- หน้าแรก
- จากเชลยสู่กัปตัน เปิดตำราสร้างกองเรือไร้พ่าย
- บทที่ 23 - ความคืบหน้าที่คาดไม่ถึง
บทที่ 23 - ความคืบหน้าที่คาดไม่ถึง
บทที่ 23 - ความคืบหน้าที่คาดไม่ถึง
บทที่ 23 - ความคืบหน้าที่คาดไม่ถึง
ไม่นานนักก็มีเรือหัวมังกรของชนเผ่าสมุทรที่มีหัวและท้ายเรือเชิดสูงเรียวยาวพายออกมา
ร่างในชุดคลุมสีดำขาดรุ่งริ่งยืนอยู่บนหัวเรือ ในมือหิ้วตะเกียงน้ำมันวาฬที่ส่องแสงสีขาวสว่างจ้า เขาโบกมือให้พวกไบรอนอย่างลวกๆ
"ซี๊ด!"
ลมทะเลที่ทั้งเปียกชื้นและหนาวเหน็บพัดปะทะใบหน้า กลิ่นคาวเกลือแทรกซึมเข้าไปตามคอเสื้อและกระดูกของเหล่าโจรสลัดอย่างไม่หยุดหย่อน
ทุกคนล้วนถูกบรรยากาศอันลึกลับราวกับคนพายเรือข้ามแม่น้ำยมโลกกลืนกินจนต้องยืนนิ่งงันแทบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทว่าเรือหัวมังกรกลับไม่ได้ใส่ใจความคิดของพวกเขาเลย มันพายวาดเป็นแนวโค้งบนผิวน้ำอย่างรวดเร็วแล้วแล่นกลับเข้าไปในม่านหมอกสีขาวอีกครั้ง
เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเพียงแสงสีขาวสลัวๆ ที่ส่องทะลุหมอกค่อยๆ ห่างออกไปทุกที
"นี่คือผู้นำทางของท่าเรือโจรสลัด รีบออกเรือเร็ว เราต้องตามเขาไป"
จนกระทั่งเนตรโลหิตออกคำสั่ง พวกเขาถึงได้ลนลานเดินเรือฉลามกินคนพุ่งเข้าไปในม่านหมอกคาวเกลืออันเปียกชื้น
'นี่คือผู้มีพลังในสายลำดับประภาคาร อาชีพผู้นำทาง
ตะเกียงในมือจุดด้วยน้ำมันวาฬชนิดพิเศษที่สกัดมาจากวาฬนำร่อง
แถมยังต้องได้รับสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องจากประมวลกฎหมายโจรสลัดเสียก่อน ถึงจะมีคุณสมบัตินำเรือเข้าออกท่ามกลางม่านหมอกที่ปกคลุมอ่าวสมอเหล็กได้อย่างอิสระ
ทำหน้าที่เหมือนพนักงานเฝ้าประตู แต่สถานะที่แท้จริงกลับสูงส่งมาก
พวกเขาทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์ประตูและปราการด่านแรกของอ่าวสมอเหล็ก ล้วนเป็นขุมกำลังสายตรงที่ราชันโจรสลัดแห่งทะเลเหนือ ผู้ล่าวาฬ ทิ้งเอาไว้'
โจรสลัดที่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกยังคงหวาดผวาหลังจากถูกหมอกหนาทึบกลืนกิน แต่ไบรอนกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
ความรู้เหนือธรรมชาติในหัวก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อพันปีก่อนในยุคที่ชนเผ่าสมุทรแดนเหนือซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์โจรสลัดเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขาเคยสร้างจักรวรรดิทางทะเลอันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า จักรวรรดิทะเลเหนือ
พวกเขารวบรวมดินแดนแถบชายฝั่งทะเลเหนือทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว แม้แต่ทะเลเหนืออันกว้างใหญ่ก็ยังเป็นเพียงทะเลสาบภายในจักรวรรดิเท่านั้น
ในเวลานั้นหมู่เกาะช่องแคบทางฝั่งตะวันออกของทะเลเหนือ คาบสมุทรนิรันดร์ราตรีทางฝั่งตะวันตก รวมถึงดินแดนอันกว้างใหญ่บนชายฝั่งตะวันออกล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ
น่าเสียดายที่มันเป็นเพียงความยิ่งใหญ่ชั่วข้ามคืน และไม่อาจหลอมรวมเป็นมงกุฎอันสูงสุดได้
หลังจากนั้นลูกหลานของชนเผ่าสมุทรก็แตกสานซ่านเซ็นกันไปอีกครั้ง
บรรพบุรุษร่วมกันของตระกูลแลงคาสเตอร์และยอร์กก็คือหนึ่งในสายเลือดเหล่านั้น ส่วนพวกที่ยังคงรวมตัวกันอยู่ที่อ่าวสมอเหล็กเพื่อยึดอาชีพเดิมก็เป็นอีกสายหนึ่ง
ยังมีอีกมากมายที่กระจัดกระจายไปทั่วทวีปเก่า ถึงขั้นไปก่อตั้งประเทศขึ้นมาได้หลายแห่ง
สำหรับไบรอนแล้วท่าเรือโบราณที่สืบทอดมาจากยุคจักรวรรดิทะเลเหนือแห่งนี้ ก็ถือเป็นดินแดนบรรพบุรุษที่ห่างเหินกันมานับพันปีของเขาเช่นกัน
ราวกับมีความคุ้นเคยบางอย่างฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด
ในตอนนั้นเองฮันส์เฒ่าก็ดูดกล้องยาสูบไม้บีชพลางพิงกราบเรือข้างๆ ไบรอน เขาพ่นควันเป็นวงกลมออกมายาวเหยียด สายตาทอดมองออกไปไกลแสนไกล
"ในทวีปเก่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นชายฝั่งตะวันออกของเราหรือชายฝั่งตะวันตก ชีวิตของโจรสลัดก็ชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วล่ะนะ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เราแอบยืมอู่ต่อเรือเอกชนมาดัดแปลงเรือสินค้าติดอาวุธให้กลายเป็นเรือโจรสลัด เราก็ไม่เคยได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือทางการแห่งไหนอีกเลย
จนกระทั่งวันนี้ที่เราต้องการอู่แห้งเพื่อซ่อมแซมเรือโจรสลัดครั้งใหญ่ ถึงได้รู้ว่าท่าเรือโจรสลัดขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันนั้น เหลือเพียงแค่อ่าวสมอเหล็กแห่งเดียวแล้ว
เกรงว่าอีกไม่นานที่นี่ก็คงจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล"
แววตาของชายชราแฝงไว้ด้วยความปราดเปรื่องที่มองโลกมาอย่างทะลุปรุโปร่ง
"เมื่อการบุกเบิกดินแดนโพ้นทะเลดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ผลประโยชน์ที่ได้จากท้องทะเลก็ยิ่งมหาศาล
ในอนาคตทั้งศาสนจักรและอาณาจักรผู้กุมอำนาจทางทะเลระดับมหาอำนาจ คงไม่มีใครยอมให้มีโจรสลัดที่อยู่นอกเหนือ 'ระบบใบอนุญาต' มีชีวิตอยู่อีกต่อไป ไม่ยอมจำนนก็ต้องตาย"
คำรำพึงของฮันส์เฒ่าถึงสถานการณ์อันน่าอึดอัดของโจรสลัดในทวีปเก่า กลับทำให้ร่างกายของไบรอนที่อยู่ข้างๆ สั่นสะท้านเล็กน้อย
เป็นเพราะในหน้าสุดท้ายของปูมการเดินเรือ [ความลับ: เงามืดแห่งสงครามดอกกุหลาบสีเลือดและสีขาว (อิทธิพลทางประวัติศาสตร์ 31% ความคืบหน้าในการไขความลับ 11%)] เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกะทันหัน
ความคืบหน้าในการไขความลับกระโดดจาก 11% ไปเป็น 12%
"บทสรุปของสงครามดอกกุหลาบสีเลือดและสีขาวมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของโจรสลัดในทวีปเก่าด้วยอย่างนั้นหรือ"
ไบรอนไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าในขณะที่ [ความลับ: ความนัยที่ยากจะเอ่ยของกัปตันซัลมานเนตรโลหิต] กำลังจะสำเร็จผล
ความลับแรกที่ถูกบันทึกไว้ในปูมการเดินเรือกลับมีความคืบหน้าอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัว
เขารีบเค้นสมองนึกถึงเบาะแสทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทันที
น่าเสียดายที่ถึงแม้เขาจะมีสถานะสูงส่ง แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุแค่สิบเจ็ดปี อีกตั้งสองเดือนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
ก่อนบรรลุนิติภาวะเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของอาณาจักร และยังไม่เคยได้เข้าไปคลุกคลีในแวดวงสังคมชั้นสูงเลยด้วยซ้ำ
นอกจากเอกสารประกอบการเรียนต่างๆ แล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในหัวของเขาก็มีอยู่น้อยนิดจนน่าสงสาร
รู้เพียงว่าตั้งแต่ปีแห่งยุคสีเงินที่ 1405 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นานาประเทศต่างพากันก้าวเข้าสู่การพิชิตท้องทะเลและโลกที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผลประโยชน์ที่ได้รับจากทางทะเลก็ยิ่งใหญ่โตมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ
'ยุคแห่งอำนาจทางบก' ที่มีกองทหารม้าเป็นตัวแทน ก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ 'ยุคแห่งอำนาจทางทะเล' ที่มีเรือรบลำยักษ์และปืนใหญ่เป็นตัวแทนอย่างรวดเร็ว
ท่าเรือโจรสลัดตามแนวชายฝั่งทวีปเก่าถูกกองทัพเรือของประเทศต่างๆ กวาดล้างไปทีละแห่ง
ไม่ว่าจะเป็น 'ชนเผ่าสมุทรแดนเหนือ' ที่ครองความเป็นใหญ่บนชายฝั่งตะวันออก หรือ 'โจรสลัดบาร์บารี' ที่โลดแล่นอยู่บนชายฝั่งตะวันตก ล้วนถูกบีบให้ต้องอพยพลงใต้ไปยังเส้นทางเดินเรือสายใหม่ที่อำนาจรัฐยังอ่อนแอ
จนถึงขั้นไปสร้างเมืองโจรสลัดแห่งใหม่ขึ้นที่หมู่เกาะบันตาอันและน่านน้ำที่ไกลออกไป
กิจการโจรสลัดตามแนวชายฝั่งทวีปเก่ากำลังตกต่ำลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หากจะพูดให้ถูกก็คือกองกำลัง 'โจรสลัดอิสระ' ขนานแท้ที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อประเทศใด
มีเพียงอ่าวสมอเหล็กซึ่งเป็นท่าเรือโจรสลัดที่เก่าแก่ที่สุดและมีการป้องกันแน่นหนาที่สุดแห่งนี้เท่านั้น ที่ยังพอเอาตัวรอดมาได้ชั่วคราว
แต่มันก็กลายเป็นเหมือนเสาหลักของกลุ่มโจรสลัด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นเสี้ยนหนามตำใจของศาสนจักรและนานาประเทศอย่างที่ฮันส์เฒ่าบอก
แต่เดิมทีในตอนที่ลุงและพ่อของเขาเป็นผู้กุมอำนา ท่าทีที่มีต่อสายเลือดเดียวกันเหล่านี้ก็คือต่างคนต่างอยู่มาโดยตลอด
ตอนนี้ตระกูลยอร์กขึ้นครองอำนาจแล้ว สถานการณ์ก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
จริงสิ ชนเผ่าสมุทรแดนเหนือกลุ่มนี้ที่ยังคงยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมของตนนั้น ไม่เชื่อในองค์พระผู้สร้าง พวกเขาหัวรั้นเสียจนไม่ยอมแม้แต่จะพูดจาแสร้งทำเป็นศรัทธาเลยด้วยซ้ำ
"แต่อย่างน้อยตอนนี้อ่าวสมอเหล็กก็ยังแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก
เกาะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่สามารถนำกองทัพมาบุกโจมตีจากทางบกได้ ที่นี่มีทั้งน้ำจืดและพื้นที่เพาะปลูก เพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างสบาย
ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาที่นี่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวด โดยใช้บัญญัติสิบประการแห่งโจรสลัดบนเรือของตัวเองเป็นเครื่องยืนยัน ถึงจะได้รับการนำทางจากผู้นำทาง
หากบุกรุกเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า ต่อให้เป็นกองเรือรบทั้งกองก็อาจจะหลงทิศทางจนต้องอดตายเอาได้ง่ายๆ
ใต้น้ำบริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยโขดหินโสโครก ส่วนบริเวณใกล้กับเส้นทางเดินเรือที่ถูกต้องซึ่งสามารถให้เรือโจรสลัดสัญจรผ่านไปมาได้อย่างปลอดภัยนั้น ก็เต็มไปด้วยปืนใหญ่ป้อมปราการขนาดมหึมา
ประกอบกับการคุ้มครองในระดับพลังเหนือธรรมชาติจากประมวลกฎหมายโจรสลัด
ในทางทฤษฎีแล้วที่นี่ก็คือป้อมปราการที่ไม่มีวันถูกตีแตก"
อย่างน้อยด้วยข้อมูลที่ไบรอนมีอยู่ในตอนนี้ เขาก็นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่ากองทัพเรือจะบุกทลายที่นี่ได้อย่างไร
การที่เขายังไม่ได้แหวนตราพายุกลับคืนมา หมายความว่าตอนนี้เขายังมีโอกาสถูกทำนายหาตัวเจอได้ ยิ่งอยู่ใกล้มากเท่าไหร่การระบุตำแหน่งก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น
ข้าหลบมาพักพิงชั่วคราวที่อ่าวสมอเหล็กซึ่งอนุญาตให้เข้าออกได้เฉพาะโจรสลัดแบบนี้ น่าจะปลอดภัยสินะ
เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดยังคงผ่อนคลายลงไปได้บ้าง
เรือฉลามกินคนแล่นตามการนำทางของผู้นำทาง เลี้ยวซ้ายทีขวาทีท่ามกลางม่านหมอกที่คนนอกไม่อาจมองเห็นความผิดปกติใดๆ ได้เลย จนกระทั่งผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง
ภาพเบื้องหน้าของทุกคนก็สว่างวาบขึ้น พวกเขาได้เห็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อีกครั้ง
ท่าเรืออันเจริญรุ่งเรืองขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้า
บนท่าเรือของเกาะมีเรือใบจอดเทียบท่าอยู่เรียงราย มีทั้งเรือเสากระโดงสามเสา สองเสา เสาเดียว มีทั้งใบเรือขวาง ใบเรือตามยาว มีทั้งเรือสินค้า เรือประมง หรือแม้กระทั่งเรือรบตามมาตรฐาน
ถึงแม้พวกมันจะมีขนาดเล็กใหญ่และรูปแบบที่หลากหลาย แต่ทุกเรือต่างก็มีจุดเด่นร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือธงโจรสลัดสีดำที่โบกสะบัดพริ้วไหวไปตามสายลม!
ในกำแพงหมอกทิศทางอื่นๆ ยังคงมีเรือโจรสลัดลำอื่นแล่นเข้าออกอยู่เป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าเส้นทางเดินเรือที่สามารถเข้าออกที่นี่ได้นั้นมีมากกว่าหนึ่งเส้นทางอย่างแน่นอน
ติดกับท่าเรือก็คือเมืองอันเจริญรุ่งเรืองที่มีขนาดไม่เล็กเลย
อู่ต่อเรือ โกดัง ตลาดสด โรงเตี๊ยม สถานเริงรมย์ โรงประมูล ลานประลอง ปราสาท... สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างเท่าที่พอจะนึกออกล้วนมีอยู่ที่นี่อย่างครบครัน
มันเจริญรุ่งเรืองเสียยิ่งกว่าเมืองท่าของหลายๆ ประเทศบนแผ่นดินใหญ่เสียอีก
ปริมาณเรือโจรสลัดนับไม่ถ้วนที่แล่นเข้าออกในแต่ละวัน ได้สร้างแหล่งจัดหาสินค้าที่สำคัญที่สุดให้กับตลาดมืดใต้ดินแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นดาบ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือแม้กระทั่งวัตถุวิเศษ พิธีกรรมเข้ารับตำแหน่งเหนือธรรมชาติ ตลอดจนความรู้ต้องห้าม ขอเพียงแค่เป็นสิ่งที่มีอยู่บนทวีปเก่า ก็สามารถหามันซื้อได้จากที่นี่อย่างแน่นอน
โจรสลัดบนเรือส่วนใหญ่ที่ไม่เคยพบเจอโลกกว้างต่างก็พากันมองซ้ายมองขวาจนตาลายไปหมด
ทันใดนั้น
"ดูจากสภาพเรือลำนี้แล้ว บรรดานักรบผู้กล้าทุกท่านคงจะเพิ่งผ่านศึกหนักกลางทะเลมาสินะขอรับ
ว่าแต่การออกเรือครั้งนี้นายท่านทั้งหลายตั้งใจปล้นสะดมกันอย่างเต็มที่หรือเปล่าขอรับ
ช่วงนี้ข้าวของในอ่าวสมอเหล็กราคาพุ่งปรี๊ดเลยนะขอรับ มีเงินซ่อมเรือไหม มีเงินจ่ายค่าชดเชยให้ลูกเรือหรือเปล่า มีเงินส่งกลับไปเป็นค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวบ้างไหม แล้วเก็บเงินไว้ใช้ยามแก่เฒ่าหรือซื้อบ้านสักหลังพอแล้วหรือยังขอรับ
สู้เอาของที่ปล้นมาได้มาแลกเป็นเหรียญทองสีเหลืองอร่ามแสนน่ารักกับข้าดีกว่าไหมขอรับ
บริษัทการค้าปาล์มทองคำของเรายินดีให้ราคาที่เป็นธรรมจนทุกท่านต้องพอใจอย่างแน่นอน"
เรือฉลามกินคนเพิ่งจะจ่ายภาษีเข้าท่าเรือให้ผู้นำทางไปสิบปอนด์ทองคำ จากนั้นจึงแล่นเข้าเทียบท่าและวางไม้กระดานพาดลงไป
บนสะพานเทียบเรือมีร่างของชายคนหนึ่งสวมชุดคลุมผ้าไหมสุดหรูหรา บนนิ้วมือเต็มไปด้วยแหวนอัญมณี เขากำลังถูมือไปมาพลางฉีกยิ้มกว้างให้พวกโจรสลัด เผยให้เห็นฟันเลี่ยมทองซี่โตส่องประกายวับวาว
ทันทีที่เห็นสัญลักษณ์ของบริษัทการค้านี้ แม้แต่ซัลมานผู้มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้ารังเกียจขยะแขยง แต่ก็แฝงไปด้วยความจนใจ
"พวกชาวเรมิตผู้ละโมบและเจ้าเล่ห์ ซวยชะมัด ทำไมคราวนี้ถึงต้องมาเจอกับพวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนี้ด้วยนะ"
[จบแล้ว]