เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายสนิท

บทที่ 11 - ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายสนิท

บทที่ 11 - ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายสนิท


บทที่ 11 - ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายสนิท

ภายใต้แสงจันทร์ เซี่ยชิงหยางสูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์

นี่คือเวลาทบทวนข้อผิดพลาดในการลงมือเมื่อครู่ เพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง และพัฒนาตนเองในครั้งต่อไป

ครั้งแรกที่ต้องลงมือฆ่าคนจริงๆ แม้ดูเหมือนว่าผลแพ้ชนะจะถูกตัดสินในชั่วพริบตา แต่แท้จริงแล้วเซี่ยชิงหยางได้ทำผิดพลาดติดต่อกันหลายข้อ

อย่างแรก แม้จะเตรียมใจมาฆ่าอย่างเด็ดเดี่ยว แต่เขาก็ยังประเมินศัตรูและปฏิกิริยาตอบโต้ของพวกมันต่ำเกินไป

หากในจังหวะแรกเขาไม่ใช้วิชาตัวเบาเปลี่ยนตำแหน่ง แต่เลือกใช้ไม้ตายอย่างวิชาหลบหนีบุกทะลวงเข้าใส่โดยตรง เรื่องราวหลังจากนั้นคงไม่เกิดขึ้น

อย่างที่สอง เขาไม่ได้คำนึงถึงไพ่ตายของอีกฝ่าย... หากไม่ใช่เพราะความต้านทานของร่างกายเขาถูกยกระดับมาถึงสองครั้ง ป่านนี้อย่างดีที่สุดเขาก็คงจะบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่พร้อมกับศิษย์ถ้ำกระดูกขาวผู้นี้

และการเตรียมพร้อมรับมือกับพิษก็ต้องถูกบรรจุไว้ในวาระเร่งด่วน ครั้งนี้พิษที่ศิษย์ระดับหลอมปราณใช้ยังไม่รุนแรงพอ แล้วถ้าครั้งหน้ามันรุนแรงขึ้นมาล่ะ?

แน่นอนว่าข้อได้เปรียบของเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน อย่างน้อยในตอนนี้ แนวทาง ‘โจมตีเร็วป้องกันหนา’ ของเขาก็ไม่ผิดพลาด ทั้งหลบหนี ต่อสู้ หรือเดินทางก็ล้วนใช้การได้ดี

“เคล็ดซ่อนหยก” ต้องพัฒนาต่อ และ “วิชาหลบหนีธาตุลม” ก็ต้องปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

แต่ “เคล็ดซ่อนหยก” ใช้เพียงเพื่อเบลอและปกปิดระดับบำเพ็ญเพียรของตน เขายังขาดเคล็ดวิชาลับที่สามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง และเคล็ดวิชาลอบสังหารที่มีพลังทำลายล้างสูง เพื่อให้ระบบการต่อสู้สาย ‘โจมตีเร็วป้องกันหนาลอบแทงข้างหลัง’ ของเขาสมบูรณ์แบบ

ทีนี้มาดูของที่ได้มาบ้าง...

สิ่งสำคัญที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการปลดล็อกพรสวรรค์ชั้นที่ห้าของ [บรรทัดเสวียนหวงชั่งสวรรค์]

เขาข่มความตื่นเต้นเอาไว้ยังไม่เปิดดู แต่หันไปค้นตัวศพเสียก่อน... แน่นอนว่าขั้นตอนนี้เขาทำอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย

ศิษย์ถ้ำกระดูกขาวผู้นี้ดูท่าทางไม่มีทรัพย์สินอะไรมากมาย สิ่งเดียวที่ทำให้เซี่ยชิงหยางประหลาดใจก็คือตะกร้าสานไม้ไผ่ที่ห้อยอยู่ข้างเอว

นี่คือภาชนะมิติวิเศษ ถักทอจากไผ่หลิงเฉียนคุนที่พบเห็นได้ประปรายในเขาต้าชิง มองดูภายนอกมีขนาดเท่ากำปั้นสองกำปั้นซ้อนกัน แต่ภายในกลับมีพื้นที่ขนาดสิบตารางเมตรซ่อนอยู่

สิ่งนี้เรียกว่าตะกร้าหลิงเฉียนคุน ถือเป็นหนึ่งในของวิเศษประเภทมิติที่ทำแจกจ่ายทั่วไปในสำนักมารชิง

ศิษย์ตรงหน้าดูมีอายุราวชายวัยกลางคน คาดว่าคงเข้าสำนักมาก่อนเซี่ยชิงหยางเป็นสิบปี การจะเก็บหอมรอมริบจนมีของวิเศษประเภทมิติสักชิ้นก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

เขานึกสนุกขึ้นมา จึงนำตะกร้าหลิงเฉียนคุนมาล้างแล้วล้างอีก จากนั้นจึงใช้สองมือห่อหุ้มด้วยลมปราณแล้วเทของข้างในออกมา... ก็พบกองเพชรนิลจินดาและเงินทองของมนุษย์โลกกองพะเนิน...

เซี่ยชิงหยางแทบจะโกรธจนลมจับ เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสำนักมารแท้ๆ จะเอาทรัพย์สินเงินทองพวกนี้มาทำไมเยอะแยะ?

ได้กลิ่นไอศพและไอดินที่ลอยอบอวล ดีไม่ดีอาจจะเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยซ้ำ!

ทรัพยากรสำคัญสำหรับการบำเพ็ญเพียรของนักพรตล่ะ? หินวิญญาณไปไหน?

เซี่ยชิงหยางมองดูซากศพที่แห้งเหี่ยวแล้วถอนใจ ‘ช่างเถอะๆ’ เจ้านี่ออกมาประจำการข้างนอกเป็นปี ทรัพยากรสำหรับบำเพ็ญเพียรที่ควรจะมีคงถูกใช้ไปจนหมดแล้วกระมัง!

คนจนไม่รังแกคนจน เซี่ยชิงหยางเก็บกวาดทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นก็ล้วงขวดใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วหยดยาน้ำลงบนศพอย่างระมัดระวังหนึ่งหยด...

วินาทีต่อมา ซากศพที่ถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อก็มีเสียง ‘ฟ่อ ฟ่อ’ ดังขึ้น ก่อนจะละลายกลายเป็นแอ่งน้ำเหลืองข้นคลั่ก... ผลิตภัณฑ์จากป่าปราณพิษ, น้ำยาสลายศพสูตรเข้มข้น

เซี่ยชิงหยางมองไปที่ธงกระดูกขาว...

เขาใช้ปลายเท้าเตะมันลงไปในแอ่งน้ำเหลืองนั้นด้วย

พริบตาเดียว ธงกระดูกขาวที่ทำจากกระดูกก็ค่อยๆ ละลายหายไปในกองควันฉุนกึก

ทำลายหลักฐาน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ นี่คือสิ่งเดียวที่เซี่ยชิงหยางทำได้ในเวลานี้...

อ้อใช่ เพิ่งลงมือครั้งแรกเกือบลืมไปเลย

เขาปล่อยไอหยินขึ้นสมองแล้วหันมองซ้ายขวา ก็พบวิญญาณร้ายลอยตระหง่านอยู่ตรงหน้าตามคาด

กลายเป็นวิญญาณร้ายไปเลยงั้นหรือ?

โชคดีที่หันกลับมามอง!

เขารีบสวดคัมภีร์ส่งวิญญาณทันที ต้องจัดการวิญญาณร้ายนี้ให้สิ้นซาก

แต่วิญญาณร้ายนี้ดูเหมือนจะส่งวิญญาณยากอยู่นะ วิญญาณเร่ร่อนทั่วไปแค่สวดส่งง่ายๆ ก็ไปแล้ว แต่ไหงวิญญาณร้ายตนนี้ยังแข็งขืนอยู่อีกล่ะ?

เซี่ยชิงหยางสวด “พระโอวาทคืนชีพมหาราชตงเยว่” ไปหนึ่งจบอย่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ได้ผล จึงใช้ลมปราณไท่อินหุ้มมือแล้วบีบคอวิญญาณร้าย กดมันลงกับพื้นแล้วเริ่มสวด “คัมภีร์วิเศษไท่ซั่งเต้าจวินสลายแค้นไถ่บาป”

เป็นการ ‘บ่น’ ยาวเหยียด ไม่รู้ว่ามันถูกเขาบีบจนแหลกสลายไปก่อน หรือถูกส่งวิญญาณไปแล้วกันแน่... เอาเป็นว่าได้บุญญาธิการเพิ่มมาอีกเล็กน้อย อนันตเทียนจุน สาธุ สาธุ

แม้เพิ่งฆ่าคนมา แต่เซี่ยชิงหยางกลับรู้สึกอารมณ์ดีอย่างประหลาด เขาเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินทางกลับไปยังเมืองซู่ชิงก่อนรุ่งสาง

เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน สิ่งของที่ได้มากลับมีเพียงตะกร้าใส่ทรัพย์สินของมนุษย์โลก แถมยังต้องแลกกับน้ำยาสลายศพราคาแพงไปหนึ่งหยด ดูเหมือนจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก

โชคดีที่ตัวตะกร้าหลิงเฉียนคุนเองก็เป็นของมีค่ามากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บรรทัดเสวียนหวงชั่งสวรรค์ของเขาก็ได้ปลดล็อกเพิ่มขึ้นอีกชั้น

เขาเก็บตะกร้าหลิงเฉียนคุนให้เรียบร้อย แล้วปล่อยจิตใจดำดิ่งเข้าสู่บรรทัดเสวียนหวงชั่งสวรรค์...

ชั้นที่ห้า: แสง, วาสนา, สัมผัส, แก่นแท้

นอกจากพรสวรรค์ช่องแรกที่ต่างออกไป ช่องที่เหลือก็เหมือนกับชั้นแรกทุกประการ

เซี่ยชิงหยางพอจะเข้าใจแล้วว่า การเพิ่มสถานะพื้นฐานของบรรทัดเสวียนหวงชั่งสวรรค์นี้คงมีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง ได้แก่, แก่นแท้, ปราณ, จิต, สัมผัส, ต้านทาน, ชีวิต

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกๆ การเพิ่มสถานะ ล้วนแต่เป็นการก้าวกระโดดสำหรับตัวเขา

แต่การเลือกในครั้งนี้ ทำให้เซี่ยชิงหยางรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ไม่มีตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายที่เขาต้องการ การเพิ่มพลังธาตุแสงก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่

งั้นจะเพิ่มวาสนาดีไหม?

หรือจะเพิ่มแก่นแท้ดี?

หรือว่า...

ในที่สุด เขาก็เลือก [สัมผัส]

การเลือกครั้งนี้เป็นครั้งที่เขาไตร่ตรองอย่างรอบคอบที่สุด และหลังจากตัดสินใจเลือก เขาก็ค่อยๆ ลิ้มรสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น...

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ สัมผัสของเขาต่อพลังวิญญาณรอบตัวเฉียบคมขึ้น

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ในโลกหงผางที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ การรับรู้เพิ่มขึ้นนิดหน่อยก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ต้องใช้ ‘ไอหยินขึ้นสมอง’ อีกต่อไป เขาก็สามารถสัมผัสถึงวิญญาณเร่ร่อนที่ล่องลอยอยู่ในลานเรือนนี้ได้... เพียงแต่ไม่ได้เห็นชัดเจนเท่าตอนที่ใช้ ‘ไอหยินขึ้นสมอง’ เท่านั้น

ต่อมาคือประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เพิ่มพูนขึ้น ความเคลื่อนไหวทั้งหมดในจวนเจ้าเมืองล้วนตกอยู่ในหูและตาของเขา

ถือว่าไม่เลวเลย อย่างน้อยคาถาจมูกทิพย์ก็ต้องมีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

และยังมีอีกอย่าง... เขาสามารถสัมผัสถึงความผันผวนของพลังวิญญาณที่แผ่วเบาจากสิ่งของรอบกายได้อย่างง่ายดาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาพบว่าในตะกร้าหลิงเฉียนคุนไม่ได้มีเพียงความผันผวนของพลังวิญญาณในตัวของมันเองเท่านั้น แต่ยังมีความผันผวนของพลังอีกสายหนึ่งแฝงอยู่...

เขาเห็นดังนั้นจึงรีบเททรัพย์สินเงินทองในนั้นออกมาอีกครั้ง แล้วค่อยๆ สัมผัสอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบเครื่องรางแปลกประหลาดชิ้นหนึ่งปะปนอยู่ในนั้น

เครื่องรางชิ้นนี้ถูกร้อยด้วยลูกปัดหยก ปะปนอยู่ในกองเพชรนิลจินดาจนเขาแยกไม่ออกจริงๆ

เมื่อได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ถึงได้พบว่าเครื่องรางชิ้นนี้มีความพิเศษ

มันไม่มีกลิ่นอายของสำนักมาร กลิ่นอายของมันสะอาดและบริสุทธิ์มาก ทำให้เซี่ยชิงหยางรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

ในสายตาของเขา สิ่งนี้อาจจะเป็นโชควาสนา หรืออาจจะเป็นยันต์เร่งรัดความตายก็ได้

หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว...

เขาสวมหน้ากากหน้าผีเดินออกไปที่ลานเรือน จุดไฟในกระถางแล้วโยนเครื่องรางชิ้นนั้นลงไป

จากนั้นเขาก็ยืนเงียบๆ อยู่ข้างกระถางไฟ ราวกับกำลังผิงไฟ แต่แท้จริงแล้วกำลังรออย่างอดทนให้เครื่องรางลูกปัดหยกชิ้นนี้ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น

ของสิ่งนี้พลังวิญญาณไม่แข็งแกร่งนัก ไฟธรรมดาก็น่าจะเพียงพอแล้วใช่ไหม?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายสนิท

คัดลอกลิงก์แล้ว