- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นไส้ศึก ไหงกลายเป็นยอดมือปราบอันดับหนึ่งแห่งลิ่วซ่านเหมินไปได้
- บทที่ 24 - วิชาเร้นกายงูสวรรค์
บทที่ 24 - วิชาเร้นกายงูสวรรค์
บทที่ 24 - วิชาเร้นกายงูสวรรค์
บทที่ 24 - วิชาเร้นกายงูสวรรค์
ดึกสงัด
เขตจูเชวี่ย จวนสกุลโต้ว
โต้วฉางเซิงผลักประตูใหญ่เปิดออก แล้วก้าวเดินเข้าไปในลานเรือน
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน มองดูดวงดาวที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณกาล ส่องแสงระยิบระยับราวกับโคมไฟที่คอยจุดประกายให้ท้องฟ้ายามราตรี ก่อเกิดเป็นทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล
สายตาเลื่อนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่กลุ่มดาวเหนือรูปกระบวยที่คุ้นเคย
โต้วฉางเซิงไม่มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์ ท่ามกลางดวงดาวนับหมื่นนับแสนดวงบนท้องฟ้า สิ่งที่เขาพอจะจำได้ก็มีแค่กลุ่มดาวเหนือเจ็ดดวงนั้นเท่านั้น
ดวงดาวจากชาติที่แล้ว ชาตินี้เขาก็ได้เห็นอีกครั้ง
ไม่รู้เหมือนกันว่าทั้งสองโลกนี้จะมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
ค่อยๆ ดึงสายตากลับมา เพียงแค่ไม่กี่เดือน ก็ทำให้โต้วฉางเซิงเกิดความรู้สึกโหวงเหวงในใจ ราวกับว่าเขาจากบ้านมานานหลายร้อยปีแล้ว
โต้วฉางเซิงเดินมาที่ห้องปีกซ้าย จุดตะเกียงน้ำมันขึ้น มองดูห้องที่ค่อยๆ สว่างไสว
ห้องค่อนข้างว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่กลับถูกทำความสะอาดไว้อย่างหมดจด โต้วฉางเซิงเดินไปที่เตียงไม้ นั่งขัดสมาธิ หงายฝ่ามือและฝ่าเท้าขึ้นสู่ฟ้า
เขาหยิบกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา ค่อยๆ เปิดกล่องไม้ เลิกผ้าไหมสีแดงขึ้น มองดูคราบงูสวรรค์ท่อนนี้
โต้วฉางเซิงหลุบตาลง ค่อยๆ หลับตา รวบรวมสมาธิ แล้วค่อยๆ ปล่อยจิตใจให้จมดิ่งลงไปในคราบงูสวรรค์
ไม้ตื่นรู้ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา คอยปรับสมดุลพลังลมปราณและจิตวิญญาณของโต้วฉางเซิงอย่างต่อเนื่อง จิตใจจมดิ่งลงสู่คราบงูสวรรค์ ทั้งสองประสานเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ ทุกอย่างล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่น
ไม้ตื่นรู้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการช่วยทำความเข้าใจเจตจำนงยุทธ์
จิตใจว่างเปล่า ราวกับร่วงหล่นจากที่สูง
วิสัยทัศน์สว่างวาบขึ้นมาในทันที ท่ามกลางการร่วงหล่น โต้วฉางเซิงคล้ายกับมองเห็นร่างงูที่คดเคี้ยวและมีขนาดใหญ่โตมโหฬารราวกับโลกทั้งใบ
เขามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของมันเลยแม้แต่น้อย วิสัยทัศน์ทั้งหมดถูกบดบังด้วยเกล็ดที่มีลวดลายงดงามตระการตา
ลวดลายนั้นดูเก่าแก่และทรงพลังแผ่ซ่านความงดงามที่ยากจะบรรยายเป็นคำพูด ราวกับว่าความงดงามทั้งหมดในโลกหล้าได้ถูกถ่ายทอดออกมาจนหมดสิ้น
วินาทีต่อมา
โต้วฉางเซิงก็ร่วงหล่นลงพื้น
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นปราดเข้ามา
ราวกับมีใครเอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ มาทุบเข้าที่หัวของเขาอย่างจัง
ความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงเข้าไปถึงกระดูก ทำให้โต้วฉางเซิงเผลอหลุดเสียงร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
ดวงตาเบิกโพลงขึ้นตามสัญชาตญาณ สองมือยกขึ้นกุมหัว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขาดิ้นทุรนทุรายไปมาบนเตียงไม้
ท่ามกลางความเจ็บปวด โต้วฉางเซิงก็ตั้งสติได้ เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไป คว้ากล่องไม้บนเตียงเอาไว้แน่น
เขาหยิบไม้ตื่นรู้ขึ้นมาแตะไว้ที่หน้าผาก ความเจ็บปวดถึงได้ทุเลาลงบ้าง
นี่มันเจตจำนงยุทธ์บ้าบออะไรกัน
นี่มันการแอบดูเงาของงูสวรรค์ชัดๆ
งูสวรรค์คือสัตว์ประหลาดในยุคโบราณกาล สิ่งมีชีวิตประเภทนี้ล้วนมีระดับที่สูงส่ง เกิดมาก็แข็งแกร่งแล้ว ต่อให้เป็นแค่ช่วงวัยเยาว์ก็สามารถฉีกร่างเสือดาวได้อย่างง่ายดาย
เมื่อโตเต็มวัยก็มีพลังไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์ขั้นสามแห่งวิถียุทธ์เลย
และเจ้างูสวรรค์ที่เติบโตจนมีขนาดใหญ่โตราวกับโลกใบนั้น ระดับความแข็งแกร่งของมันคงสูงส่งเกินกว่าที่ความรู้หางอึ่งของโต้วฉางเซิงจะจินตนาการได้
หนึ่งเค่อผ่านไป ความเจ็บปวดก็เริ่มบรรเทาลง โต้วฉางเซิงกลับมานั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
สายตามองไปยังกล่องไม้ คราบงูสวรรค์ที่อยู่ข้างในราวกับถูกไฟแผดเผา กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
โต้วฉางเซิงใช้ผ้าไหมสีแดงห่อเอาไว้อย่างระมัดระวัง แล้วจึงปิดกล่องไม้
ของสิ่งนี้มีระดับไม่ธรรมดา อนาคตอาจจะมีประโยชน์ก็ได้
มันล้ำลึกเกินไปหน่อย ได้แต่มองดูความว่างเปล่า แต่เจ็บก็เจ็บไปแล้ว ผลลัพธ์ก็ยังมีอยู่บ้าง
[วิชาเร้นกายงูสวรรค์ (ขั้นต้น): ค่าตบะ (0\40000)]
สายตาของโต้วฉางเซิงกวาดมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ได้สติกลับคืนมา
แล้วมองดูใหม่อีกครั้ง
ครั้งนี้เขาลองนับดูอย่างละเอียด
สี่หมื่น ไม่ใช่สี่พัน มีเลขศูนย์ทั้งหมดสี่ตัว
โหดร้ายเกินไปแล้ว
ตอนหัวหน้าหวังตาย เขาได้ค่าตบะมาแค่ 500 แต้ม นี่มันเทียบเท่ากับหัวหน้าหวังตั้ง 80 คนเลยนะ
ถ้าเป็นมือปราบตัวเล็กๆ ทั่วไป ก็ต้องใช้ถึง 200 คน
เดี๋ยวก่อน...
ถ้าคิดแบบนี้มันก็ไม่ได้เยอะอะไรนี่นา
ถ้าใจแข็งหน่อย ก่อเหตุสังหารหมู่ล้างเมืองสักครั้ง
คงปั่นตัวเลขออกมาได้มหาศาลสั่นสะเทือนฟ้าดินเลยทีเดียว
แต่นั่นก็เป็นแค่อุดมคติเท่านั้นแหละ เพราะเงื่อนไขเบื้องต้นก็คือต้องเป็นเพื่อนกันก่อน
วิชาเร้นกายงูสวรรค์แบ่งออกเป็นสามระดับขั้น
ซ่อนร่องรอยเร้นเงา, บดบังความลับสวรรค์, ไร้เงาไร้ร่องรอย
เมื่อบรรลุขั้นแรก ก็จะสามารถปกปิดระดับพลัง เก็บงำลมปราณ และซ่อนร่องรอยเร้นเงาได้
เมื่อบรรลุขั้นที่สอง พวกการล็อกเป้าหมายทางสายเลือด การคำนวณทางโหราศาสตร์ คำสาปแช่งของชนเผ่าแม้ว และอื่นๆ โดยทั่วไปก็จะไร้ผล
ขั้นสูงสุดคือขั้นที่สาม ได้รับการขนานนามว่า ไร้เงาไร้ร่องรอย ว่างเปล่าดุจอากาศธาตุ ราวกับว่าภายใต้กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ไม่เคยมีคนผู้นี้ดำรงอยู่เลย
ดวงชะตา ชื่อเสียง สายเลือด ทุกสิ่งทุกอย่าง จะไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
แต่ทว่าสิ่งที่โต้วฉางเซิงได้รับมาในตอนนี้ มีเพียงเคล็ดวิชาซ่อนร่องรอยเร้นเงาในขั้นแรกเท่านั้น ส่วนอีกสองขั้นที่เหลือนั้นมีแค่คำอธิบายประกอบเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าหากขั้นที่เหลือเป็นความจริงทั้งหมด วิชาเร้นกายงูสวรรค์วิชานี้ก็คงไม่ใช่แค่สุดยอดวิชา แต่มันคือวิชาระดับเทพมารเลยทีเดียว
หอไฉ่ซิงแม้จะร่ำรวยมหาศาล ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมอบวิชาระดับเทพมารให้ฟรีๆ แบบนี้
แค่บรรลุวิชาซ่อนร่องรอยเร้นเงาขั้นต้น ก็เพียงพอที่จะปกปิดปราณเสวียนโยวได้แล้ว หากไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ก็ไม่มีทางดูออก
ดังนั้นตอนนี้เมื่อเขาทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกัง ตราบใดที่ไม่ไปอวดเบ่งต่อหน้าปรมาจารย์ การจะถูกมองทะลุถึงรากฐานที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องยากมาก
คืนนี้ที่เขาไม่กลับไปเขตชิงหลง โต้วฉางเซิงก็ตั้งใจว่าจะใช้โอกาสนี้ทะลวงระดับพลัง
การทะลวงจากระดับแปดขั้นฝึกปราณไปสู่ระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกัง นับเป็นด่านสำคัญอีกด่านหนึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนพลังลมปราณให้กลายเป็นปราณกัง
คนทั่วไปกว่าจะทะลวงระดับได้ ไม่รู้ว่าต้องทุ่มเทความพยายามไปมากแค่ไหน แต่สำหรับโต้วฉางเซิงแล้ว มันเป็นเพียงแค่ความคิดชั่ววูบ ใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจก็สามารถทำสำเร็จได้แล้ว
โต้วฉางเซิงฝึกฝนอย่างหนักไม่เว้นวันหยุด รากฐานของเขาจึงแข็งแกร่งและลึกล้ำมาก
การเปลี่ยนปราณเสวียนโยวให้กลายเป็นปราณกัง จึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกัง สำเร็จ
เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกัง โต้วฉางเซิงก็สามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงแล้ว หากเทียบเป็นค่าตบะ ก็คือขั้นความสำเร็จเล็ก
หากแบ่งตามระดับทั้งเก้าของวิถียุทธ์ ก็คือระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกังช่วงกลาง
ก้าวต่อไปก็คือต้องทำให้ปราณกังให้กำเนิดปราณซา (ปราณสังหาร) เปลี่ยนเป็นพลังปราณกังซา นี่ก็คือช่วงปลาย และจากจุดนี้ก็จะสามารถลองทะลวงระดับได้แล้ว
ตอนนี้ระดับพลังของโต้วฉางเซิงสูงขึ้นแล้ว เขาจึงเริ่มเก็บงำความสามารถเอาไว้
และตั้งใจจะสร้างภาพลักษณ์สักหน่อย
ในสายตาคนนอก เขาคือระดับแปดขั้นฝึกปราณ แต่แท้จริงแล้วคือระดับเจ็ดขั้นควบแน่นปราณกัง
เมื่อมองทะลุเปลือกชั้นแรกเข้ามา ก็จะคิดว่าเป็นปราณเก้าปรโลกอันดับที่ยี่สิบเจ็ด แต่แท้จริงแล้วคือปราณเสวียนโยวอันดับที่สิบเจ็ดต่างหาก
รุ่งสาง หลังจากตื่นนอน
โต้วฉางเซิงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม้ตื่นรู้มีประสิทธิภาพไม่ธรรมดาจริงๆ
มันช่วยลดเวลาในการนอนหลับ แต่ยังคงรักษาคุณภาพการนอนไว้ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกมาก หากคำนวณดูแล้ว ก็เท่ากับเป็นการต่ออายุขัยให้ยืนยาวขึ้นนั่นเอง
หลังจากตื่นนอน เขาก็กลับไปที่เขตชิงหลงก่อน จากนั้นโต้วฉางเซิงถึงค่อยกลับมาที่เขตจูเชวี่ย
แม้ว่าเรื่องของว่านซานจะเป็นเพียงแค่การทำตามขั้นตอน ไม่ได้ยุ่งยากอะไร จะทำตอนไหนก็ได้ แต่โต้วฉางเซิงก็ยังอยากจะจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
หลังจากมาถึงกองปราบเขตจูเชวี่ย โต้วฉางเซิงก็พบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อย กำลังรวมตัวกันอยู่หน้ากองปราบ
เมื่อเห็นโต้วฉางเซิง
แต่ละคนก็ตาแดงก่ำ ราวกับได้เห็นสาวงามสะคราญโฉม
พวกเขากรูเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่ง
“ต่งฟางแห่งมณฑลเจียงโจวอยู่นี่แล้ว”
“โต้วฉางเซิงกล้าสู้กับข้าหรือไม่”
“หลี่ฉางกงแห่งมณฑลซวี่โจว”
“มณฑลสวี่โจว มณฑลไช่โจว อำเภอฟาง...”
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังระงม ราวกับเสียงแมลงวันบินว่อน
พร้อมกับดวงตาแดงก่ำนับคู่ไม่ถ้วน
ช่างแข่งขันกันดุเดือดเสียจริง
[จบแล้ว]