- หน้าแรก
- ทุกคนคิดว่าผมเป็นจอมมาร แต่ความจริงผมแค่แอบทำความดีเพื่อเอาชีวิตรอด
- บทที่ 12 - โชควาสนามาเยือน
บทที่ 12 - โชควาสนามาเยือน
บทที่ 12 - โชควาสนามาเยือน
บทที่ 12 - โชควาสนามาเยือน
ผิงไฟอุ่นๆ พลางทานอาหารเช้าชั้นเลิศของจวนเจ้าเมือง อารมณ์ของเซี่ยชิงหยางก็เบิกบานขึ้นไม่น้อย
ถือโอกาสทำความดี ส่งวิญญาณเร่ร่อนในจวนเจ้าเมืองนี้ไปสู่สุคติเสียเลย... พวกเขาก็เป็นแค่คนน่าสงสารเท่านั้น
สวดคัมภีร์เต๋าส่งวิญญาณ เพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถส่งวิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นไปสู่สุขคติได้
เขายังคงสวด “พระโอวาทคืนชีพมหาราชตงเยว่” ด้วยความอดทนจนครบสามจบ แล้วจึงเริ่มสวด “คัมภีร์วิเศษไท่ซั่งเต้าจวินสลายแค้นไถ่บาป” ปิดท้ายด้วยการสวด “คัมภีร์วิเศษหลิงเป่าโปรดสรรพสัตว์ไร้ประมาณ” ที่เพิ่งรวบรวมจนครบได้เมื่อไม่นานมานี้อีกหนึ่งจบ
ด้วยข้อจำกัดของกฎสำนักมารชิงและพลังบำเพ็ญอันน้อยนิดในตอนนี้ เขาจึงไม่อาจทำอะไรได้มากนัก ทำได้เพียงหวังว่าวิญญาณที่ตายอย่างอยุติธรรมเหล่านี้ จะได้กลับไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างสงบสุข
หลังจากสวดคัมภีร์เต๋าทั้งสามจบ จิตใจของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย... พอลองคิดดู หากเขาไม่มาจับพลัดจับผลูอยู่ในสำนักมาร วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้จะหลุดพ้นได้อย่างไร?
คิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกผ่อนคลายกับสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองขึ้นมาบ้าง
จิตสำนึกสายหนึ่งของเขาถูก [ภาพมารที่แท้จริง] ซึ่งเป็นของบูชาประจำสำนักมารชิงดึงไปตั้งแต่ตอนเข้าสำนัก... แม้ว่าจิตสำนึกเพียงสายเดียวนี้จะไม่สลักสำคัญสำหรับเขา นอนหลับตื่นเดียวก็ฟื้นฟูได้... แต่นี่ก็คือวิธีที่สำนักมารใช้ควบคุมศิษย์
หากศิษย์คนใดคิดคดทรยศแล้วถูกจับได้ ไม่ต้องพูดถึงวิธีการควบคุมต่างๆ นานาของสำนักมาร... แค่ใช้จิตสำนึกสายนี้มาร่ายคำสาป ก็เพียงพอที่จะสาปแช่งเขาให้ตายตกไปได้แล้ว
ในยามนี้ เขาก็ทำได้เพียงหาความสุขจากความทุกข์เท่านั้น
แต่ทว่า สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะที่เขากำลังสวด “คัมภีร์วิเศษหลิงเป่าโปรดสรรพสัตว์ไร้ประมาณ” จู่ๆ ก็มีเสียงดนตรีเซียนดังกังวานขึ้นที่ข้างหู
เขาหันไปมองด้วยความตกตะลึง ก็เห็นประกายแสงเซียนอันริบหรี่ แต่กลับไม่ถูกเปลวไฟบดบัง เปล่งประกายออกมาจากกระถางไฟที่เผาเครื่องรางลูกปัดหยก...
ก่อนหน้านี้ราวกับของวิเศษซ่อนตัว ทว่าตอนนี้กลับเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกเผาด้วยไฟธรรมดา หรือเป็นเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์ของเซี่ยชิงหยาง...
เซี่ยชิงหยางตกใจสะดุ้ง ไม่สนใจว่าในนั้นคืออะไร รีบคว้าหมับแล้วยัดใส่ตะกร้าหลิงเฉียนคุนที่เอวทันที เกรงว่าความเคลื่อนไหวของมันจะดึงดูดสายตาผู้อื่น
นี่ต้องเป็นของดีแน่ๆ หากถูกยอดฝีมือในสำนักมารสังเกตเห็นเข้า พวกเขาไม่มีทางมาสนใจหรอกว่าเขาเป็นศิษย์ของใคร คงได้ลงมือฆ่าปิดปากเขาโดยตรงแน่!
เขามองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตระหนก ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่แถวนี้
จากนั้นเขาใช้สัมผัสการรับรู้ที่เพิ่งได้มาตรวจสอบความผันผวนของพลังวิญญาณรอบๆ... ทุกอย่างยังคงปกติ
แต่เขาก็ยังไม่ชะล่าใจ ยังคงแสร้งทำเป็นผิงไฟกินอาหารเช้าต่อไป ไม่ได้นำเครื่องรางลูกปัดหยกออกมาพิจารณาดูในทันที
โชคดีที่เครื่องรางชิ้นนี้ดูอัศจรรย์ แต่ไม่มีพลังโจมตีรุนแรง
...ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าอย่างคนใจลอย เซี่ยชิงหยางถึงแน่ใจว่าตนไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของใคร
แม้ในใจจะยังกังวลอยู่บ้าง แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะศึกษาเครื่องรางแสนวิเศษชิ้นนี้
การระมัดระวังตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งการระวังตัวมากเกินไปก็อาจทำให้พลาดโชควาสนาได้... ในตอนที่เขายังอ่อนแอเช่นนี้ จำเป็นต้องเพิ่มความกล้าเสี่ยงเข้าไปกับความระมัดระวังด้วย
เขาไม่เลือกเวลาค่ำคืน เพราะหากมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในตอนกลางคืนจะยิ่งสะดุดตา
เขาเปิดตะกร้าหลิงเฉียนคุนในช่วงเที่ยงวัน แล้วหยิบ... ยันต์อัคคีเซียนซ่างชิง ออกมาจากข้างใน
เซี่ยชิงหยางประหลาดใจเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจใช้จิตสำนึกอันเบาบางที่ตนมีในตอนนี้แทรกซึมเข้าไปในยันต์อัคคีเซียนซ่างชิง... และพบว่ามันง่ายดายอย่างคาดไม่ถึง
เขาถึงเพิ่งจะคาดเดาได้เลือนลางว่า บางทีอาจเป็นเพราะเสียงสวด “คัมภีร์วิเศษหลิงเป่าโปรดสรรพสัตว์ไร้ประมาณ” เมื่อคราวก่อน ที่ทำให้เครื่องรางหยกชิ้นนี้เกิดปฏิกิริยา
และในยันต์อัคคีเซียนซ่างชิงนี้ นอกจากจะมีอัคคีเซียนซ่างชิงอยู่สายหนึ่งแล้ว ยังมีเคล็ดวิชาหลอมอัคคีเซียนซ่างชิงแบบครบชุดอีกด้วย!
โชควาสนา เซี่ยชิงหยางทนทุกข์มาแสนนาน ในที่สุดก็ได้พบพานกับโชควาสนาแล้ว!
แม้จะบอกว่าอัคคีเซียนซ่างชิงนี้ฝึกยาก และมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่าต้องมีไฟจริงซานเม่ยก่อน แต่เขาก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
เขาจะไปหาวิธีฝึกฝนไฟจริงซานเม่ยให้จงได้ และจะพยายามนำไฟจริงซานเม่ยมาหลอมสร้างให้กลายเป็นอัคคีเซียนซ่างชิง... แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุด ก็คือตัวเครื่องรางหยกชิ้นนี้ต่างหาก!
อัคคีเซียนซ่างชิงที่ซ่อนอยู่ในตัวมัน ถือเป็นไพ่ตายช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุดของเขา!
ในที่สุดก็พอจะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ส่วนที่มาของยันต์อัคคีเซียนซ่างชิงนี้... เซี่ยชิงหยางคิดว่ามันคงเป็นมรดกตกทอดมาจากค่ายกลหมื่นเซียน
ว่ากันว่าสำนักมารชิงได้เก็บเศษซากปรักหักพังจำนวนมากมาจากค่ายกลหมื่นเซียนในอดีต ซึ่งเศษซากเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกเก็บรักษาไว้ในหอคัมภีร์และหอวิเศษ บรรดาศิษย์สำนักมารสามารถเข้าไปเสี่ยงดวงกันได้
เมื่อเทียบกับหอคัมภีร์ที่สามารถเข้าไปอ่านได้ตามใจชอบ เซี่ยชิงหยางไม่ชอบการเสี่ยงดวงที่ต้องจ่ายหินวิญญาณครั้งละก้อนที่หอวิเศษเอาเสียเลย ทำให้เขาพลาดโอกาสดีๆ ไปหลายครั้ง
ดูเหมือนว่ายันต์อัคคีเซียนซ่างชิงชิ้นนี้คงจะมาจากกิจกรรมเสี่ยงดวงที่หอวิเศษ ศิษย์ถ้ำกระดูกขาวผู้นั้นแม้จะได้ของดีมา แต่กลับไม่รู้วิธีใช้งาน
เมื่อเข้าใจถึงที่มาที่ไป จิตใจของเซี่ยชิงหยางก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก
เขาก็บอกแล้วไงว่า ชาตินี้เขาหมั่นทำความดีสร้างกุศลมาตลอด ผลบุญจะต้องตอบแทนเข้าสักวัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็เริ่มมีกำลังใจขึ้นมา
เขาหยิบเข็มกับด้ายออกมาเย็บเครื่องรางหยกชิ้นนี้ติดไว้ที่ด้านในเสื้ออย่างระมัดระวัง... ของวิเศษชิ้นนี้ต้องซ่อนเอาไว้ให้ดี โชคดีที่หลังจากมันดูดซับจิตสำนึกของเขาไปแล้ว มันก็กลับไปอยู่ในสภาพที่ซ่อนเร้นพลังอีกครั้ง มิฉะนั้นเขาคงไม่กล้าพกติดตัวแน่
จากนั้น เขาก็ใช้ทรัพย์สินที่ได้มาเปล่าๆ เดินไปหาเจ้าเมือง แล้วพูดตรงๆ ว่า “ท่านเจ้าเมือง ข้าอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกอึดอัด รบกวนท่านช่วยหาคฤหาสน์สักหลังให้ข้าซื้อทีเถิด”
เจ้าเมืองผู้เจ้าเล่ห์ไม่ได้ถามอะไรมาก เขาเข้าใจดีถึงวิธีปรนนิบัติศิษย์สำนักมารเหล่านี้
เขาพูดจาเกรงใจอยู่สองสามคำ ก็ยอมทำตามแต่โดยดี จัดการทุกอย่างให้อย่างเรียบร้อย
ความจริงแล้ว เขาเองก็คงไม่ชอบใจนักหรอก ที่ต้องมี ‘คนโหดเหี้ยม’ มาอาศัยอยู่ในจวนของตน
แต่เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวตนเอง เจ้าเมืองจึงจัดแจงให้เขาเข้าไปพักอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ว่างอยู่ข้างๆ จวนเจ้าเมือง
ความจริงแล้วนี่ก็เป็นทรัพย์สินของเจ้าเมืองเอง ถือว่าขายให้ในราคาถูกกว่าปกติ และส่งมอบโฉนดที่ดินให้เซี่ยชิงหยางในวันนั้นเลย
เท่านี้ก็ถือว่าเกรงใจมากแล้ว ตามหลักแล้ว ในฐานะเจ้าเมืองซู่ชิง เขามีสิทธิ์ที่จะออกคำสั่งให้เซี่ยชิงหยางทำเรื่องต่างๆ ให้... เพียงแต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามรักษาระยะห่างซึ่งกันและกันเท่านั้น
และเมื่อได้คฤหาสน์หลังใหญ่มา สิ่งแรกที่เซี่ยชิงหยางทำก็คือกว้านซื้อทาสเข้ามาเป็นจำนวนมาก
อุตสาหกรรมหลักของเมืองซู่ชิง นอกจากธุรกิจสมุนไพรแล้วก็คือธุรกิจค้าทาส... และทาสเหล่านี้เตรียมไว้ให้ใคร ย่อมไม่ต้องพูดให้มากความ
ในเมืองชิงเซิ่งมีคนตายทุกวัน แต่สาวใช้และบ่าวไพร่กลับไม่เคยขาดแคลน ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งเจ้าเมืองจึงมั่นคงยิ่งนัก
เรื่องพวกนี้เซี่ยชิงหยางไม่ได้ใส่ใจมากนัก การที่เขาเลือกใช้เงินทองที่ได้มาโดยบังเอิญมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ แท้จริงแล้วก็เพื่อทดลองแนวคิดในการสะสมบุญญาธิการของตนนั่นเอง
และก็เป็นดังคาด ทาสที่ซื้อมาเหล่านี้ล้วนถูกนับเป็นบุญญาธิการของเขาสายหนึ่ง
เขารู้ว่าหากตนเองสามารถดูแลคนเหล่านี้ให้ดีได้ นั่นแหละถึงจะเป็นบุญกุศลที่แท้จริง
แต่เขาจะทำอย่างเปิดเผยได้อย่างไร?
ในเมื่อนามที่เขาใช้ในการเลี้ยงดูคนเหล่านี้ คือการเป็นทาสเลือด... ทาสที่มีไว้สำหรับให้เลือดโดยเฉพาะ
เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ให้น้ำให้ข้าวไม่อดอยาก แลกกับการให้เลือดในแต่ละวัน... ด้วยเหตุนี้ ภายในเรือนของเขาจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
ผู้คนที่สัญจรไปมาเห็นเช่นนั้นก็พากันหลบเลี่ยง ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตามองเข้ามาในเรือนแห่งนี้... นี่ก็เป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดของเขาเช่นกัน
[จบแล้ว]