เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 เฉียนซานตัว

บทที่ 16 เฉียนซานตัว

บทที่ 16 เฉียนซานตัว


บทที่ 16 เฉียนซานตัว

เจียงเฟิงเปลี่ยนความคิดเพียงเล็กน้อย ประตูถ้ำพำนักก็ราวกับรับรู้ถึงความต้องการของผู้เป็นนาย ค่อยๆ ปิดลงอย่างเงียบเชียบ

เจียงเสวี่ยปรากฏตัวขึ้นภายในถ้ำพำนักราวกับภูตผี ศีรษะเล็กๆ หันมองซ้ายมองขวา ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่าชื่นชอบสภาพแวดล้อมใหม่นี้เป็นอย่างมาก

ถ้ำพำนักชั้นดีเช่นนี้ กลับกลายมาเป็นที่พักพิงของตนเอง เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก ความดีใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า

นับจากนี้ไป ก็ถือว่ามีที่หลบฝนพักพิงและฝึกฝนได้อย่างสบายใจเสียที

เขานั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง แต่กลับยังไม่เริ่มเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนในทันที

หากเป็นเมื่อก่อนในเวลานี้ เขาคงกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำสิ่งของจิปาถะต่างๆ ทว่าตอนนี้พอได้พักผ่อน กลับรู้สึกทำตัวไม่ถูก รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว

เจียงเฟิงลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดินออกจากถ้ำพำนัก ตัดสินใจออกไปเดินสำรวจรอบๆ

เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่แปลกใหม่สำหรับเขาโดยสิ้นเชิง ตอนที่มาถึงก็รีบร้อนจนไม่มีเวลาได้พินิจพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน

ส่วนเจียงเสวี่ยนั้นนอนขดตัวอย่างเกียจคร้านอยู่ภายในถ้ำพำนัก ไม่ยอมขยับเขยื้อน

เมื่อก้าวพ้นถ้ำพำนัก เจียงเฟิงทอดสายตามองออกไปไกล จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ารอบด้านนั้นมีเมฆหมอกปกคลุม ราวกับดินแดนแห่งเทพเซียน

สิ่งปลูกสร้างสีทองอร่ามเรืองรองปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ ท่ามกลางมวลหมู่เมฆ

บริเวณใกล้เคียง มีดอกไม้วิเศษและหญ้าประหลาดเติบโตอย่างอิสระ ดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่ง แข่งกันอวดโฉม ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ หอมหวนชวนให้รู้สึกสดชื่นสบายใจ

เขาเดินทอดน่องไปข้างหน้า เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มาถึงริมหน้าผาที่มีความลึกหลายสิบจั้ง

หากคนธรรมดาพลัดตกลงไปจากที่นี่ คงต้องแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี สภาพน่าเวทนาเป็นแน่แท้

ทว่า สำหรับเจียงเฟิงในตอนนี้ เขาเป็นถึงผู้ฝึกเซียน อีกทั้งยังได้ฝึกฝนคาถาตัวเบา ความสูงเพียงแค่นี้สำหรับเขาแล้ว จึงเป็นเพียงเรื่องกล้วยๆ

เพียงเห็นเขยื้อนตัววูบเดียว ร่างก็พริ้วไหวราวกับลิงกัง กระโดดเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ร่อนลงสู่พื้นตีนเขาอย่างแผ่วเบา

เจียงเฟิงเดินไปตามทางเดินภูเขาที่คดเคี้ยวเป็นระยะทางหลายร้อยจั้ง ตลอดทางเงียบสงัด ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คนแม้แต่เงาเดียว

เมื่อนึกย้อนไปถึงยอดเขาเล็กๆ ก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มักจะพบปะกับศิษย์ร่วมสำนักอยู่เสมอ ช่างคึกคักวุ่นวาย แต่ที่นี่กลับเงียบสงบถึงเพียงนี้ ความแตกต่างช่างมีมากเหลือเกิน

ในที่สุด ณ ศาลาพักม้าอันเก่าแก่และงดงามแห่งหนึ่ง เจียงเฟิงก็พบเห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้หิน

ชายชราผู้นี้มีรูปร่างงุ้มงอ ใบหน้าผอมซูบราวกับไม้ฟืน บนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นสลักลึก

สวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ ปลิวไสวไปตามสายลมอ่อนๆ ดูคล้ายกับคนที่ร่างกายซีกหนึ่งถูกฝังอยู่ในดินไปแล้ว แผ่ซ่านกลิ่นอายของความชราภาพ

เดินมาตั้งนานกว่าจะเจอใครสักคน เจียงเฟิงก็ไม่ได้คิดจะเลือกมาก กำลังจะเข้าไปทักทาย

ทันใดนั้น ก็มีชายหนุ่มหน้าตาเจ้าเล่ห์คล้ายลิง อายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ พุ่งพรวดออกมาจากด้านข้าง คว้าตัวเขาไว้

เจียงเฟิงหันขวับไปมอง หัวใจกระตุกวูบ ชายผู้นี้แม้จะจงใจปกปิดกลิ่นอาย แต่เจียงเฟิงก็ยังสัมผัสได้อย่างเฉียบแหลม ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของชายผู้นี้เหนือกว่าตนเองมากนัก

"ไอ้น้อง นายเป็นเด็กใหม่เหรอ"

ชายหนุ่มหรี่ตามอง สำรวจเจียงเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังประเมินเหยื่อ

"ใช่ครับ ศิษย์พี่ ผมเพิ่งมาถึงไม่นาน ผมชื่อเจียงเฟิง ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ชื่ออะไรครับ"

เจียงเฟิงสมองแล่นปรู๊ด คิดในใจว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สืบข่าวคราว จึงฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยถามด้วยความเคารพ

"ฉันชื่อเฉียนซานตัว ฉันเข้าสำนักเสวียนเทียนมาก่อนนายสองปี นายอาจจะยังไม่รู้ ที่นี่คือยอดเขาที่เจ็ดของสำนักเสวียนเทียน"

เฉียนซานตัวเริ่มเปิดฉากพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆ ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ท่าทางเหมือนอยากจะระบายประสบการณ์ตลอดสองปีที่ผ่านมาให้ฟังจนหมดเปลือก

เล่นเอาเจียงเฟิงเริ่มนึกเสียใจ ว่าตัวเองไม่น่าไปทักทายคนพูดมากคนนี้เลย

ที่แท้ยอดเขาที่เจ็ดนี้มีเจ้าแห่งยอดเขาชื่อหวงสือ เป็นถึงผู้แข็งแกร่งในขอบเขตแก่นทองคำ

เจียงเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอธิบายลักษณะใบหน้าของคนที่รับเอาพืชวิญญาณของเขาไป แล้วอนุญาตให้เขาเข้าสำนักเสวียนเทียนให้เฉียนซานตัวฟัง

เฉียนซานตัวฟังจบ ก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ พูดขึ้นว่า "คนผู้นั้นคือเจ้าแห่งยอดเขาที่หนึ่ง ฟู่เหริน"

เจียงเฟิงแอบคิดในใจ ในเมื่อคนผู้นั้นเป็นเจ้าแห่งยอดเขาที่หนึ่ง โจวจื่อรั่วก็คงต้องอยู่ที่ยอดเขาที่หนึ่งด้วยเป็นแน่

เขาไม่เคยลืมเรื่องที่โจวจื่อรั่วเคยรังแกตนเองเลยสักครั้ง แม้กระทั่งสงสัยว่าการที่ตนเองถูกกลั่นแกล้งสารพัดตอนทำหน้าที่จิปาถะ ล้วนเป็นฝีมือของโจวจื่อรั่วที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง

"ขอบคุณมากครับศิษย์พี่เฉียน คุณเป็นคนดีจริงๆ"

เจียงเฟิงทำหน้าซาบซึ้ง ประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยความเคารพ

"ฮ่าๆ ศิษย์น้องเจียงช่างมีสายตาแหลมคมจริงๆ"

เห็นได้ชัดว่าเฉียนซานตัวพอใจกับคำเยินยอของเจียงเฟิงเป็นอย่างมาก ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ ความภาคภูมิใจบนใบหน้าแทบจะล้นทะลักออกมา

เมื่อรู้ว่าเจียงเฟิงเพิ่งมาถึงก็มีถ้ำพำนักเป็นของตัวเอง แววตาของเฉียนซานตัวก็เต็มไปด้วยความอิจฉา อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

"น่าอิจฉาศิษย์น้องจริงๆ ในสำนักเสวียนเทียนของเรา ยกเว้นศิษย์ขอบเขตการฝึกปราณที่มีเส้นสายเพียงหยิบมือเดียว ก็มีแค่ผู้ฝึกเซียนตั้งแต่ขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไปเท่านั้นแหละ ถึงจะมีสิทธิ์ครอบครองถ้ำพำนักส่วนตัวได้"

"แถมคงสัมผัสได้แล้วใช่ไหม ว่าการฝึกฝนในถ้ำพำนักน่ะ พลังปราณฟ้าดินมันหนาแน่นสุดๆ ความเร็วในการฝึกฝนก็เร็วกว่าข้างนอกตั้งเยอะ"

เฉียนซานตัวปักใจเชื่อไปแล้วว่า เจียงเฟิงต้องเป็นเด็กเส้นที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ ไม่อย่างนั้นศิษย์ขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่หนึ่งตัวเล็กๆ จะได้รับอภิสิทธิ์แบบนี้ตั้งแต่เพิ่งเข้ามาได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ ตลอดทางเฉียนซานตัวจึงกระตือรือร้นพาเจียงเฟิงเดินเที่ยวชมทั่วทั้งยอดเขาที่เจ็ด

เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่านี่เป็นแผนการที่เจียงเฟิงใช้ความได้เปรียบจากรูปลักษณ์ที่ดูเป็นเด็กไร้เดียงสา หลอกล่อให้เขาช่วยแนะนำสถานที่

เมื่อยืนอยู่ข้างเฉียนซานตัวที่มีรูปร่างสูงใหญ่ เจียงเฟิงดูตัวเล็กจ้อย ความสูงเพิ่งจะถึงแค่ระดับหน้าอกของเขาเท่านั้น

เด็กน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้ ใครจะไปคาดคิดว่าภายในใจจะซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้มากมาย

เฉียนซานตัวยิ่งแอบคำนวณในใจ หากช่วยเหลือเจียงเฟิงได้ บางทีอาจจะได้เกาะใบบุญของผู้ยิ่งใหญ่สักคน

วันข้างหน้าคงจะได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย ได้รับการดูแลเอาใจใส่บ้าง

เจียงเฟิงก้าวเดินด้วยท่าทีสบายๆ แกล้งทำเป็นถามอย่างไม่ใส่ใจว่า

"ศิษย์พี่เฉียน ได้ยินมาว่าศิษย์พี่บรรลุถึงขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่สี่แล้ว ผมสงสัยจริงๆ เลยว่า ศิษย์พี่ใช้เวลาฝึกฝนนานแค่ไหนถึงจะถึงระดับนี้ได้ครับ"

คำถามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของเจียงเฟิง แท้จริงแล้วซ่อนความนัยเอาไว้

เขากำลังสืบหาข้อมูลอย่างแนบเนียน ว่าการจะฝึกฝนให้ถึงระดับของเฉียนซานตัวนั้น ต้องใช้เวลานานเท่าใด

บนใบหน้าของเฉียนซานตัวปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า

"ฉันน่ะเหรอ เฮ้อ ฉันฝึกฝนมาสามปีเต็มๆ แล้วล่ะ ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เริ่มฝึกมาด้วยกัน ชะตากรรมก็ต่างกันไป"

"บางคนก็โชคร้ายเสียชีวิตตอนออกไปหาประสบการณ์ บางคนก็มีเหตุให้ต้องแยกย้ายกันไป มีแค่ศิษย์พี่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ฝ่าด่านจนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงเฟิงก็แอบคิดในใจว่า เฉียนซานตัวผู้นี้ช่างมีพรสวรรค์ธรรมดาเสียจริง ใช้เวลาตั้งสามปีกว่าจะถึงขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่สี่

ส่วนตนเองใช้เวลาไม่ถึงเดือน ก็ทะลุถึงขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว แบบนี้ก็เท่ากับว่าเฉียนซานตัวใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อเลื่อนระดับแค่ขั้นเดียวน่ะสิ

หากเฉียนซานตัวรู้ว่าเจียงเฟิงคิดแบบนี้ คงอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่

เดินคุยกันไปเพลินๆ ทั้งสองก็มาถึงบริเวณตีนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำพำนักของเจียงเฟิง

เจียงเฟิงชี้ขึ้นไปที่ถ้ำพำนักด้านบนแล้วพูดว่า "ศิษย์พี่เฉียน ถ้ำพำนักของผมอยู่ข้างบนนั่น วันนี้ต้องขอขอบคุณศิษย์พี่มากเลยนะครับ"

เฉียนซานตัวแหงนหน้ามองขึ้นไป แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา คิดในใจว่า เจียงเฟิงนี่ช่างไม่รู้จักมารยาทเอาเสียเลย ไม่คิดจะชวนเขาขึ้นไปนั่งเล่นบ้างหรือไง

ความจริงแล้ว เจียงเฟิงไม่ได้มีความคิดที่จะเชิญเขาขึ้นไปเลยสักนิด

ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดถึงถ้ำพำนักส่วนตัว เขาเห็นแววตาละโมบของเฉียนซานตัวอย่างชัดเจน

หากปล่อยให้เกิดความคุ้นเคย แล้วต่อไปเกิดมาทำตัวติดหนึบไม่ยอมไปไหน คงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับการฝึกฝนและความลับของเขาแน่ๆ

เมื่อเห็นว่าเจียงเฟิงไม่มีทีท่าว่าจะเชิญชวน เฉียนซานตัวก็รู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย ทำได้เพียงเดินจากไปเพียงลำพัง

พลางเดินพลางบ่นในใจว่า ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าไอ้หมอนี่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ที่ไหนได้ เจ้าเล่ห์นักนะ

รอจนร่างของเฉียนซานตัวลับสายตา เจียงเฟิงก็เดินพลังปราณถ่ายทอดไปยังขาทั้งสองข้าง ปลายเท้าแตะพื้นอย่างแรง ร่างพุ่งทะยานขึ้นไปตามหน้าผาราวกับลูกธนู

"ปัง ปัง"

เกิดเสียงดังทึบๆ ขึ้นหลายครั้ง แต่ละก้าวสามารถกระโดดได้ไกลถึงสิบกว่าจั้ง เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงหน้าประตูถ้ำพำนัก

เขาแค่คิดในใจ ประตูถ้ำพำนักก็ค่อยๆ เปิดออก

เจียงเสวี่ยโผล่หัวเล็กๆ ออกมาจากห้องหิน บ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจ "ทำไมนายไปตั้งนาน"

"ฉันไปเดินดูสภาพแวดล้อมแถวนี้มาน่ะ" เจียงเฟิงอธิบายอย่างใจเย็น

"คราวหน้านายพกฉันไปด้วยเลยนะ ขืนนายเป็นอะไรไป ฉันก็ซวยไปด้วยสิ" เจียงเสวี่ยเบะปาก ทำหน้าตาน่าสงสาร

ที่แท้เจียงเสวี่ยก็ไม่สามารถอยู่ห่างจากเตากลืนกินสวรรค์ได้ไกลนัก

เจียงเฟิงพยักหน้า ตอบรับคำขอของเจียงเสวี่ย จากนั้นก็ทำจิตใจให้สงบ เริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกฝน

จบบทที่ บทที่ 16 เฉียนซานตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว