- หน้าแรก
- จากเชลยสู่กัปตัน เปิดตำราสร้างกองเรือไร้พ่าย
- บทที่ 39 - สภากัปตัน เมฆหมอกก่อตัว
บทที่ 39 - สภากัปตัน เมฆหมอกก่อตัว
บทที่ 39 - สภากัปตัน เมฆหมอกก่อตัว
บทที่ 39 - สภากัปตัน เมฆหมอกก่อตัว
สายตาของกัสกวาดมองผ่านโจรสลัดที่มีเพียงแปดนิ้วและแบกขวานสำหรับปีนเรือไว้บนหลังไปอย่างรวดเร็ว
แล้วมาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งด้านหน้าที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากับภาพลักษณ์ของโจรสลัดสักเท่าไหร่ กลับดูหล่อเหลาเอาการเสียมากกว่า
เขาเติบโตมาในอ่าวสมอเหล็กตั้งแต่เด็ก ถือเป็นคนพื้นที่ตัวจริงเสียงจริง
ทั้งชีวิตเขาเคยเห็นโจรสลัดมามากกว่าที่ชาวเมืองเล็กๆ หลายคนเคยเห็นคนเสียอีก
แต่โจรสลัดแบบนี้กลับหาดูได้ยากนัก
อายุอานามดูแล้วไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดสิบแปดปี แต่ผิวพรรณกลับขาวสะอาด ไหล่กว้าง
รูปร่างสูงโปร่งเหยียดตรงราวกับหอก น่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ภายใต้ผมสีดำที่ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามอันเป็นเอกลักษณ์ของชาววารีแห่งแดนเหนือดูส่องประกายลึกล้ำยิ่งกว่าท้องทะเล
ทำให้คนมองไม่ออก คาดเดาไม่ได้ แผ่ซ่านกลิ่นอายความสุขุมเป็นผู้ใหญ่ที่ขัดกับอายุออกมาจากภายใน
ดูเหมือนจะคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน หรือคล้ายกับภาพวาดของใครที่เคยเห็นมาก่อน
ที่เอวของเขาห้อยดาบมือครึ่ง สวมเสื้อคลุมสีดำยาว บนหัวยังสวมหมวกกัปตันทรงสามเหลี่ยม นี่มันกัปตันเรือโจรสลัดหนุ่มไฟแรงชัดๆ
ถึงแม้กัสจะร้อนใจอยากหากัปตันมาเป็นที่พึ่ง แต่พอได้ยินคำถามของอีกฝ่าย เขาก็ยังไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยเท่าไหร่นัก
นี่ไม่ใช่ว่าเขามองคนที่ภายนอกนะ แต่สไตล์ของโจรสลัดกับทหารเรือที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเป็นระบบนั้นมันต่างกันราวฟ้ากับดิน
วงการนี้ยึดถือคติ "ผู้เหลือรอดคือราชา" มาโดยตลอด เน้นใช้งาน ไม่เน้นฝึกฝน
มีเพียงโจรสลัดและเรือโจรสลัดที่ผ่านการเข่นฆ่าและรอดชีวิตมาได้เท่านั้น ถึงจะเติบโตเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้ อัตราการตายกลางคันมันสูงปรี๊ดจนน่าใจหาย
ถึงแม้เขาจะถูกพรสวรรค์ 'ลบหลู่การมีอยู่' ถ่วงแข้งถ่วงขาจนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เขาก็ยังอยากจะดิ้นรนต่อไปอีกสักหน่อย
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะละสายตาไปนั่นเอง
จู่ๆ กัปตันหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็พยักหน้าให้เขา แล้วเอ่ยปากถามขึ้นว่า
"สหาย นายรู้ไหมว่าทำไมช่วงนี้อ่าวสมอเหล็กถึงได้ครึกครื้นนัก?"
กัสแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
เขามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอยู่แถวนี้ และอีกฝ่ายกำลังพูดกับเขาจริงๆ ขอบตาของเขาก็พลันร้อนผ่าว
กี่ปีมาแล้วนะ?
ตั้งแต่แม่จากไป นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาทักทายเขาก่อนแบบนี้?
พรสวรรค์ประหลาดนี่กำลังพรากชีวิตเขาไปทีละน้อยจริงๆ
แต่มันก็มอบพลังเหนือธรรมชาติที่ได้ผลลัพธ์น่าทึ่งให้กับเขาด้วยเช่นกัน ขอแค่เขายืนนิ่งๆ ไม่ส่งเสียง ก็แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นการมีอยู่ของเขาเลย
อย่างที่เถ้าแก่จอห์นบอกนั่นแหละ ถ้าเปลี่ยนไปเป็นหัวขโมย ต่อให้เดินอาดๆ เข้าไปหยิบของในบ้านคนอื่น ผู้เสียหายก็ยังไม่รู้ตัวเลย
เขาเกิดมาเพื่อเป็นหัวขโมย นักฆ่า หรือสายลับทางธุรกิจชัดๆ!
จนกระทั่งไบรอนนึกว่าเขาไม่ได้ยินและถามย้ำอีกครั้ง กัสถึงได้สติและรีบอธิบายไปตามสัญชาตญาณ
"ก็เพราะว่ากลางเดือนหน้าจะเป็นวันเลือกตั้งสภากัปตันที่จัดขึ้นทุกๆ สามปีน่ะสิ
สมาชิกสภาลำดับกลางกว่าสิบคนจะมาลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการโจรสลัดแห่งอ่าวสมอเหล็ก
กัปตันทุกคนในน่านน้ำทะเลเหนือที่ได้รับการยอมรับจาก 'ประมวลกฎหมายโจรสลัด' ล้วนมีสิทธิ์เข้าร่วมลงคะแนนเสียง และเข้าร่วมทีมของสมาชิกสภาที่ตนสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือเขาได้
ในฐานะโจรสลัด เรื่องใหญ่ขนาดนี้พวกคุณไม่รู้เลยเหรอ? เพิ่งมาใหม่ล่ะสิ?"
"สภากัปตัน? ผู้ว่าการคนใหม่? กัปตันเรือโจรสลัดทั่วทั้งทะเลเหนือจะมากันหมดเลยงั้นเหรอ?"
ไบรอนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ช่วงนี้พวกเขาเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก ข่าวคราวก็เลยออกจะล่าช้าไปบ้าง
แต่พอพูดถึงสภากัปตันและการเลือกตั้งผู้ว่าการ ไบรอนก็รีบดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาจากความทรงจำได้ทันที
หลังจากที่เจ้าของท่าเรือแห่งนี้อย่างราชันโจรสลัดแห่งทะเลเหนือ ผู้ล่าวาฬ ซึ่งเป็นโจรสลัดระดับตำนานขั้นสูงได้หายตัวไป
สภากัปตันแห่งอ่าวสมอเหล็กก็ถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มมหาโจรสลัดที่มีอำนาจมากที่สุด เพื่อบริหารจัดการท่าเรือโจรสลัดและกิจการต่างๆ ของโจรสลัดในน่านน้ำทะเลเหนือ
เทียบเท่ากับการใช้ระบบสภาเข้ามาแทนที่อำนาจเบ็ดเสร็จของราชันโจรสลัด
ทุกๆ สามปีจะมีการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยการลงคะแนนเสียงและการประลองยุทธ์ เพื่อคัดเลือกสมาชิกสภาชุดใหม่ และผู้ว่าการโจรสลัดที่จะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
ผู้ว่าการไม่เพียงแต่จะมีอำนาจล้นฟ้า สามารถควบคุมพลังส่วนหนึ่งของ 'ประมวลกฎหมายโจรสลัด' ได้เท่านั้น แต่ยังมีสิทธิ์เปิดสมบัติลับที่ชนเผ่าสมุทรคอยปกปักรักษาไว้อีกด้วย!
ทั้งอำนาจ ความมั่งคั่ง และแม้แต่ความลับเหนือธรรมชาติที่ไม่มีใครล่วงรู้ ล้วนอยู่แค่เอื้อม
งานใหญ่ขนาดนี้ย่อมดึงดูดกัปตันเรือโจรสลัดมากมายทั่วทั้งทะเลเหนือให้มารวมตัวกันที่อ่าวสมอเหล็กอย่างแน่นอน
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าพวกเขามาก็แค่เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานเท่านั้น
เพราะตั้งแต่ ผู้ล่าวาฬ หายตัวไป อำนาจของโจรสลัดในทวีปเก่าก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับโจรสลัดบาร์บารีบนชายฝั่งตะวันตก ยอดฝีมือบนชายฝั่งตะวันออกก็ค่อยๆ อพยพลงใต้ไปยังน่านน้ำทางใต้กันหมด
แต่คนที่จะมีคุณสมบัติลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาและผู้ว่าการได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้มีพลังระดับกลาง นั่นคือผู้มีพลังระดับสามขึ้นไปที่ทรงพลังมาก
ใครล่ะจะไม่รู้ว่าตำแหน่งผู้มีอำนาจ ย่อมตกเป็นของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด?
บทบาทของกัปตันเรือโจรสลัดส่วนใหญ่ก็แค่การหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงที่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเท่านั้น
แต่ทว่า
ไบรอนต้องขอพูดคำว่าแต่ทว่าไว้ตรงนี้เลย
นั่นคือรูปแบบปกติเวลาที่ไม่มีอะไรผิดพลาด
ทว่าปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ
อย่าลืมจดหมายฉบับนั้นที่ค้นเจอจากตัว 'กระจกวิเศษ' เวสต์สิ
"ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม จงแฝงตัวเข้าไปในอ่าวสมอเหล็กในฐานะโจรสลัด เพื่อรอรับคำสั่งต่อไป"
พวกกัปตันเรือปล้นสะดมที่ถูกตระกูลยอร์กและกองทัพเรือเฮสติงส์ส่งมา ต่างก็แฝงตัวปะปนอยู่ท่ามกลางโจรสลัดมากมายที่มาร่วมงานเลือกตั้งสภา
รวมถึง 'เรือผลึกขาว' ด้วย เรือปล้นสะดมทุกระำที่ถูกเรียกตัวมา ล้วนมีโอกาสกลายเป็นระเบิดเวลาได้ทั้งสิ้น!
และก็เป็นไปตามคาด
พอไบรอนคิดถึงตรงนี้
ความคืบหน้าในการไขความลับของ 'ความลับ: แผนการลับของกองทัพเรือ อิทธิพลทางประวัติศาสตร์ 20' ท้ายปูมการเดินเรือ ก็ขยับจาก 5% ขึ้นไปเป็น 18% ทันที
"พวกมันไม่ได้มาดีแน่ๆ
แต่ฉันก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าตระกูลยอร์กกับเรือปล้นสะดมพวกนั้นตั้งใจจะทำอะไรที่อ่าวสมอเหล็ก ถึงจะสามารถถอนเสี้ยนหนามที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลเหนือแห่งนี้ออกไปได้?"
ไบรอนยังคิดหาคำตอบไม่ได้ แต่การที่ความคืบหน้าเพิ่มขึ้นก็ทำให้เขาตื่นเต้นอยู่บ้าง
เขาตัดสินใจว่าช่วงสองวันนี้จะอาศัยจังหวะที่มีคนพลุกพล่านออกไปเดินสำรวจดูเสียหน่อย เผื่อจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม
ถ้ามีโอกาสได้ขัดขวางแผนการของตระกูลยอร์ก ต่อให้ต้องขาดทุนเขาก็ยินดีทำอย่างแน่นอน
หลังจากกล่าวขอบคุณชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนนั้น ไบรอนก็เตรียมจะพาคนซื่ออย่าง 'แปดนิ้ว' ไปที่ "บาร์กะลาสีและแมว"
เพื่อลองถามเถ้าแก่ดูว่าแถวนี้มีกะลาสีเก่งๆ บ้างไหม
เรือใบผสมสองเสานั้นใช้ใบเรือตามยาวเยอะกว่า จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแล่นทวนลมได้มาก และยังใช้คนน้อยกว่าเรือใบขวางอีกด้วย
แต่เพื่อการควบคุมเรืออย่างเต็มรูปแบบ และมีคนสับเปลี่ยนหมุนเวียนเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการรบให้พร้อมอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ต้องมีคนสักห้าสิบคนถึงจะพอ
ภารกิจต่อไปของพวกเขาคือการรับสมัครกะลาสีโจรสลัดที่มีประสบการณ์อีกสี่สิบคน
คนซื่ออย่าง 'แปดนิ้ว' ออกมาช่วยเขารับสมัครลูกเรือ ส่วนฮันส์น้อยที่กำลังได้รับการปลุกปั้นให้เป็น 'นายช่าง' ก็ยังคงอยู่ที่อู่ต่อเรือเพื่อช่วยงานพ่อของเขา
ลูกเรือเก่งๆ ถือเป็นทรัพยากรหายาก
ไบรอนไม่ได้หวังว่าจะได้ยอดฝีมืออะไรมากมาย ขอแค่ควบคุมเรือได้ ยิงปืนใหญ่เป็น สู้รบประชิดตัวได้ มีพื้นฐานการต่อสู้ก็พอแล้ว
เขามั่นใจใน 'บัญญัติสิบประการแห่งโจรสลัด' ฉบับใหม่ของเขา และความรู้เหนือธรรมชาติของสายพลังต่างๆ ที่อยู่ในหัวอย่างเต็มเปี่ยม
ไม่กังวลเลยว่าจะดึงดูดลูกเรือเก่งๆ มาไม่ได้ในอนาคต
"กัปตันครับ คุณตั้งใจจะรับสมัครลูกเรือใช่ไหมครับ?
ผมกัส เติบโตมาที่นี่ตั้งแต่เด็ก รู้จักกะลาสีอิสระในท่าเรือเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
ต่อให้คุณต้องการคนที่มีความสามารถพิเศษ ผมก็รู้จักสมาคมค้าทาสดีเหมือนกันนะครับ
ให้ผมช่วย รับรองว่าประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยครับ"
คำทักทายของไบรอนจุดประกายความหวังอันริบหรี่ในใจของกัสขึ้นมาทันที เขารีบเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
พลางจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ ชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว แล้วส่งยิ้มกว้างให้ไบรอน
"กัปตันครับ ห้าเหรียญทองแดง!
แค่ห้าเหรียญทองแดงเท่านั้น รับรองว่าคุ้มเกินคุ้ม ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ!"
1 ปอนด์ทองคำเท่ากับ 20 นัตเงิน 1 นัตเงินเท่ากับ 15 เหรียญทองแดง หนึ่งเหรียญทองแดงสามารถซื้อขนมปังมาตรฐานได้หนึ่งก้อน (ขนมปังขนาดมาตรฐานตามกฎหมาย)
'แปดนิ้ว' รู้ดีว่ากัปตันของตนไม่ค่อยมีหัวเรื่องการใช้เงินเท่าไหร่นัก
ไม่รอให้ไบรอนเอ่ยปาก เขาก็รีบก้าวออกไปข้างหน้า จ้องมองกัสที่หน้าผากแปะคำว่า "หน้าเงิน" ไว้ตัวเบ้อเริ่ม ส่วนเสื้อผ้าขาดวิ่นก็บ่งบอกถึงความ "จน" ได้อย่างชัดเจน
เขาชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วอย่างไม่รีบร้อน งัดเอาความขี้เหนียวระดับพ่อค้าเรมิตออกมาใช้ ฟันราคากันแบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
"สองเหรียญทองแดง"
กัสถึงกับหน้าถอดสี
"ต่อให้จะขายไม่ออกมาตลอด แต่ฉันก็เป็นถึงผู้มีพลังเหนือธรรมชาติครึ่งซีกที่ตื่นรู้ 'พลังวิญญาณ' มาตั้งแต่เกิดเลยนะ ฉันก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ!"
จ๊อก...
ทั้งสามคนก้มลงมองที่ท้องของกัสพร้อมกัน
ทำให้กัสต้องตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้
"ตกลง! แต่ขอจ่ายเงินก่อนได้ไหม?"
[จบแล้ว]