับตระกูลที่กำลังจะเผชิญพายุโหมกระหน่ำแห่งนี้ให้จงได้
ความคิดนี้ราวกับสายฟ้าที่แลบผ่านในความมืด ส่องสว่างสติสัมปชัญญะอันเลือนรางของเขาในพริบตา และนำมาซึ่งความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อเจ้าของร่างเดิมนี้ด้วย
(จบแล้ว)