เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 เจียงเสวี่ย

บทที่ 6 เจียงเสวี่ย

บทที่ 6 เจียงเสวี่ย


บทที่ 6 เจียงเสวี่ย

เด็กหญิงตัวน้อยวัยสี่ห้าขวบมุดออกมาจากปากเตา เธอเกล้าผมแกละสองข้าง ใบหน้าอวบอิ่มเต็มไปด้วยแก้มยุ้ยๆ ดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง

แต่เวลานี้เจียงเฟิงไม่มีอารมณ์มาชื่นชมความน่ารักนี้หรอก เขาตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปพักใหญ่

"เธอ..."

เจียงเฟิงกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้คำหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

"มองพอหรือยัง ฉันนี่มันสาวสวยที่ใครเห็นใครก็รัก ดอกไม้เห็นดอกไม้ก็บาน ของวิเศษเห็นก็วิ่งเข้าหา สัตว์ร้ายเห็นก็ยอมสยบให้จริงๆ"

เด็กหญิงยืนเท้าเอว ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางหยิ่งทะนง น้ำเสียงที่แก่แดดกับรูปลักษณ์ที่ไร้เดียงสาของเธอช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

"เอ่อ ของสิ่งนี้มันเป็นของฉันนะ"

เจียงเฟิงชี้ไปที่เตาที่ขยายใหญ่ขึ้น แล้วชี้มาที่ตัวเอง ขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง

เด็กหญิงได้ยินดังนั้น ก็กรอกตาทันที ท่าทางเกินจริงจนน่าขัน

"ฉันไม่ใช่พวกชอบแย่งของคนอื่นหรอกน่า แล้วที่นายเลื่อนระดับเข้าสู่ขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่หนึ่งได้เร็วขนาดนั้น ก็เป็นเพราะความดีความชอบของฉันด้วยนะ"

หลอกผีเถอะ

เจียงเฟิงแอบพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาในใจ ใบหน้าฉายแววเคลือบแคลง แววตาระแวดระวังยิ่งกว่าเดิม

เขาจ้องเด็กหญิงเขม็ง สองมือเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

"นี่ พี่ชาย ดูท่าทางกระดูกนายคงจะแปลกประหลาด พรสวรรค์ไม่ธรรมดา ยินดีจะติดตามแม่นางอย่างฉันไหม"

เด็กหญิงกะพริบตาโตๆ มองเจียงเฟิงด้วยความคาดหวัง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหวาน แต่คำพูดของเธอกลับทำให้เจียงเฟิงอยากจะหัวเราะออกมา

"ถ้านายตกลง ฉันจะสอนนายฝึกฝน ให้แต่งงานกับศิษย์พี่แสนสวย ช่วยนายบรรลุวิถีแห่งความเป็นอมตะ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของการฝึกเซียน"

เด็กหญิงพูดพลางทำท่าทางประกอบอยู่กลางอากาศ น้ำลายกระเด็นเป็นฝอย

โม้ไปเรื่อย ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อถือ

เจียงเฟิงหน้าบูดบึ้งตลอดเวลา ขมวดคิ้วมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก

คนที่แม้แต่ลูกแก้วยังไม่สามารถทดสอบรากปราณได้ จะไปมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดามาจากไหน

ยัยเด็กนี่เห็นเขาเป็นเด็กเจ็ดแปดขวบหรือไง

"ไม่เชื่อเหรอ"

เด็กหญิงเอียงคอ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มหวาน แต่ในสายตาของเจียงเฟิงกลับดูเจ้าเล่ห์

"นายยังจำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้นายไม่สามารถนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้เลย"

เจียงเฟิงนึกย้อนไปว่า แม้ก่อนหน้านี้จะสัมผัสได้ถึงพลังปราณ แต่พลังปราณเหล่านั้นกลับปฏิเสธร่างกายของเขาราวกับผลักไส

"หรือว่าที่ฉันฝึกฝนได้ จะเกี่ยวกับเธอจริงๆ" เจียงเฟิงถามด้วยความสงสัย

"แน่นอนสิ ฉันเป็นคนเปลี่ยนแปลงรากปราณบางส่วนของนาย นายถึงได้ฝึกฝนได้ไง"

เธอกะพริบตา แล้วพูดต่อว่า "ส่วนจะทำให้นายเพิ่มระดับพลังอย่างรวดเร็วได้ยังไง รอให้นายฆ่าหมูป่าแล้วเอากลับมาได้เมื่อไหร่ นายก็จะรู้ความเก่งกาจของฉันเอง"

พูดจบ เธอก็เลิกคิ้วอย่างท้าทาย

หลังจากที่เด็กหญิงอธิบายอย่างอดทน เจียงเฟิงก็กระจ่างแจ้งทันที ที่แท้เขาก็มีรากปราณซ่อนเร้น ซึ่งถูกปิดผนึกไว้

มิน่าล่ะก่อนหน้านี้ถึงรู้สึกว่าระหว่างร่างกายกับพลังฟ้าดินมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ มีความรู้สึกเหินห่างอย่างบอกไม่ถูก

จนกระทั่งเด็กหญิงใช้วิธีพิเศษ ขจัดผนึกบางส่วนบนรากปราณออกไป ทำให้รากปราณปรากฏออกมาได้บ้าง เขาจึงสามารถฝึกฝนได้อย่างราบรื่นในที่สุด

แม้เจียงเฟิงจะยังมีข้อสงสัยอยู่ในใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เด็กหญิงพูดนั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง

"ได้ ฉันจะลองดู"

เจียงเฟิงกัดฟัน ตัดสินใจจะฆ่าหมูป่าตัวนั้นให้ได้

"จริงสิ เธอชื่ออะไร แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนจากก้อนเหล็กกลายเป็นโอ่งน้ำใบใหญ่ได้ล่ะ"

ตอนนี้ต่อให้เขาจะหัวทึบแค่ไหนก็รู้แล้วว่าก้อนเหล็กที่คุณย่าทิ้งไว้ให้เป็นของวิเศษที่หายาก

"ฉันลืมไปแล้วว่าตัวเองชื่ออะไร เตากลืนกินสวรรค์ใบนี้ไม่ใช่เพราะนายหรอกหรือถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ก็เมื่อหลายวันก่อนเลือดของนายถูกมันดูดซับไป ฉันก็เลยตื่นขึ้นมาไง แล้วตอนที่นายฝึกฝน ฉันก็แค่ช่วยนิดหน่อยเอง"

เด็กหญิงอธิบายพลางกระโดดโลดเต้นวนรอบตัวเจียงเฟิงราวกับภูติน้อยแสนซน

เจียงเฟิงเข้าใจทันที ที่แท้ก้อนเหล็กนี้ชื่อว่าเตากลืนกินสวรรค์

แต่ว่า จะทำยังไงให้มันกลับคืนสู่สภาพเดิมล่ะ เขาจ้องมองไปที่เด็กหญิงด้วยความสงสัยเต็มหัว

เด็กหญิงเหมือนจะเดาได้ว่าเขาต้องมีคำถามนี้ จึงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"นายน้มตัวลงมาสิ"

"ก้มตัวเหรอ" เจียงเฟิงไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามที่บอก

เห็นเพียงเด็กหญิงยกมือเล็กๆ ขึ้นมา แตะเบาๆ ที่กลางหน้าผากของเจียงเฟิง

ชั่วพริบตา มุทราที่ซับซ้อนและลึกลับหลายกระบวนท่าก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเจียงเฟิงราวกับสายฟ้าแลบ

เจียงเฟิงลองทำมุทราตามที่ได้รับมา เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เตากลืนกินสวรรค์ใบนั้นราวกับมีชีวิต

มันขยายใหญ่และหดเล็กลงตามความคิดของเจียงเฟิง จนกระทั่งหดกลับไปเหลือขนาดหนึ่งนิ้วเท่าเดิม

เขาประคองเตากลืนกินสวรรค์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก

เขารู้ดีว่านอกจากพรสวรรค์แล้ว วาสนาก็เป็นสิ่งขาดไม่ได้สำหรับผู้ฝึกเซียน และตัวเขาเองก็ได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่มาแล้ว

สายตาของเจียงเฟิงไปหยุดที่เด็กหญิงอีกครั้ง เด็กหญิงเหมือนจะอ่านใจเขาออก พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง

"ไม่เป็นไร นายไปทำธุระของนายเถอะ ไม่ต้องสนใจฉัน ฉันก็แค่ออกมาเดินเล่นเฉยๆ อยากกลับเมื่อไหร่ก็จะกลับเข้าไปในเตากลืนกินสวรรค์เอง"

"กลับเหรอ เข้าไปในเตากลืนกินสวรรค์นี่นะ" เจียงเฟิงประหลาดใจมาก

"ใช่สิ ในเตากลืนกินสวรรค์ในมือหนายนั่นแหละ ฉันจะกลับเข้าไปตอนไหนก็ได้ วางใจเถอะ"

เด็กหญิงเอียงคอทำหน้าไร้เดียงสา รอยยิ้มหวานผลิบานบนใบหน้า

เจียงเฟิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ดูเหมือนเขาจะสลัดเจ้าตัวเล็กนี่ไม่หลุดเสียแล้ว

แต่เมื่อได้คลุกคลีกัน เขาก็รู้สึกว่าเด็กหญิงไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อตนเอง จึงเลือกที่จะเชื่อใจเธอ

แถมยังตั้งชื่อให้เธอว่า เจียงเสวี่ย อีกด้วย หนึ่งคือพ้องเสียงกับคำว่า เจียง ของเขา

สองคือเด็กหญิงคนนี้มีผิวขาวผ่องน่ารัก เจียงเสวี่ยเองก็ชอบชื่อนี้มาก

หลังจากนั้น เจียงเฟิงก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีล่าหมูป่า เขาตั้งตารออยากจะเห็นว่าเจียงเสวี่ยจะช่วยเขาเพิ่มระดับพลังได้อย่างไร

จะว่าไปก็แปลก ตั้งแต่หมูป่าโผล่มาครั้งก่อน ผ่านมาสิบกว่าวันแล้ว ทั้งหมูป่าและสัตว์ร้ายตัวอื่นๆ กลับหายเข้ากลีบเมฆ ไร้ร่องรอย

"ตอนนี้ฉันดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว พละกำลังก็มากกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปเสียอีก ถ้าจะทำกับดักเพิ่ม..."

เจียงเฟิงคิดในใจ แววตาเป็นประกายด้วยความกระตือรือร้น

คิดได้ก็ต้องลงมือทำ ในฐานะศิษย์ส่ายงานทั่วไป เขารู้ที่เก็บอุปกรณ์ทำเกษตรเป็นอย่างดี

แถมเครื่องมือเหล็กธรรมดาพวกนี้ก็ไม่มีใครเฝ้า เขาจึงไปเอาขวานและจอบมาได้อย่างราบรื่น

ตลอดทั้งคืน เจียงเฟิงง่วนอยู่กับงานในลานบ้าน

ด้วยความพยายามของเขา หลุมลึกสองสามจั้งก็ปรากฏขึ้นในลานบ้าน

เขาปักเสาไม้ปลายแหลมลงไปที่ก้นหลุมอย่างหนาแน่น แล้วใช้กิ่งไม้ใบไม้ปิดบังไว้อย่างมิดชิด กับดักที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยอันตรายก็เสร็จสมบูรณ์

แม้ว่าพลังปราณที่เข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของเขาแล้ว แต่การสร้างผลงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ก็ทำให้เจียงเฟิงเหนื่อยล้าแทบขาดใจ

เขาดูเวลา ยังพอมีเวลาก่อนจะไปทำงานจิปาถะ จึงรีบอาบน้ำชำระร่างกาย กลับเข้าห้องเตรียมจะพักผ่อน

ตอนนั้นเจียงเสวี่ยนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงแล้ว เจียงเฟิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา คิดเสียว่ายังเป็นเด็กอยู่ จึงเอนตัวลงนอนข้างๆ เธอ

ผ่านไปหลายวัน หมูป่าก็ยังไม่โผล่มา เจียงเฟิงถึงกับสงสัยว่ามันจะได้รับอันตรายอะไรไปแล้วหรือเปล่า

แต่ช่วงเวลานี้เขาก็ไม่ได้อยู่เปล่าๆ ผ่านการทดลองและพยายามนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็สามารถฝึกฝนคาถาลูกไฟจนสำเร็จ

อวัยวะภายในทั้งห้าของมนุษย์สอดคล้องกับธาตุทั้งห้า หลักการของคาถาลูกไฟคือการส่งพลังปราณผ่านชีพจรหัวใจ เปลี่ยนเป็นพลังปราณธาตุไฟ แล้วควบแน่นเป็นลูกไฟที่ฝ่ามือ จากนั้นใช้ความนึกคิดควบคุม ใช้ในการต่อสู้กับศัตรู

เจียงเฟิงมีรากปราณซ่อนเร้น รากปราณไม่ชัดเจน ความเข้ากันได้กับพลังปราณต่ำมาก การฝึกฝนคาถาลูกไฟจึงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับเขา

ตรงกันข้ามกับโจวจื่อรั่วที่มีรากปราณธาตุไฟระดับสูงสุด ซึ่งมีความเข้ากันได้กับพลังปราณธาตุไฟสูงลิ่ว

ฝึกฝนได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณ อานุภาพของคาถาที่แสดงออกมาก็ร้ายกาจกว่า มิน่าล่ะ ชายวัยกลางคนที่รับศิษย์ในตอนนั้นถึงให้ความสำคัญกับเธอขนาดนั้น

แต่ในสายเลือดของเจียงเฟิงมีความไม่ยอมแพ้แฝงอยู่ เมื่อต้องเผชิญกับการฝึกฝนที่ยากลำบาก เขาไม่เพียงไม่ท้อแท้ กลับฝึกฝนอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น

จบบทที่ บทที่ 6 เจียงเสวี่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว