- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 11: ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ
บทที่ 11: ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ
บทที่ 11: ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ
"ศิษย์น้อง เจ้าวางใจเถอะ ที่ข้าทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของซานเอ๋อร์เองทั้งนั้น"
เยว่ปู้ฉวินเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
เยว่ลิงซานเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาวัยสิบแปดปี การจะชักชวนให้นางยอมอุทิศตนเพื่อถวายแด่ท่านเทพสูงสุดด้วยความเต็มใจย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด
อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่การหลอกลวง
ท่านเทพสูงสุดคือตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่จริง
เด็กสาวย่อมเลื่อมใสในตัวผู้แข็งแกร่งเป็นธรรมดา ขอเพียงเขาลงมือจัดการ ทุกอย่างย่อมสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?
และแล้ว...
เยว่ปู้ฉวินก็เริ่มจัดเตรียมสิ่งของที่จะใช้ในการเซ่นไหว้ใหม่อีกครั้ง
ตำราเคล็ดวิชาลับของสำนักหัวซาน ทองคำ เงินตรา เครื่องประดับเลอค่า... อะไรก็ตามที่มีมูลค่าเขาล้วนเตรียมนำมาถวายทั้งสิ้น
การเซ่นไหว้ของมู่หรงฟู่ที่มีให้เห็นเป็นตัวอย่างทำให้เขารู้ดีว่า สิ่งของนอกกายเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับคืนมาย่อมมากกว่าที่ลงทุนไปเป็นพันเท่า
"แต่สิ่งของเซ่นไหว้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง สาวกต่างหากที่สำคัญที่สุด และการเผยแพร่ความศรัทธาก็คือรากเหง้าอันแท้จริง"
เมื่อคิดได้ดังนี้ เยว่ปู้ฉวินก็จมดิ่งสู่ความหวังอันยิ่งใหญ่
สำนักหัวซานในยามนี้ตกต่ำลงมาก และมีศิษย์อยู่เพียงหยิบมือ
รวมกันแล้วมีแค่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น
ยังไม่เท่าจำนวนผู้ติดตามและคนรับใช้ในตระกูลของมู่หรงฟู่เลยด้วยซ้ำ
"บางที ข้าอาจใช้โอกาสในการเซ่นไหว้ครั้งนี้รวมห้าขุนเขากระบี่ให้เป็นหนึ่ง และถือโอกาสเผยแพร่ความศรัทธาแห่งท่านเทพสูงสุดไปพร้อมกัน..."
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของเยว่ปู้ฉวินก็ทอประกายเจิดจ้า
หลังจากปรึกษากับหนิงจงเจ๋อเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเรียกหลิงหูชง เหลาเต๋อนั่ว และศิษย์คนอื่น ๆ เข้ามาพบทันที
เขาออกคำสั่งให้พวกศิษย์เดินทางไปยังวัดเส้าหลิน สำนักบู๊ตึ๊ง สำนักซงซาน สำนักเหิงซาน สำนักไท่ซาน และสำนักเหิงซาน เพื่อส่งเทียบเชิญ
เชิญชวนให้ทุกสำนักใหญ่พาศิษย์ในสังกัดมาพบกันที่เขาหัวซานในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับเรื่องราวใหญ่หลวงอันส่งผลต่อความรุ่งเรืองและล่มสลายของแต่ละสำนัก
"รับทราบขอรับ ท่านอาจารย์"
หลิงหูชงและคนอื่น ๆ รับคำสั่งแล้วพากันเดินออกจากห้องโถงใหญ่ไป
"ศิษย์พี่ใหญ่ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"
เหลาเต๋อนั่วหันไปมองหลิงหูชงพลางเลียบเคียงถาม "ท่านอาจารย์บอกว่ามันเกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายของสำนัก? หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับพรรคมาร?"
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
หลิงหูชงส่ายหน้าและเอ่ยอย่างไม่คิดอะไรมาก "อย่างไรเสีย ท่านอาจารย์และท่านแม่บุญธรรมย่อมมีเหตุผลของพวกท่าน พวกเราแค่ทำหน้าที่ที่ท่านอาจารย์มอบหมายให้สำเร็จ โดยการส่งเทียบเชิญให้ถึงมือสำนักต่าง ๆ ก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องไปกังวลหรอก"
"ที่ศิษย์พี่ใหญ่พูดมาก็ถูก"
เมื่อเห็นว่าไม่ได้ข้อมูลอะไร เหลาเต๋อนั่วจึงหยุดถาม และรีบส่งข่าวเรื่องที่เยว่ปู้ฉวินเชิญสำนักต่าง ๆ ไปยังจั่วเหลิ่งฉานแห่งสำนักซงซานทันที
แท้จริงแล้วเขาเป็นศิษย์ของจั่วเหลิ่งฉาน และจุดประสงค์ที่เขามาอยู่ที่หัวซานก็เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของเยว่ปู้ฉวิน... ณ สำนักซงซาน ห้องโถงหารือ
"เยว่ปู้ฉวินกำลังรวบรวมสำนักต่าง ๆ ไปที่เขาหัวซานในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด เพื่อหารือเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายงั้นรึ?"
จั่วเหลิ่งฉานมองข้อความที่ส่งมาจากเหลาเต๋อนั่วด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
"เยว่ปู้ฉวินจะมีเรื่องใหญ่โตอะไรได้? หรือว่าพรรคมารจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว?" เฟยปิน หนึ่งในสิบสามผู้คุมกฎใหญ่ครุ่นคิด
"ไม่ว่าเยว่ปู้ฉวินจะวางแผนอะไรไว้ พอไปถึงเขาหัวซานในวันที่สิบห้าพวกเราก็จะได้รู้กัน หากพรรคมารกำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จริง ๆ บางทีพวกเราอาจใช้โอกาสนี้รวมห้าขุนเขากระบี่ให้เป็นหนึ่งเดียวเลยก็ได้!"
แววตาเฉียบคมสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของจั่วเหลิ่งฉาน ทันใดนั้นเขาก็เริ่มนึกอยากให้ถึงวันเดินทางไปเขาหัวซานเร็ว ๆ... โลกฟงอวิ๋น
ณ ที่ทำการใหญ่ของสมาคมใต้หล้า
ใบหน้าของสยงป้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งตื่นตระหนกและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
เทพเจ้า
มีเทพเจ้าอยู่บนโลกใบนี้จริง ๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะค่อนข้างเชื่อเรื่องการมีตัวตนอยู่ของเทพแห่งหงเหมิงจากวิดีโอของมู่หรงฟู่แล้วก็ตาม แต่ด้วยนิสัยขี้ระแวงโดยสันดานก็ยังทำให้เขาเหลือความคลางแคลงใจอยู่บ้างเล็กน้อย
บางทีทุกอย่างในกลุ่มแชตอาจจะเป็นเรื่องลวงโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเขาก็ได้
ทว่าเมื่อครู่นี้ ยามที่เขาถอดจิตท่อง 'เคล็ดวิชาเพ่งจิต' จิตสำนึกของเขาก็ได้พบเห็นตัวตนอันยิ่งใหญ่ซึ่งมิอาจหาคำใดมาบรรยายได้
ยามใดที่นึกถึง ร่างกายของเขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความยำเกรง
นั่นคือเทพเจ้า
เทพเจ้าที่แท้จริง
บารมีเทพสุขอร่ามไร้ขอบเขต
พลานุภาพเทพกว้างใหญ่ไพศาล
การเผชิญหน้ากับพระองค์ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับโลกทั้งใบ เผชิญหน้ากับห้วงจักรวาลอันไร้ขีดจำกัด และเผชิญหน้ากับตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพี
มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
"รุ่งเรืองเพราะฟงอวิ๋น ล่มสลายเพราะฟงอวิ๋นงั้นรึ?"
เมื่อนึกถึงอนาคตที่เขาได้เห็นผ่านนิมิตแห่งเทพ จิตสังหารก็พลันผุดขึ้นในดวงตาของสยงป้า
เมื่อครู่นี้เขายังเพิ่งล้อเลียนมู่หรงฟู่และปี๋บี่ตงในกลุ่มแชตอยู่เลยว่าชีวิตของพวกเขาราวกับโต๊ะกาแฟที่มีแต่เรื่องน่าเศร้าโศกวางอยู่เต็มไปหมด นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะเวียนมาถึงตาของเขาเร็วขนาดนี้
"แต่ในเมื่อมีกลุ่มแชตและท่านเทพสูงสุด โชคชะตาของข้าก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว"
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่หลั่งไหลอยู่ภายในร่างกาย ดวงตาของสยงป้าก็ลุกโชนด้วยความร้อนรุ่ม
เพียงแค่สวดอ้อนวอนครั้งเดียว ระดับพลังของเขาก็ทะยานจากขอบเขตมหาปรมาจารย์ขึ้นสู่ขั้นสุดยอดมหาปรมาจารย์
เทพแห่งหงเหมิงช่างเปี่ยมด้วยความเมตตาอันล้นพ้นจริง ๆ
"เหวินโฉ่วโฉ่ว เจ้าหายหัวไปไหนของเจ้า?" สยงป้าตะโกนก้อง
"มาแล้ว มาแล้วขอรับ! ประมุขสมาคม โฉ่วโฉ่วมาแล้วขอรับ!"
ชายท่าทางตุ้งติ้งผู้หนึ่ง สวมหมวกทรงสูง ในมือถือพัดขนนก และทาชาดที่แก้มแดงแป๊ดราวกับเด็กสาว รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจนแทบจะคลานสี่ขา
"ประมุขสมาคม ท่านมีบัญชาสิ่งใดหรือขอรับ?"
เหวินโฉ่วโฉ่วแสดงสีหน้าประจบสอพลอและดูตลกขบขัน พลางใช้พัดด้ามจิ๋วโบกเบา ๆ ให้สยงป้าอย่างเอาอกเอาใจ
สยงป้ามองดูเหวินโฉ่วโฉ่วด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "จงจำคำที่ข้ากำลังจะพูดต่อไปนี้ไว้ให้ดี หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว เจ้าเตรียมหัวหลุดจากบ่าได้เลย"
"ประมุขสมาคมโปรดวางใจเถิดขอรับ ท่านก็รู้ว่าโฉ่วโฉ่วทำงานเป็นอย่างไร? ข้ารับรองว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอนขอรับ!"
เหวินโฉ่วโฉ่วตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี พลางทุบอกตัวเองเสียงดังตึ้บเพื่อเป็นการรับประกัน
ถึงแม้ว่าวิทยายุทธ์ของเขาจะง่อยเปลี้ยเรี่ยดิน แต่ยอกจากเรื่องประจบสอพลอแล้ว ความสามารถในการจัดการงานของเขาก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่เบา
มิฉะนั้นเขาคงไม่ได้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการใหญ่ของสมาคมใต้หล้าหรอก
"ข้อแรก จงเรียกตัวสมาชิกสมาคมใต้หล้าทั้งหมดกลับมาทันที ภายในสามวันข้าต้องการเห็นศิษย์อย่างน้อยหนึ่งแสนคน"
"ข้อสอง จงจัดเตรียมแท่นบูชาขนาดใหญ่..."
สยงป้าบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของและข้อควรระวังทั้งหมดในการสร้างแท่นบูชาแก่เหวินโฉ่วโฉ่ว และสั่งให้เขาเกณฑ์กำลังคนรวมถึงทรัพยากรทั้งหมดของสมาคมใต้หล้าเพื่อสร้างมันให้เสร็จภายในสามวัน
"จำไว้ แท่นบูชาห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด และของเซ่นไหว้ยิ่งมากก็ยิ่งดี หากเกิดเรื่องล่วงเกินขึ้นมา เจ้าเตรียมตัวตายได้เลย!"
"วางใจได้เลยขอรับประมุขสมาคม ข้ารับรองว่าจะจัดการงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงแน่นอน"
เหวินโฉ่วโฉ่วรีบรับปากอย่างรวดเร็ว
ด้วยกำลังของสมาคมใต้หล้าในยามนี้ งานทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
การจัดเตรียมสิ่งของเซ่นไหว้ยิ่งไม่ใช่ปัญหา
เหวินโฉ่วโฉ่วไม่รอช้า รีบก้าวเท้าฉับ ๆ ออกไปทำตามคำสั่งทันที... โลกเก้าบทเพลงสยงป้า
ณ พระราชวังเสียนหยาง
ใบหน้าของจิ๋นซีฮ่องเต้ซีดเผือดเช่นกัน และเขากำลังตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด
"เทพเจ้า!"
"มีเทพเจ้าอยู่จริงๆ!"
"ระดับพลังของข้าก้าวกระโดดจากขอบเขตหลังเบิกฟ้า ขึ้นสู่ขอบเขตก่อนเบิกฟ้า เลยรึเนี่ย?"
"น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้รับนิมิตแห่งเทพ!"
จิ๋นซีฮ่องเต้รู้สึกเสียดายอยู่บ้างท่ามกลางความตื่นเต้น แต่เมื่อนึกถึงภาพเงาร่างอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้เห็นยามสวดท่อง 'เคล็ดวิชาเพ่งจิต' เขาก็กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง
ขอเพียงเขาถวายสิ่งของเซ่นไหว้และเผยแพร่ความศรัทธา การจะมีชีวิตเป็นอมตะในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แล้วมันจะสำคัญอะไรล่ะหากเขาจะได้รู้อนาคตหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ได้สั่งให้คนเตรียมการเซ่นไหว้ในทันที
นี่เป็นนิสัยระแวงตามปกติของเหล่าจักรพรรดิ ยิ่งในยามนี้ที่มหาอัครเสนาบดียังกุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ความระแวดระวังของเขาก็ยิ่งทวีคูณ
แม้เขาจะสัมผัสได้ชัดเจนว่าระดับพลังของตนพัฒนาขึ้น แต่เขาก็ยังกังวลว่ามันอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาหรือสิ่งลวงใจบางอย่าง
และแล้ว...
เขาจึงเรียกตัวเก่อเนี่ย ยอดฝีมือกระบี่อันดับหนึ่งข้างกายเข้ามาพบ
เขาบอกให้เก่อเนี่ยลองสวดอ้อนวอนดูสักครั้ง
แม้เก่อเนี่ยจะไม่เข้าใจว่าจิ๋นซีฮ่องเต้กำลังทำสิ่งใดอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
หลังจากสวดท่องจนจบ...
ต่อให้เก่อเนี่ยจะมีจิตใจที่นิ่งสงบเพียงใด เขาก็ยังคงตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน
"ระดับพลังของข้าก้าวหน้าจากขั้นปรมาจารย์ขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาปรมาจารย์แล้วงั้นรึ?"
ทันใดนั้น สายตาของเก่อเนี่ยก็หยุดนิ่งพลางมองไปที่จิ๋นซีฮ่องเต้ด้วยความตกใจ "ฝ่าบาท นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ?"
"เจ้าได้เห็นเทพแห่งหงเหมิงแล้วใช่หรือไม่?" จิ๋นซีฮ่องเต้ตรัสถาม
"พะยะค่ะ มันช่างเหนือจินตนาการและมิอาจพรรณนาได้ กระหม่อมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเทพเจ้าที่แท้จริงอยู่บนโลกใบนี้ คิดแล้วก็ช่างน่าขันนัก ที่ผ่านมาตัวกระหม่อมเป็นเหมือนกบในกะลาครอบ โดยไม่รู้เลยว่าฟ้าดินนั้นกว้างใหญ่เพียงใด"
ความตกตะลึง ความยำเกรง และความสับสนยังคงฉายชัดอยู่ในดวงตาของเก่อเนี่ย
ติ้ง! ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ ได้เข้าร่วมกลุ่มแชตแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นในหัวของสมาชิกทุกคน
"ท่านเก่อ จงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เจ้าออกไปได้แล้ว"
จิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของกลุ่มแชต เขาก็บ่งมือไล่เก่อเนี่ยให้ออกไป จากนั้นจึงส่งจิตสำนึกเข้าสู่กลุ่มแชตทันที
เจ้าสำนักหัวซาน: "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่! สมาชิกใหม่เป็นท่านต้าเซียน (เซียนผู้ยิ่งใหญ่) งั้นหรือ?"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่! สถานะในกลุ่ม -1"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่! สถานะในกลุ่ม -1"
มู่หรงฟู่: "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่! สถานะในกลุ่ม -1"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่! สถานะในกลุ่ม -1"
เนื่องจากมีเทพแห่งหงเหมิงเป็นตัวอย่างล่วงหน้า หัวใจของพวกเขาจึงสั่นสะท้านทันทีเมื่อเห็นชื่อเล่นของสมาชิกใหม่ และไม่กล้าที่จะแสดงความไร้มารยาทออกมา
แน่นอนว่า...
เป็นเพราะมีเทพแห่งหงเหมิงอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้อนรับขับสู้จนเกินงามเช่นกัน
"ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพงั้นเหรอ?"
ภายในอาณาจักรเทพ หงเหมิงเห็นชื่อเล่นนี้แล้วก็หัวเราะออกมาทันที
หากใครสักคนรอบรู้และทรงพลานุภาพจริง ๆ พวกเขาจำเป็นต้องใส่คำนี้ลงไปในชื่อของตัวเองด้วยงั้นรึ?
คนผู้นี้น่าจะตั้งชื่อเล่นให้ดูหรูหราใหญ่โตเพียงเพื่อจะเอาไว้หลอกลวงผู้คนเสียมากกว่า
ต้าเซียนหวังผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ: "ตัวข้าเซียนผู้นี้กำลังสนทนามรรคาอยู่กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้อยู่ดี ๆ ไฉนจึงมาโผล่ในสถานที่เช่นนี้ได้เล่า? กลุ่มแชตหมื่นสวรรค์ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก พวกเจ้าอยู่ในขอบเขตพลังระดับใดกันรึ? เป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกใบเล็กในหมื่นสวรรค์งั้นหรือ? ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าเซียนผู้นี้จะลองตรวจดวงชะตาดูสักหน่อยแล้วกัน"
สมาชิกในกลุ่มทุกคนต่างพากันเงียบกริบ
พวกเลขาไม่รู้เบื้องหลังของต้าเซียนผู้นี้ จึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรือพยายามเข้าไปประจบสอพลอ
เทพแห่งหงเหมิงยังคงอยู่ในกลุ่มนี้ หากพวกเขารีบร้อนไปประจบคนอื่น แล้วถ้าเกิดเทพแห่งหงเหมิงไม่พอใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ดังนั้น ทุกคนจึงเลือกที่จะซุ่มดูเงียบ ๆ เพื่อสังเกตการณ์ไปก่อนสักพัก...