เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 บังเอิญพบกวางมูส

บทที่ 38 บังเอิญพบกวางมูส

บทที่ 38 บังเอิญพบกวางมูส


บทที่ 38 บังเอิญพบกวางมูส

เวลาผ่านไปสิบกว่านาที ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของสัตว์ขนาดใหญ่ดังแว่วมา

หลินเสี่ยวอวิ๋นไม่ขยับเขยื้อน มือจับหน้าไม้จู่โจมแอสตันไว้แน่น

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ บนพื้น เธอรู้ได้ทันทีว่าน่าจะเป็นสัตว์ประหลาดระดับอีลีทแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในป่าต้นเบิร์ชขาวมีมอนสเตอร์ระดับอีลีทตัวไหนอยู่บ้าง

วันนี้การ์ดคำใบ้ยังมีโอกาสเหลืออยู่อีกหนึ่งครั้ง แต่เธอยังไม่คิดจะใช้ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวว่าเธออยู่ตรงนี้ ไม่เหมือนตอนเจอสัตว์ประหลาดแปดขา ที่ควันไฟเป็นตัวบอกตำแหน่งของพวกเธอไปแล้ว

ขอแค่มีหมวกหญ้าน้ำ ซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ก็ปลอดภัย

ไม่นานเธอก็มองเห็นสิ่งที่เดินเข้ามาใกล้

เธอเบิกตากว้าง มันคือกวางมูสที่มีความสูงระดับไหล่กว่าสองเมตร บนหัวมีเขากวางขนาดใหญ่มหึมา

กวางมูสเดินทอดน่องไปตามป่าอย่างเชื่องช้า ลมหายใจร้อนๆ พ่นออกมาจากรูจมูกเป็นระยะ

มันดูแข็งแรงกำยำ กล้ามเนื้อที่ต้นขาและไหล่เป็นมัดๆ เขากวางอันใหญ่โตบนหัวแกว่งไปมาตามจังหวะการเดิน มันเดินผ่านหลินเสี่ยวอวิ๋นไปในระยะห่างประมาณสิบเมตร โดยไม่สนใจกอหญ้าน้ำประหลาดๆ กอนี้เลย

หลินเสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอก

"ที่แท้ก็ไม่ใช่สัตว์ประหลาดระดับอีลีท แต่เป็นกวางมูสนี่เอง โชคดีที่เห็นทัน ตัวผู้จะมีเขา กวางมูสตัวผู้เป็นพวกอารมณ์ร้ายและดุร้ายมาก"

เธอพึมพำกับตัวเอง

ถ้าโดนเขากวางขนาดใหญ่นั่นขวิดเข้าล่ะก็ ไม่ตายก็คางเหลืองแน่

หนังกวางมูสเป็นของดี แต่เธอไม่คิดจะล่ากวางมูสตัวนี้หรอก ด้วยความเร็วในการพุ่งชนของมัน ถ้าจะยิงก็ต้องปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แต่ต้นเบิร์ชขาวแถวนี้ก็ไม่ได้สูงใหญ่เท่าต้นยูคาลิปตัส ถ้าโดนชนจนตกลงมาล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แน่

กวางมูสค่อยๆ เดินห่างออกไป

จนลับสายตา เธอจึงถอดหมวกออก ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามตัว

ตอนที่กำลังเก็บหมวกใส่ตะกร้าสะพายหลัง เธอก็เห็นว่ารูปโปรไฟล์ของจี้เหอบนหน้าจอมีจุดสีแดงขึ้นอีกแล้ว จึงกดเข้าไปดู

ข้างในมีข้อความยาวเหยียด

"อืม ของที่ขอมาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย" หลินเสี่ยวอวิ๋นนั่งลงอีกครั้ง ยกกล่องกระดาษที่ใส่เนื้อสัตว์ออกจากกระเป๋าเป้ทีละกล่อง เปิดออกทีละกล่องแล้วหยิบของกินออกมา

ไส้เป็ดพะโล้หนึ่งแพ็ก หมูหนาวหนึ่งแพ็ก หัวกระต่ายหม่าล่าหนึ่งแพ็ก

พอรวบรวมของได้ครบ เธอก็ดูเวลา เห็นว่าเริ่มเย็นแล้ว จี้เหอน่าจะใกล้ทำอาหารเย็น และคงจะเห็นข้อความของเธอในไม่ช้า จึงนำของขึ้นวางบนช่องแลกเปลี่ยน

แต่ในช่องแลกเปลี่ยนก็มีของชิ้นใหม่ที่จี้เหอนำมาวางขายไว้ด้วยเหมือนกัน

เธอกดยืนยันการแลกเปลี่ยน ของที่ทำจากกระดูกรูปร่างประหลาดๆ ที่ถูกร้อยด้วยเชือกยาวก็มาปรากฏอยู่แทบเท้า

จี้เหอมีข้อความแนบมาด้วย "นี่คือตะขอที่ฉันรับซื้อกะโหลกวัวในเขตมาขัดเงาให้เป็นรูปตะขอ ถึงจะไม่แข็งแรงเท่าเหล็ก แต่ก็พอใช้ได้ ใต้ตะขอมีห่วงเชือก ถ้าคล้องได้ถูกจุดก็จะยิ่งแน่นหนาขึ้น"

"ว้าว นี่มันมีประโยชน์มากเลยนะเนี่ย" หลินเสี่ยวอวิ๋นดีใจ รีบคลายเชือกออก แล้วหยิบกระดูกขาที่ถูกมัดรวมกันและขัดจนเป็นรูปตะขอสามอันขึ้นมา

ความแข็งแรงของกระดูกอาจจะสู้เหล็กไม่ได้ แต่กะโหลกศีรษะของสัตว์ใหญ่หลายชนิดก็แข็งแรงมาก

ในสถานการณ์ที่ไม่มีตะขอเหล็ก นี่คือสิ่งทดแทนที่ดีที่สุดแล้ว

จี้เหอยังมีข้อความต่ออีกว่า "ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลาถลุงเหล็ก วันหน้าค่อยสร้างเตาหลอม รับซื้อเศษเหล็กที่คนอื่นใช้จนพัง แล้วเอามาหลอมทำเครื่องมือที่ต้องการ"

หลินเสี่ยวอวิ๋นมองประโยคนี้แล้วอึ้งไปหลายวินาที

ตัวหนังสือพวกนี้เธออ่านออกทุกตัว แต่พอมารวมกันแล้วกลับไม่ค่อยเข้าใจ

จี้เหอกำลังพูดเรื่องอะไร เขาจะถลุงเหล็กงั้นเหรอ

"นี่มันดินแดนรกร้างดึกดำบรรพ์นะ ถลุงเหล็ก นายจะถลุงยังไง นายมีเตาหลอมเหรอ" เธออดไม่ได้ที่จะส่งข้อความกลับไป

ถ้าบอกว่าทำเครื่องมือหิน เครื่องมือกระดูก ยังพอจะเป็นงานฝีมือที่เธอเคยผ่านตามาบ้าง แต่คำว่า ถลุงเหล็ก นี่มันเหนือจินตนาการของเธอไปไกลเลย

ช่างเถอะๆ จี้เหอไม่เคยพูดอะไรที่ทำไม่ได้ ในเมื่อเขาพูดมาแล้ว ก็รอให้เขาทำให้ดูแล้วกัน

ปิดหน้าจอลง เหวี่ยงตะขอในมือไปมาสองสามรอบ แล้วเล็งไปที่กิ่งของต้นเบิร์ชขาวต้นหนึ่ง

ตะขอเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้อย่างแน่นหนา หลินเสี่ยวอวิ๋นลองดึงดูสองสามครั้ง แล้วค่อยๆ ไต่เชือกปีนขึ้นไปบนต้นไม้

แข็งแรงมากจริงๆ ไม่ต่างจากเหล็กเลย

เพียงแต่ความทนทานคงจะน้อยกว่าแน่ๆ เวลาใช้งานก็ต้องระวังหน่อย ถ้าเห็นว่าโครงกระดูกมีรอยร้าวก็ห้ามใช้เด็ดขาด ไม่งั้นตอนห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศแล้วตกลงมาคงแย่

หลินเสี่ยวอวิ๋นเก็บของให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็เก็บเปลือกต้นเบิร์ชขาวที่แห้งหลุดร่วงอยู่บนพื้นไปด้วย

เมื่อเทียบกับเศษหญ้าทั่วไป เปลือกต้นเบิร์ชขาวมีความแห้งและมีน้ำมันผสมอยู่ จึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเยี่ยม

เดินต่อไปอีกพักใหญ่ หลินเสี่ยวอวิ๋นก็เห็นลำต้นเบิร์ชขาวขนาดใหญ่ล้มขวางอยู่

"แถวนี้ไม่มีที่พักพิงดีๆ เลย เอาตรงนี้แหละ" เธอวางจูจูลง

ลำต้นที่ล้มอยู่สามารถใช้กิ่งไม้พาดจากด้านบน ทำเป็นเพิงหมาแหงนแบบง่ายๆ แล้วปูหญ้าแห้งกับพรมหนังวัวไว้นอนข้างในได้

แต่ก่อนหน้านั้น เพื่อความรอบคอบ ควรจะถามข้อมูลเกี่ยวกับมอนสเตอร์ระดับอีลีทในบริเวณนี้ดูก่อน

หลังจากโดนสัตว์ประหลาดแปดขาลอบโจมตี เธอก็ไม่อยากถามเรื่องการเลือกสถานที่ตั้งที่พักพิงตรงๆ อีกแล้ว หลายครั้งที่พักพิงดีๆ ก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของเธอได้นี่นา

ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในแต่ละภูมิประเทศก็คือมอนสเตอร์ระดับอีลีท สัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ เป็นแค่ระดับทั่วไป เธอมีหน้าไม้จู่โจมแอสตันอยู่กับตัว การจะเอาชีวิตรอดไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนสัตว์ร้ายก็มีสัญชาตญาณคล้ายคลึงกับสัตว์บนดาวสีน้ำเงิน ขอแค่ก่อไฟก็สามารถไล่พวกมันไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร

"ฉันควรรับมือกับมอนสเตอร์ระดับอีลีทในภูมิประเทศปัจจุบันอย่างไรดี"

การ์ดคำใบ้: "การคัดเลือกมอนสเตอร์ระดับอีลีทในป่าต้นเบิร์ชขาวยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้นจึงยังไม่มีมอนสเตอร์ระดับอีลีท"

หลินเสี่ยวอวิ๋นทำหน้าเหวอ การคัดเลือกอะไรกัน

มอนสเตอร์ระดับอีลีทถูกคัดเลือกโดยระบบงั้นเหรอ และเพราะเกมเพิ่งเริ่ม การคัดเลือกในพื้นที่ป่าต้นเบิร์ชขาวจึงยังไม่เสร็จสิ้น

มิน่าล่ะ กวางมูสตัวเมื่อกี้ถึงได้ดูมีความสุขขนาดนั้น ตัวก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ แถมยังเดินเล่นในป่าได้สบายใจเฉิบ

ในเมื่อไม่มีมอนสเตอร์ระดับอีลีท มันก็คือเจ้าป่าแห่งพื้นที่นี้ ถ้าระบบมีมอนสเตอร์ระดับอีลีทมาคุมเมื่อไหร่ สภาพของมันก็คงไม่ต่างจากสิงโตกับหมาป่าที่เคยเห็นก่อนหน้านี้หรอก

เฮ้อ วันเวลาดีๆ ของมันคงอยู่ได้อีกไม่นาน รอให้ผลการคัดเลือกออกมา มันคงต้องไปหลบอยู่ซอกไหนสักแห่งแน่ๆ

คืนนี้คงนอนหลับสบายแล้ว หลินเสี่ยวอวิ๋นกับจูจูช่วยกันหักกิ่งไม้ใบไม้ที่เหมาะๆ มาสร้างเพิงหมาแหงนอย่างรวดเร็ว

ใช้หินจุดไฟอันใหม่ก่อไฟ ที่จุดไฟรุ่นประณีตนั้น เธอเห็นว่าตอนนี้ราคาดี เลยเอาไปแขวนขายในช่องแลกเปลี่ยนตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว

เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลง หลินเสี่ยวอวิ๋นจึงเตรียมตัวเข้านอนเร็วหน่อย

เถาวัลย์ที่จี้เหอต้องการ เธอสานจนใกล้จะเสร็จแล้ว คงไม่ต้องสานต่อแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ตื่นเช้าและเดินทางราบรื่น ก็น่าจะถึงถ้ำบนหน้าผาได้ภายในวันเดียว

ก่อนนอน เธอถามคำถามเกี่ยวกับเวลาเกิดของมอนสเตอร์ระดับอีลีท

การ์ดคำใบ้: "หลังจากมอนสเตอร์ระดับอีลีทตายไป หากทิ้งลูกหลานเอาไว้ ลูกหลานเหล่านั้นจะต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อขึ้นเป็นมอนสเตอร์ระดับอีลีทตัวใหม่ ระยะเวลาในขั้นตอนนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ เร็วสุด 1 วัน ช้าสุด 100 วัน"

"หากไม่มีลูกหลาน ทางบริษัทจะแต่งตั้งมอนสเตอร์ระดับอีลีทตัวใหม่จากเผ่าพันธุ์เดียวกัน ระยะเวลาในการส่งตัวมาคือ 30 วัน"

จบบทที่ บทที่ 38 บังเอิญพบกวางมูส

คัดลอกลิงก์แล้ว