- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 12: เปิดไพ่ ข้าไม่ใช่เซียน
บทที่ 12: เปิดไพ่ ข้าไม่ใช่เซียน
บทที่ 12: เปิดไพ่ ข้าไม่ใช่เซียน
มหาเซียนหวังผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน: "เจ้าสำนักหัวซานแห่งโลกกระบี่เย้ยยุทธจักร เยว่ปู้ฉวิน ภรรยาคือหนิงจงเจ๋อ ศิษย์เอกคือลิ่งหูชง"
เจ้าสำนักหัวซาน: "ถูกต้องแล้ว มหาเซียนช่างมีอิทธิฤทธิ์ตบะแก่กล้าและมีพลังเวทมนตร์อันไร้ขอบเขตจริง ๆ ที่แท้โลกที่ข้าอยู่นั้นถูกเรียกว่าโลกกระบี่เย้ยยุทธจักรงั้นรึ"
เยว่ปู้ฉวินไม่เคยเอ่ยชื่อของหนิงจงเจ๋อและลิ่งหูชงในกลุ่มแชตเลยสักครั้ง ดูท่าสมาชิกใหม่คนนี้จะเป็นเซียนจริง ๆ เสียแล้ว
เขาเพียงแต่ไม่รู้ว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับเทพแห่งหงเหมิงแล้ว ใครจะเหนือกว่ากัน
มหาเซียนหวังผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน: "@ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า ประมุขสมาคมสยงป้าแห่งโลกฟงอวิ๋นใช่หรือไม่? เจ้ามีศิษย์อยู่สามคนคือ ฉินซวง ปู้จิงอวิ๋น และเนี่ยฟง"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ถูกต้อง"
แม้ว่าสยงป้าจะตกใจ แต่อย่างไรเขาก็รู้ดีว่าพวกเหยียบเรือสองแคมมักจบไม่สวย
ในเมื่อเขาเลือกที่จะศรัทธาในเทพแห่งหงเหมิงไปแล้ว ก็ไม่ควรจะเข้าไปตีสนิทกับเซียนองค์อื่นจะดีกว่า
ยิ่งกว่านั้น มหาเซียนคนนี้ก็ไม่ได้บอกว่าจะมอบผลประโยชน์อันใดให้แก่พวกตนเลย เขาจึงยังคงรู้สึกว่าเทพแห่งหงเหมิงทรงทรงพลานุภาพมากกว่าอยู่ดี
ส่วนเรื่องการหยั่งรู้ข้อมูลของพวกเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เทพแห่งหงเหมิงเองก็ทรงสามารถข้ามผ่านทั่วชั้นฟ้าหมื่นโลกเพื่อมองเห็นอดีตและอนาคตของสมาชิกในกลุ่มได้เช่นกัน
ในเวลานี้ หงเหมิงเองก็กำลังเฝ้ามองมหาเซียนหวังผู้หยั่งรู้ฟ้าดินสำแดงอิทธิฤทธิ์โอ้อวดอยู่ในกลุ่มแชต และเขาก็ยิ่งมั่นใจในใจว่าหมอนี่เป็นพวกสิบแปดมงกุฎแน่ ๆ
ดังนั้น เขาจึงส่งข้อความออกไปเช่นกัน
เทพแห่งหงเหมิง: "ข้าคือหงเหมิง เผยแพร่มรรคาไปทั่วทุกชั้นฟ้าและหมื่นโลก จงเอ่ยพระนามของข้า แล้วชื่อของเจ้าจะไม่ได้อยู่บนศิลาเวียนว่ายตายเกิด จงปรนนิบัติตามมรรคาเทพของข้า แล้วจะได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์และวิถีแห่งเทพ!"
มู่หรงฟู่: "บารมีเทพช่างเกรียงไกร ขอนอบน้อมบูชา!"
มู่หรงฟู่เคยทำพิธีเซ่นสังเวยไปแล้วครั้งหนึ่งและได้รับผลประโยชน์มหาศาล บัดนี้เขาจึงกลายเป็นสาวกผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์หงเหมิงอย่างหมดหัวใจ ย่อมต้องเป็นคนแรกที่ออกมาแสดงความจงรักภักดี
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "บารมีเทพช่างเกรียงไกร ขอนอบน้อมบูชา!"
เจ้าสำนัก(หัวซาน): "บารมีเทพช่างเกรียงไกร ขอนอบน้อมบูชา!"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "บารมีเทพช่างเกรียงไกร ขอนอบน้อมบูชา!"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "บารมีเทพช่างเกรียงไกร ขอนอบน้อมบูชา!"
ติ้ง! จำนวนสมาชิกในกลุ่มแชตครบตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว สมาชิกกลุ่ม 'เทพแห่งหงเหมิง' ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่ม จึงได้รับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มแชต
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปิติดีใจเป็นล้นพ้น
มู่หรงฟู่: "ขอแสดงความยินดีกับองค์เทพของข้าด้วย"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "ขอแสดงความยินดีกับองค์เทพของข้าด้วย"
เจ้าสำนักหัวซาน: "ขอแสดงความยินดีกับองค์เทพของข้าด้วย"
...
"คิดไว้ไม่มีผิด แก่นแท้ของมนุษย์เราก็คือพวกชอบทำตาม ๆ กันนั่นแหละ"
หงเหมิงยิ้มน้อย ๆ เขาไม่คิดเลยว่าจะได้ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มมาง่าย ๆ แบบนี้ กลายเป็นผู้กุมอำนาจในกลุ่มแชตไปเสียแล้ว
แต่มันก็ค่อนข้างดีทีเดียว
เขานึกยำเกรงและให้ความสำคัญกับกลุ่มแชตนี้มาก
มันเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ความศรัทธาของเขา และสำหรับตัวเขาในปัจจุบันนี้ มันเปรียบเสมือนแขนซ้ายแขนขวาที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
การได้เป็นหัวหน้ากลุ่มย่อมหมายความว่าเขาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเตะออกจากกลุ่มในอนาคตอีกต่อไป
ณ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ภายในห้องเช่าใต้ดินอันทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
หวังห้าวถึงกับอึดอัดจนพูดไม่ออก เรื่องราวทั้งหมดมันแตกต่างจากที่เขาคาดคิดไว้โดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่วิถีที่เขาควรจะสำแดงอิทธิฤทธิ์โอ้อวด แล้วให้สมาชิกในกลุ่มพากันกราบไหว้ส่งเสียงเชียร์ เพื่อให้เขาได้ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มมาครอบครองอย่างง่ายดายหรอกหรือ?
เหตุใดพอเทพแห่งหงเหมิงปรากฏกายขึ้นมา ทุกคนกลับพากันคุกเข่าต้อนรับกันหมดแบบนี้ล่ะ?
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? เกิดอะไรขึ้น?"
หวังห้าวพกพาความสับสนมาเต็มอก เขา รีบเปิดดูประวัติการสนทนาและไฟล์ในกลุ่มอย่างรวดเร็ว
"เทพแห่งหงเหมิง? เทพที่แท้จริง?"
"สามารถข้ามผ่านทั่วชั้นฟ้าหมื่นโลกเพื่อไปจุติในหมื่นภพได้งั้นเหรอ?"
"มองเห็นอดีตและอนาคตได้ด้วย?"
"การเผยแพร่มรรคาและทำพิธีเซ่นสังเวยจะได้รับประทานพรจากเทพ?"
"มู่หรงฟู่ถึงกับเซ่นสังเวยน้องหญิงลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเลยเรารึ? ช่างเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตแท้ ๆ!"
"หืม? ตบะบำเพ็ญเพียรพันปี? อิทธิฤทธิ์วิชากระบี่สวรรค์?"
"บ้าจริง โคตรสุดยอดเลย!"
"ให้ตายเถอะ! ในเมื่อมีเทพแห่งหงเหมิงอยู่แล้ว ฉันยังต้องแสร้งทำตัวเป็นหมอเดาเพื่อหลอกเอาเคล็ดวิชาขยะของคนพวกนี้ไปทำไมกันล่ะ? ไปเกาะขาของมหาเทพองค์นี้ไม่ดีกว่าเรารึ?"
"เอ๊ะ ไม่ถูกต้องสิ... เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะล่วงเกินมหาเทพด้วยการโอ้อวดไปไม่ใช่เหรอ? มหาเทพจะไม่ข้ามโลกมาซัดอสนีบาตเทพให้ฉันตายคาที่ใช่ไหม?"
ยิ่งหวังห้าวอ่านดูมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเกิดความขวัญผวามากขึ้นเท่านั้น ทั่วทั้งร่างพลันรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
ความเย็นพุ่งพล่านจากปลายเท้าขึ้นสู่กระหม่อม และหัวใจก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอันไร้สิ้นสุด
เขาก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา ๆ ที่หาได้ทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญได้รับกลุ่มแชตมาเท่านั้น
เขาไม่ได้คิดจะฝืนลิขิตสวรรค์ และไม่ได้คิดจะไปตอแยกับเทพเจ้าองค์ใดเลย เขาเพียงแค่อยากจะมีชีวิตรอดในยุคที่พลังปราณฟื้นฟูนี้ก็เท่านั้นเอง
"เทพแห่งหงเหมิงปรากฏกายขึ้นมากะทันหัน พระองค์ต้องทรงมองแผนลวงโลกของฉันออกหมดแล้วแน่ ๆ ฉันควรทำยังไงดีล่ะ?"
"สารภาพเพื่อขอลดหย่อนโทษ หรือจะขัดขืนเพื่อรับโทษหนักดี?"
"การที่มหาเทพส่งข้อความแบบนั้นมา พระองค์ต้องทรงอยากให้ฉันศรัทธาในตัวพระองค์แน่ ๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงโดนอสนีบาตฟาดตายไปนานแล้ว!"
หวังห้าวไม่กังขาในอิทธิฤทธิ์ของเทพแห่งหงเหมิงผู้สามารถไปจุติได้ทั่วทุกชั้นฟ้าและหมื่นโลกเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้อีกฝ่ายจะยังไม่สามารถส่งผ่านพลังมาได้ในเวลานี้ เขาก็ไม่อยากไปล่วงเกินเทพเจ้าเช่นนี้อยู่ดี
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะสารภาพผิดเพื่อขอลดหย่อนโทษ และเกาะขาของเทพแห่งหงเหมิงไว้ให้แน่นหนาที่สุด
เขาเปลี่ยนชื่อเล่นในกลุ่มทันที
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "มหาเทพอยู่เหนือหัว สาวกผู้ต้อยต่ำหวังห้าวน้อมกราบไหว้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่สุด ."
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "เมื่อครู่ข้าได้ล่วงเกินพระองค์ไป ข้าขอนอบน้อมคุกเข่าวิงวอนขอความเมตตาจากมหาเทพ โปรดประทานอภัยให้แก่ข้าด้วย นับจากนี้ไปผู้ต้อยต่ำคนนี้จะเป็นสาวกผู้ภักดีและเลื่อมใสศรัทธาในมหาเทพอย่างที่สุด ข้าจะช่วยเผยแพร่แสงบารมีของมหาเทพ ไม่ใช่สิ แสงบารมีขององค์เทพของข้าให้ขจรขจายไปทั่วทั้งโลกอย่างแน่นอน"
เจ้าสำนักหัวซาน: "องค์เทพของข้าช่างทรงพลานุภาพยิ่งนัก ขอนอบน้อมบูชา .
มู่หรงฟู่: "องค์เทพของข้าช่างทรงพลานุภาพยิ่งนัก ขอนอบน้อมบูชา .
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "องค์เทพของข้าช่างทรงพลานุภาพยิ่งนัก ขอนอบน้อมบูชา"
...
สมาชิกในกลุ่มทุกคนต่างพากันตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่ามหาเซียนหวังผู้หยั่งรู้ฟ้าดินที่เคยอวดอ้างสวรรค์จะถูกสยบยอมลงราบคาบด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียวจากองค์เทพ
เทพแห่งหงเหมิงช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
น่ากลัวเหลือเกิน
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "ทุกท่าน ข้าต้องขออภัยด้วย จริง ๆ แล้วข้าไม่ได้เป็นมหาเซียนอันใดหรอก ข้าก็เป็นเพียงคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งในยุคที่พลังปราณฟื้นฟูเท่านั้นเอง"
เจ้าสำนักหัวซาน: "ถ้าอย่างนั้นเหตุใดเจ้าถึงรู้ข้อมูลของข้าได้ล่ะ?"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ถูกต้อง เรื่องศิษย์ของข้า ข้าไม่เคยแพร่งพรายในกลุ่มเลยสักครั้ง แล้วเจ้าล่วงรู้ได้อย่างไร?"
มู่หรงฟู่: "สงสัยด้วยคน +1"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "สงสัยด้วยคน +1"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "สงสัยด้วยคน +1"
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "ยุคสมัยที่ข้าอยู่นี้คือปีคริสต์ศักราช 2021 พวกท่านทุกคนล้วนเป็นตัวละครในคัมภีร์ชีวประวัติหรือบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ข้าเคยอ่านผ่านมาทั้งนั้น"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ว่าอย่างไรนะ? พวกเราทุกคนเป็นเพียงตัวละครในคัมภีร์ชีวประวัติงั้นรึ? เรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "ข้าเองก็ไม่ยากจะเชื่อเช่นกัน"
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน ท่านคือจิ๋นซีฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง หรือฉินเซียวกง หรือว่าเป็นผู้ใดกันแน่?"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "ข้าคือฉินอ๋อง จิ๋นซีฮ่องเต้ ทว่ายังมิใช่จิ๋นซีฮ่องเต้ในเวลานี้"
เมื่อเห็นดังนี้ ทุกคนจึงตระหนักได้ว่าหวังห้าวไม่ได้หยั่งรู้ฟ้าดินอะไรจริง ๆ เขาเป็นพวกลวงโลกอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็น่าจะเพิ่งขึ้นครองราชย์และยังไม่ได้รวมหกแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว ยามเมื่อท่านรวมใต้หล้าได้สำเร็จ ผลงานของท่านจะเหนือล้ำยิ่งกว่าสามราชาห้าจักรพรรดิ และท่านจะสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ นามแห่งจักรพรรดิจึงเริ่มต้นจากจุดนี้ ท่านจึงถูกขนานนามว่าปฐมจักรพรรดิ (ฉินสื่อหวง)"
เจ้าสำนักหัวซาน: "โลกของข้าเองก็มีจิ๋นซีฮ่องเต้ ทว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลเมื่อพันกว่าปีก่อน และถูกขนานนามว่าจักรพรรดิผู้เกริกไกรตลอดกาล"
มู่หรงฟู่: "โลกของข้าก็เช่นเดียวกัน และเรื่องราวของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็คล้ายคลึงกับที่หวังห้าวพูดมาไม่มีผิด: ทรงรวมหกแคว้น สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ และกลายเป็นปฐมจักรพรรดิ"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "เหมือนกับข้างต้น"
เทพแห่งหงเหมิง: "ทั่วทุกชั้นฟ้าและหมื่นโลก ห้วงมิติกาลเวลานับแสนล้านแปรผัน การสรรค์สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด หงเหมิงกว้างใหญ่ไพศาล โลกที่อ่อนแอหลายใบย่อมต้องหยิบยืมเศษเสี้ยวพลังงานจากโลกที่แข็งแกร่งเพื่อนำไปวิวัฒนาการ!"
"ดังนั้น หลายโลกจึงมีบุคคลหรือเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน และในหมื่นแสนล้านโลกอันเป็นห้วงมิติกาลเวลาอันไร้สิ้นสุด ย่อมมีโลกคู่ขนานอยู่มากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น"
"ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดหากในอนาคตจะมีจิ๋นซีฮ่องเต้สองคนปรากฏตัวขึ้นในกลุ่มแชตนี้ ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นตัวละครในคัมภีร์ชีวประวัติหรือไม่นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจเลยสักนิด!"
"ความจริงแท้และความลวงตา ล้วนคงอยู่แต่ในจิตใจของพวกเจ้าเอง!"
"ยามเมื่อมองความลวงเป็นความจริง ความจริงก็กลับกลายเป็นความลวง ในที่ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลย ก็อาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งกำเนิดขึ้นมาได้"
มู่หรงฟู่: "น้อมรับฟังคำสอนขององค์เทพ ขอบพระคุณองค์เทพที่ทรงช่วยชี้แนะให้กระจ่างแจ้ง"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "น้อมรับฟังคำสอนขององค์เทพ ขอบพระคุณองค์เทพที่ทรงช่วยชี้แนะให้กระจ่างแจ้ง"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "น้อมรับฟังคำสอนขององค์เทพ ขอบพระคุณองค์เทพที่ทรงช่วยชี้แนะให้กระจ่างแจ้ง"
เจ้าสำนักหัวซาน: "น้อมรับฟังคำสอนขององค์เทพ ขอบพระคุณองค์เทพที่ทรงช่วยชี้แนะให้กระจ่างแจ้ง"
...
สมาชิกในกลุ่มทุกคนต่างพากันหมอบกราบและเอ่ยขอบพระคุณเป็นเสียงเดียวกัน
หงเหมิงหยุดพูดลงแต่เพียงเท่านี้
ในฐานะที่เป็นเทพเจ้า ย่อมต้องรักษาความลี้ลับและความน่าเกรงขามเอาไว้
พูดง่าย ๆ ก็คือต้องทำตัวเย็นชาเข้าไว้นั่นเอง
ผ่านไปครู่ใหญ่
เมื่อเห็นว่าเทพแห่งหงเหมิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
บรรดาสมาชิกในกลุ่มจึงค่อยเริ่มกล้าพูดคุยกัน
กลุ่มแชตพลันกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เยว่ปู้ฉวิน: "สุนัขรับใช้ขององค์เทพ คุณชายหวัง ท่านบอกว่าข้าเป็นตัวละครในคัมภีร์ชีวประวัติจากโลกของท่าน ท่านพอจะส่งคัมภีร์ชีวประวัตินี้มาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?"
"หากท่านมีสิ่งใดต้องการ ข้าจะทำสุดความสามารถและจะไม่ปฏิเสธเลย"
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "เจ้าสำนักเยว่ คัมภีร์ชีวประวัติของท่านมีอยู่หลายเวอร์ชัน ข้าจะมอบสองเวอร์ชันหลักให้ท่านแล้วกัน ท่านพอจะมอบเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรให้ข้าสักวิชาได้หรือไม่?"
แม้ว่าเขาจะอยู่ในยุคที่พลังปราณฟื้นฟู ทว่าเขาไม่มีเงินและไม่มีอำนาจ จึงมิอาจหาเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรมาฝึกฝนได้ ยามนี้เขาจึงเอ่ยขอเคล็ดวิชาโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
เจ้าสำนัก(หัวซาน): "ไม่มีปัญหา ข้าจะมอบวิชาปราณม่วง (จื่อเสีย) ให้แก่เจ้า"
สุนัขรับใช้ขององค์เทพ: "เยี่ยมเลย!"
ติ้ง! สุนัขรับใช้ขององค์เทพได้อัปโหลดวิดีโอสองชุดเรียบร้อยแล้ว
สองเวอร์ชันที่เขาอัปโหลดขึ้นไปนั้น ชุดหนึ่งคือเวอร์ชันที่ตงฟางปุ๊ป้ายเป็นบุรุษที่ตอนตัวเอง และอีกชุดหนึ่งคือเวอร์ชันที่ตงฟางปุ๊ป้ายเป็นสตรีเพศอย่างแท้จริง
เยว่ปู้ฉวินรีบดาวน์โหลดวิดีโอไปดูในทันที และส่งมอบวิชาปราณม่วงให้แก่หวังห้าวในเวลาเดียวกัน
คนอื่น ๆ เองก็พากันดาวน์โหลดวิดีโอไปดูทีละคน เพื่อเตรียมเฝ้าสังเกตวิถีชีวิตอันโลดโผนและยิ่งใหญ่ของเจ้าสำนักเยว่