- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 10: ข้า เยว่ปู้ฉวิน ขอนำบุตรสาวถวายเพื่อบรรลุมรรคา
บทที่ 10: ข้า เยว่ปู้ฉวิน ขอนำบุตรสาวถวายเพื่อบรรลุมรรคา
บทที่ 10: ข้า เยว่ปู้ฉวิน ขอนำบุตรสาวถวายเพื่อบรรลุมรรคา
"คงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน"
หลังจากตรวจสอบสภาพของหวังอวี่เยียนและอาชูแล้ว หงเหมิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
อีกหนึ่งวันให้หลัง
เขาจะครอบครองหวังอวี่เยียน วีรชนระดับตำนาน ผู้มีพลังเทียบเท่ากับเทพชั้นสูง และอาชู วีรชนระดับมหากาพย์ ผู้มีพลังเทียบเท่ากับเทพชั้นกลาง
ตามปกติแล้ว
การที่วีรชนเช่นพวกนางจะเสร็จสิ้นกระบวนการจุติใหม่ในสระเปลี่ยนผ่านวิญญาณ มักต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
ทว่า ด้วยพรสวรรค์เพิ่มพูนไร้ขีดจำกัดของหงเหมิง พวกนางจึงถูกยกระดับขึ้นสู่ขั้นเทพชั้นสูงและเทพชั้นกลางโดยตรง
การเดินทางผ่านสระจุติใหม่ในครั้งนี้ จึงเป็นเพียงการชำระล้างจิตวิญญาณและกายเทพให้บริสุทธิ์ พร้อมทั้งประทับตราประทับของหงเหมิงลงไปเท่านั้น
ดังนั้น
เวลาที่ใช้จึงลดลงไปอย่างมาก
หลังจากตรวจสอบวีรชนทั้งสองเรียบร้อย หงเหมิงก็หันมาตรวจนับสิ่งของที่ได้รับต่อ
ทองคำ เงิน เครื่องประดับอัญมณี และของวิเศษต่าง ๆ ถูกเพิ่มพูนขึ้นจนกลายเป็นทองคำเทพ และแร่เงินมายา ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลยิ่งนัก
ทว่า สำหรับตัวเขาในยามนี้ สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก
ส่วนธัญพืชทั้งห้าชนิด อันได้แก่ ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างหางหมา ข้าวสาลี และถั่ว ถูกเพิ่มพูนจนกลายเป็นธัญพืชเทพ ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว
หงเหมิงสะบัดมือโปรยพวกมันลงบนผืนนาเทพเพื่อเพาะปลูกอย่างไม่ใส่ใจนัก
รอให้หวังอวี่เยียนและอาชูตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาค่อยให้พวกนางมาช่วยทำนา
แม้ว่าตอนนี้เขาจะกลายเป็นเทพเจ้าแล้ว แต่อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งจะข้ามมิติมา ความปรารถนาในรสชาติอาหารเลิศรสย่อมยังต้องได้รับการตอบสนอง
เขาไม่ใช่เทพเจ้าที่ไร้ซึ่งความอยากหรือความต้องการ
เขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ครอบครองพลังแห่งเทวา และยังมีรัก โลภ โกรธ หลง มีอารมณ์ทั้งเจ็ดและตัณหาทั้งหกครบถ้วน
ยิ่งไปกว่านั้น
การบริโภคผลผลิตจากธัญพืชเทพยังสามารถช่วยเพิ่มพูนพลังเทพและระดับการบำเพ็ญเพียรได้ แม้ว่ามันจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ก็นับว่ามีประโยชน์และส่งผลดีในระยะยาว
"พวกหมู วัว แกะ และม้าเหล่านี้ ก็สามารถนำมาเชือดเอาเนื้อได้เช่นกัน"
หงเหมิงมองดูสัตว์เทพที่กำลังวิ่งเล่นอย่างร่าเริงในอาณาจักรเทพพลางนึกอยากกินเนื้อขึ้นมาทันใด
แต่เขาขี้เกียจเกินกว่าจะลงมือเอง จึงคิดจะรอให้หวังอวี่เยียนและอาชูตื่นขึ้นมาจัดการ
ในอาณาจักรเทพขนาดพันล้านลี่แห่งนี้ นอกจากตัวเขา สัตว์เทพที่เพิ่งถูกบูชาขึ้นมา และสองหญิงงามแล้ว ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีกเลย
ดังนั้น
เขาจึงขี้เกียจเกินกว่าจะไปสนใจสัตว์เทพเหล่านั้น
ปล่อยให้พวกมันวิ่งเล่นไปตามใจชอบนั่นแหละ
ท้ายที่สุด จิตสัมผัสเทพของหงเหมิงก็ทอดมองไปยังวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหลังศีรษะ "วงแหวนอารยธรรมมรรคายุทธ์นี้ไม่เลวเลยจริง ๆ"
"เพิ่มพูนความสามารถในการหยั่งรู้ร้อยเท่า เพิ่มพูนพลังต่อสู้ร้อยเท่า ป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง และทุกกฎเกณฑ์ล้วนเป็นไปตามใจนึก"
"ตอนนี้มันเพิ่งจะอยู่ระดับที่ 1 หากระดับเพิ่มขึ้นในอนาคต ผลลัพธ์ของมันย่อมต้องยิ่งใหญ่กว่านี้อย่างแน่นอน"
"ยิ่งกว่านั้น ในเมื่อมีวงแหวนอารยธรรมมรรคายุทธ์แล้ว บางทีอาจจะมีวงแหวนอารยธรรมเทคโนโลยี วงแหวนอารยธรรมมรรคาเซียน วงแหวนอารยธรรมมรรคาพุทธ..."
ยิ่งหงเหมิงคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหนทางข้างหน้าช่างรุ่งโรจน์ยิ่งนัก
กลุ่มแชตหมื่นสวรรค์สามารถเชื่อมต่อทุกชั้นฟ้าและหมื่นดินแดน ทั้งยังผูกโยงอารยธรรมที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน
ข้อสมมติฐานของเขามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นจริง
เรื่องนี้ทำให้เขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลังจากตรวจนับสิ่งของเสร็จสิ้น จิตสำนึกของหงเหมิงก็จมดิ่งลงสู่กลุ่มแชตอีกครั้ง
เจ้าสำนักหัวซาน: "คุณชายมู่หรง ท่านตรวจสอบได้อย่างไรในเวลาอันสั้น ว่าน้องหญิงลูกพี่ลูกน้องและสาวกรับใช้ของท่านคือธิดาแห่งลิขิตสวรรค์หรือธิดาแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่กันแน่?"
เยว่ปู้ฉวินรู้สึกหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป ตัวเขาเองก็เตรียมการสำหรับพิธีบูชาไว้เรียบร้อยแล้ว
ทว่าเมื่อมองดูเครื่องบูชาอันโดดเดี่ยวที่มีเพียงสัตว์พลีกรรมสามชนิดและธัญพืชทั้งห้าบนแท่นบูชาของตนเอง แล้วหันไปมองดูเครื่องบูชาอันหรูหราอลังการของมูหรงฟู่ในกลุ่มแชต
หากไม่มีการเปรียบเทียบ ย่อมไม่มีความเจ็บปวด
เขาไม่กล้าส่งเครื่องบูชาที่ดูซอมซ่อเช่นนี้ออกไปจริง ๆ
ดังนั้น
เขาจึงรู้สึกอับอายเกินกว่าจะเริ่มพิธีบูชา
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "อยากรู้ด้วยคน +1"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "พวกท่านควรจะไปดูวิดีโอบันทึกอนาคตที่คุณชายมู่หรงส่งเข้ามาในกลุ่มสิ เซียวฟง ซูจู๋ และต้วนอวี่ในนั้นล้วนเป็นผู้ที่สวรรค์รักโปรดปราน เป็นบุตรแห่งลิขิตสวรรค์อย่างเห็นได้ชัด และตัวละครที่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา ย่อมต้องเป็นธิดาแห่งลิขิตสวรรค์หรือธิดาแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย"
ปี๋บี่ตงเองก็เคยเห็นอนาคตของตัวนางเองแล้วทำให้นางลึกซึ้งกับเรื่องนี้มาก
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่ามูหรงฟู่เป็นตัวร้ายตัวใหญ่ในโลกของพวกเจ้าสินะ? เอ๊ะ ไม่สิ หรือว่าเป็นแค่ตัวร้ายตัวประกอบ?"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ปี๋บี่ตง ในเมื่อเจ้าเป็นตัวร้ายตัวใหญ่ในโลกของเจ้า เจ้าเองก็ย่อมต้องครอบครองโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เช่นกัน หากเจ้าเอาตัวเองเป็นเครื่องบูชาถวายแด่เทพเจ้า เจ้าจะไม่ก้าวทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในก้าวเดียว บรรลุกลายเป็นเซียนและเป็นเทพหรอกหรือ?"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "พระมหากรุณาธิคุณของท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่นั้นกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร ข้าขอสาบานว่าจะรับใช้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ไปตลอดชีวิต ทว่าก่อนหน้านั้น ข้าต้องเผยแพร่ความรุ่งโรจน์ของท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ให้แผ่ขยายไปทั่วโลกเสียก่อน จากนั้นจึงจะขึ้นไปรับใช้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่"
เจ้าสำนักหัวซาน: "อิจฉาและเลื่อมใสยิ่งนัก! .jpg"
มู่หรงฟู่: "อิจฉาและเลื่อมใสยิ่งนัก! .jpg"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "อิจฉาและเลื่อมใสยิ่งนัก! .jpg"
เจ้าสำนักหัวซาน: "แล้วสาวกผู้ต่ำต้อยเช่นข้า ที่ยังไม่ได้รับเทวนิมิตหรือมองเห็นอนาคต จะไปตามหาธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ได้อย่างไรกัน?"
เยว่ปู้ฉวินกำลังกลัดกลุ้ม มูหรงฟู่เพิ่งจะจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ไป หากตัวเขาทำออกมาได้ย่ำแย่เกินไปย่อมไม่อาจยอมรับได้
มิฉะนั้น หากท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่คิดว่าเขาขี้เหนียวและไร้ซึ่งความจริงใจ แล้วประทานความลำบากมาให้ เขาจะไม่จบสิ้นหรอกหรือ?
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ข้าคิดว่า สตรีผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจแห่งสวรรค์ที่มีพรสวรรค์และรูปร่างหน้าตาโดดเด่น มีความสามารถเหนือผู้คน ทั้งยังครอบครองชื่อเสียงและสถานะอันสูงส่ง ต่อให้นางไม่ใช่ธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ นางก็ย่อมต้องเป็นธิดาแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน"
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "ประมุขสมาคมสยงป้ากล่าวได้มีเหตุผล ในเมื่อพวกนางครอบครองโชคชะตาอันยิ่งใหญ่หรือลิขิตสวรรค์ ย่อมไม่มีทางเป็นคนธรรมดาสามัญ และต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเหนือผู้อื่นอย่างแน่นอน"
...
สำนักหัวซาน, หน้าผาสำนึกตน
เบื้องหน้าแท่นบูชาที่พูนขึ้นด้วยดินและหิน สตรีเลอโฉมผู้มีสง่าราศีและแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความกล้าหาญนางหนึ่ง ได้เอื้อมมือไปผลักเยว่ปู้ฉวินที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่
"ศิษย์พี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือ?"
"ศิษย์น้อง พวกเราหยุดพิธีบูชาไว้ก่อนเถอะ"
เยว่ปู้ฉวินดึงสติกลับคืนมา พลางมองดูหนิงจงเจ๋อ ภรรยาผู้เลอโฉมและเปี่ยมด้วยปัญญาของตน
หากนางอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี ต่อให้นางไม่ใช่ธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ นางก็ย่อมต้องเป็นธิดาแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนใช่ไหม?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หัวใจของเยว่ปู้ฉวินก็พลันสั่นไหว "ศิษย์น้องแต่งงานมีเหย้ามีเรือนแล้ว ย่อมไม่มีคุณสมบัติพอจะไปรับใช้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าซานเอ๋อร์ได้รับสืบทอดความงดงามมาจากศิษย์น้อง ทั้งยังเป็นบุตรสาวของข้าเยว่ปู้ฉวิน เจ้าสำนักหัวซาน ต่อให้นางไม่ใช่ธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ นางก็ย่อมต้องครอบครองโชคชะตาอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนใช่ไหม?"
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็หยั่งรากลึกและฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเยว่ปู้ฉวินทันที
มันวนเวียนอยู่เช่นนั้นและไม่ยอมเลือนหายไป
"ในเมื่อมูหรงฟู่ยังสามารถบูชาญน้องหญิงลูกพี่ลูกน้องของตนเองได้ แล้วเหตุใดข้าจะบูชาบุตรสาวของตัวเองไม่ได้กันล่ะ"
"หากซานเอ๋อร์สามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์เพื่อรับใช้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ได้ นางมิเพียงแต่จะก้าวทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าในก้าวเดียวและได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ แต่ตัวข้าเองก็จะมีเส้นสายอยู่บนสวรรค์ด้วยไม่ใช่หรือ?"
ดังคำกล่าวที่ว่า มีเส้นสายย่อมทำงานง่ายขึ้น เยว่ปู้ฉวินรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที
"ศิษย์พี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือ?"
เมื่อเห็นสีหน้าของเยว่ปู้ฉวินที่เปลี่ยนแปรไปมา เดี๋ยวก็ขมวดคิ้วเดี๋ยวก็ตื่นเต้น หนิงจงเจ๋อจึงเอ่ยถามด้วยความกังวลใจ
"ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
หรือว่าระยะนี้ศิษย์พี่จะแบกรับความกดดันมากเกินไปจนเกิดอาการธาตุไฟแทรกซ้อน?
ก่อนหน้านี้เขาจู่ ๆ ก็อยากจะจัดพิธีบูชาแด่ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่พอแท่นบูชาและเครื่องบูชาเตรียมพร้อมสรรพแล้ว เขากลับสั่งให้หยุดเสียดื้อ ๆ?
เขากำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?
"ศิษย์น้อง เจ้าลองร่วมสวดอ้อนวอนพร้อมกับข้าสักจบ แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง"
เยว่ปู้ฉวินหันไปมองหนิงจงเจ๋อ
ก่อนหน้านี้เขายังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในใจ จึงไม่ได้ให้หนิงจงเจ๋อมาร่วมสวดอ้อนวอนด้วย
ทว่ายามนี้เขาต้องการจะโน้มน้าวหนิงจงเจ๋อ เขาจึงจำเป็นต้องทำให้นางเชื่อมั่นในท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่เสียก่อน
"ตกลง"
หนิงจงเจ๋อพยักหน้ารับเบา ๆ
นางเองก็นึกอยากรู้เช่นกันว่าเยว่ปู้ฉวินกำลังเล่นเล่ห์กลอันใดอยู่
ครู่ต่อมา
หลังจากหนิงจงเจ๋อสวดอ้อนวอนเสร็จสิ้น นางก็สบสายตาเข้ากับเยว่ปู้ฉวินด้วยความตื่นเต้นและตื่นตระหนกยิ่งนัก
ในโลกใบนี้มีเทพเจ้าดำรงอยู่จริง ๆ
น้ำเสียงของนางสั่นเครือ "ศิษย์... ศิษย์พี่ ท่านเองก็เห็นมันแล้วใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว"
เยว่ปู้ฉวินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจังและกล่าวว่า "ที่ข้าเหม่อลอยไปเมื่อครู่ เป็นเพราะข้าได้เห็นมูหรงฟู่ สาวกจากอีกโลกหนึ่งกำลังจัดพิธีบูชาถวายแด่ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่"
"โลกของเขาคล้ายคลึงกับโลกของพวกเรา ทว่าระดับการบำเพ็ญเพียรมรรคายุทธ์กลับสูงล้ำกว่าพวกเรามากนัก ที่นั่นมีแม้กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูง"
"เขาได้นำคัมภีร์ยุทธ์ลับจำนวนมาก ธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ และธิดาแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่มาถวายแด่ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่!"
"หลังจากที่ทั้งสองคนถูกบูชาขึ้นไป ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกนางก็ก้าวกระโดด ทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ท่ามกลางแสงตะวัน และพลังฝีมือก็เพิ่มพูนขึ้นจนถึงระดับที่ยากจะจินตนาการได้ ในที่สุดพวกนางก็ได้เข้าสู่อาณาจักรเทพ คอยรับใช้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์และคงอยู่ชั่วนิรันดร์"
"ส่วนมูหรงฟู่ได้รับพลังบำเพ็ญเพียรหนึ่งพันปีและวิชาเทพแห่งมรรคากระบี่ ขณะที่มารดาของธิดาแห่งลิขิตสวรรค์ได้รับพลังบำเพ็ญเพียรหนึ่งร้อยปีพร้อมทั้งคงความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์..."
ยังไม่ทันที่เยว่ปู้ฉวินจะกล่าวจบ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของหนิงจงเจ๋อ ก็พลันมืดมนลง นางเอ่ยขัดวาจาของเขาพร้อมทั้งเค้นถามว่า
"ท่านคิดจะใช้ซานเอ๋อร์เป็นเครื่องบูชาถวายแด่ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่งั้นรึ?"
"ศิษย์น้อง ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของซานเอ๋อร์เองนะ!"
"ชีวิตของปุถุชนช่างสั้นนัก คงอยู่ได้เพียงไม่กี่สิบปี ในที่สุดความงดงามก็ต้องกลายเป็นกระดูกแห้ง"
เยว่ปู้ฉวินเอื้อมมือไปกุมมือนุ่มละมุนของหนิงจงเจ๋อเอาไว้ พลางกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ในบรรดาบุรุษทั้งหมดบนโลกหล้า จะมีใครเทียบเคียงมหาเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ได้? นี่คือโอกาสที่เบื้องบนประทานมาให้แก่ซานเอ๋อร์"
"ศิษย์น้อง เจ้าไม่ทันสังเกตหรอกหรือว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตแต่กำเนิดแล้ว? ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและคุณธรรม ซานเอ๋อร์ย่อมไม่มีวันได้รับความลำบากจากการโบยบินขึ้นสู่อาณาจักรเทพอย่างแน่นอน"
"เอ๊ะ? ข้าบรรลุถึงขอบเขตแต่กำเนิดแล้วจริง ๆ หรือเนี่ย?"
หนิงจงเจ๋อเพิ่งจะตระหนักได้ในยามนี้เองว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของนางได้ทะลวงผ่านไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ พลังฝีมือของนางไล่เลี่ยกับเยว่ปู้ฉวิน อยู่ที่ประมาณขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่เจ็ดเท่านั้น
"เพียงแค่สวดอ้อนวอนก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงเพียงนี้ เรื่องนี้มิได้แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างและความเมตตาของท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ?"
เยว่ปู้ฉวินรีบตีเหล็กตอนกำลังร้อน พยายามกล่าวโน้มน้าวอย่างสุดความสามารถ "ขอเพียงพวกเราพยายามเผยแพร่มรรคาของท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ออกไป วันหนึ่งความรุ่งโรจน์ของท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ย่อมต้องแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก และเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นอาณาจักรเทพบนพสุธา!"
"ถึงเวลานั้นพวกเราเองก็จะได้โบยบินขึ้นสู่อาณาจักรเทพ ได้พบหน้าซานเอ๋อร์อีกครั้ง และอยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์"
"ศิษย์น้อง ข้ารู้ว่าเจ้าอาลัยอาวรณ์และไม่อยากแยกจากซานเอ๋อร์ ทว่านี่คือโอกาสที่หาได้ยากยิ่งซึ่งเบื้องบนประทานมาให้แก่ซานเอ๋อร์นะ"
"การจากลาในวันนี้ก็เพื่อการกลับมาพบกันที่ดีกว่าในวันหน้า"
"ใช่ว่าในอนาคตพวกเราจะไม่มีโอกาสได้พบหน้าซานเอ๋อร์อีกเสียหน่อย?"
"หากต้องการจะไขว่คว้าสิ่งใดมา ครอบครองสิ่งใดไว้ ก็ต้องรู้จักสละสิ่งนั้นเสียก่อน!"
หนิงจงเจ๋อยังคงเงียบงัน เห็นได้ชัดว่าหัวใจของนางเริ่มสั่นคลอนแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน หนิงจงเจ๋อก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม พลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ เรื่องนี้ซานเอ๋อร์จะต้องยินยอมพร้อมใจด้วยตนเองนะ พวกเราจะบังคับฝืนใจนางเด็ดขาดไม่ได้"
"ศิษย์น้อง วางใจเถอะ ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของซานเอ๋อร์เอง แล้วข้าจะไปบังคับฝืนใจนางได้อย่างไรกัน?"
เยว่ปู้ฉวินดีใจเป็นล้นพ้นและรีบเอ่ยปากรับรองทันที...