- หน้าแรก
- กลืนโลหิตสู่วิถีเซียน
- บทที่ 3 นิกายเสวียนเทียน
บทที่ 3 นิกายเสวียนเทียน
บทที่ 3 นิกายเสวียนเทียน
บทที่ 3 นิกายเสวียนเทียน
เจียงเฟิงตัวสั่นสะท้าน ชายวัยกลางคนกำลังจะเอ่ยปากตักเตือน
แต่เมื่อเห็นของที่เจียงเฟิงยื่นให้ รูม่านตาก็หดเล็กลง เก็บของสิ่งนั้นไว้โดยไม่แสดงอาการใดๆ
หัวใจของเจียงเฟิงเต้นระทึกขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของชายวัยกลางคนด้วยความตึงเครียด
เขารู้ดีว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวของเขา ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับการกระทำครั้งนี้
เห็นชายวัยกลางคนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ช่างเถอะ ในเมื่อแกมุ่งมั่นสู่วิถีเต๋า ฉันก็จะให้โอกาสแกสักครั้ง ทว่าการเป็นศิษย์สายตรงคงเป็นไปไม่ได้ ฉันอนุญาตให้แกเข้าสำนักไปเป็นศิษย์ส่ายงานทั่วไปก็แล้วกัน"
"ศิษย์ส่ายงานทั่วไป?"
เจียงเฟิงใจหายวาบ ความหวังเต็มเปี่ยมถูกแทนที่ด้วยความผิดหวังในทันที
แต่ไม่นาน เขาก็คิดทบทวนในใจ การได้เข้าสำนักก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโชคชะตาแล้ว
ถึงแม้จะเป็นผู้ใช้แรงงาน ก็ยังมีโอกาสได้บำเพ็ญเพียร มีความหวังริบหรี่ที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต
พอสองสามีภรรยาโจวปาผีได้ยิน ก็หัวเราะเยาะเย้ยทันที
"ไอ้เด็กเหลือขอ อย่างแกก็คู่ควรแค่ไปเป็นคนรับใช้ ยังคิดอยากจะเป็นศิษย์สายตรงอีก ฝันไปเถอะ"
โจวจื่อรั่วก็ปรายตามองเจียงเฟิงอย่างเหยียดหยาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูถูก
เจียงเฟิงขบริมฝีปากล่างแน่น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอัปยศอดสู แต่เขาก็ข่มความโกรธเอาไว้
แอบสาบานในใจ ว่าจะต้องโดดเด่นในสำนักนี้ให้ได้ จะทำให้คนพวกนี้ต้องมองเขาใหม่ให้จงได้
จากนั้น เขาก็กล่าวขอบคุณชายวัยกลางคน
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นว่าการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว ก็สะบัดมือเก็บลูกแก้วทดสอบปราณ
จากนั้นก็กล่าวว่า "ของใช้ทุกอย่างของพวกแก สำนักมีจัดเตรียมไว้ให้แล้ว จงไปร่ำลาครอบครัวเสีย จากนั้นจงตามฉันกลับสำนัก"
โจวจื่อรั่วเดินไปหาสองสามีภรรยาโจวปาผี ครอบครัวสามคนซุบซิบกัน บางครั้งก็ชำเลืองมองมาที่เจียงเฟิง แววตาแฝงไปด้วยความประสงค์ร้าย
เจียงเฟิงมองดูพวกเขา ในใจเต็มไปด้วยความรังเกียจและไม่พอใจ เขาเบือนหน้าหนี ไม่สนใจอีก
ผ่านไปสักพัก ทั้งสามคนก็บอกลาพ่อแม่ แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังนกยักษ์สีขาว
นกยักษ์สีขาวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พายุพัดโหมกระหน่ำ เจียงเฟิงก้มหน้ามองลงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นเพียงหมู่บ้านใต้เท้าค่อยๆ เล็กลงกลายเป็นจุดสีดำ
มองทอดยาวออกไป เทือกเขาสลับซับซ้อนราวกับมังกรยักษ์ แม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันดั่งสายใยสีเงิน ทัศนียภาพช่างยิ่งใหญ่อลังการ ในใจของเจียงเฟิงก็พลุ่งพล่านไปด้วยความตื่นเต้นดั่งเกลียวคลื่น
การได้เข้าสำนักเซียนก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที
อย่างน้อยสำนักเซียนก็คงไม่ปล่อยให้คนอดอยากหรอกมั้ง
เจียงเฟิงคิดในใจ พร้อมกับลูบท้องของตัวเองไปด้วย
ด้านหน้าของนกยักษ์ โจวจื่อรั่วยืนอกผายไหล่ผึ่ง แต่กำปั้นที่กำแน่นก็บ่งบอกได้ว่าเธอยังมีความตื่นเต้นและกังวลอยู่บ้าง
เมื่อเทียบกันแล้ว อีกสองคนกลับดูแย่กว่ามาก ห่อไหล่ นั่งยองๆ อยู่บนหลังนกยักษ์ สองมือจับขนของมันไว้แน่น
การบินอยู่บนที่สูงเช่นนี้ เพียงแค่ได้ยินเสียงลมพัดโหยหวนข้างหู ก็ทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนตัวสั่น
แม้เจียงเฟิงจะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือความคาดหวังต่ออนาคต เขาจับขนบนหลังนกไว้แน่น สายตากวาดมองไปรอบๆ ไม่หยุดพัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นกยักษ์แบกทุกคนบินไปถึงสองวันเต็มๆ
จนกระทั่งบินผ่านม่านหมอกหนาทึบ จึงมาถึงด้านนอกของนิกายเสวียนเทียน
มองทอดยาวออกไป ยอดเขาแต่ละลูกซ่อนเร้นอยู่ในม่านหมอกบางๆ มองเห็นเพียงเลือนราง
ระหว่างยอดเขา มีเมฆหมอกปกคลุมราวกับความฝัน บางครั้งก็มีนกกระเรียนเซียนบินผ่าน ส่งเสียงร้องกังวาน
ในบรรดายอดเขาเหล่านี้ มียอดเขาที่สูงที่สุดสิบกว่าแห่ง บนยอดเขาแต่ละแห่งมีสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ตระการตาตั้งอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพลังงานที่ไม่รู้จักไหลเวียนอยู่ภายใน บางครั้งก็เปล่งแสงสีเขียวอ่อนออกมา
ภาพที่เห็นทำให้เจียงเฟิงและคนอื่นๆ ตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก
ชายวัยกลางคนพาทุกคนร่อนลงหน้าประตูสำนัก มีศิษย์หลายคนยืนเฝ้าอยู่ พอเห็นชายวัยกลางคน ก็พากันทำความเคารพ
ชายวัยกลางคนเพิ่งจะลงถึงพื้น ก็หันไปพูดกับโจวจื่อรั่ว
"เดี๋ยวเธอตามฉันมา ตั้งแต่วันนี้ไปเธอคือศิษย์สืบทอดของฉัน ต่อไปฉันจะถ่ายทอดวิถีการฝึกเซียนให้เธอด้วยตัวเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้โจวจื่อรั่วจะหยิ่งยโสเพียงใด ก็แสดงความดีใจออกมาทันที รีบพูดกับชายวัยกลางคนว่า
"ขอบคุณท่านเซียน"
"หืม ยังจะเรียกท่านเซียนอีกงั้นหรือ" ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้น
"ท่านอาจารย์โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย"
โจวจื่อรั่วคุกเข่าลงกับพื้นดังปุบ รีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันที
"อืม เดี๋ยวพอถึงที่แล้ว ฉันค่อยจัดพิธีกราบอาจารย์อย่างเป็นทางการให้เธอ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นก็หันไปมองเจียงเฟิงและคนอื่นๆ
ตอนนี้ยกเว้นเจียงเฟิงแล้ว อีกสองคนต่างมีสีหน้าอิจฉา
เพิ่งเข้าสำนักก็มีอาจารย์คอยคุ้มครองแล้ว แบบนั้นจะลดปัญหาไปได้ตั้งเยอะ
แต่พวกเขาไม่มีพรสวรรค์เหมือนโจวจื่อรั่ว จึงทำได้เพียงอิจฉาเท่านั้น
หลังจากจัดการเรื่องโจวจื่อรั่วเรียบร้อยแล้ว ชายวัยกลางคนก็เรียกศิษย์คนหนึ่งมาสั่งการ
"ที่พักของคนที่เหลือ มอบหมายให้แกจัดการ พรุ่งนี้ให้พวกเขาไปเรียนกฎระเบียบของสำนักและวิถีการฝึกเซียนที่ลานฝึกสอน"
ศิษย์คนนั้นพาเด็กหนุ่มที่มีรากปราณอีกสองคนไปยังที่พักของศิษย์สายตรงก่อน ตลอดทางเขายิ้มแย้มแจ่มใส แนะนำข้อดีต่างๆ ของที่พักอย่างกระตือรือร้น
พอถึงคราวเจียงเฟิง ศิษย์คนนั้นกลับมีสีหน้ารังเกียจ เบ้ปาก พูดด้วยความรำคาญ
"ตามฉันมา"
เขาพาเจียงเฟิงไปยังลานบ้านเก่าซอมซ่อที่เป็นที่พักของศิษย์ส่ายงานทั่วไป
"ต่อไปที่นี่คือที่พักของแก งานของศิษย์ส่ายงานทั่วไปมีไม่น้อย พรุ่งนี้ก็เริ่มทำงานให้ดีล่ะ"
พูดจบก็รีบเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเจียงเฟิง
เจียงเฟิงมองแผ่นหลังของศิษย์คนนั้นที่เดินจากไป ในใจรู้สึกสับสนปนเป แต่เขาไม่ท้อถอย เขารู้ดีว่าการได้เข้าสำนักก็คือโอกาส
ขณะเดียวกัน โจวจื่อรั่วที่อยู่ในที่พักแห่งใหม่ ก็กำลังอวดรากปราณธาตุไฟระดับสูงสุดของตัวเองกับศิษย์คนอื่นๆ เผอิญพูดถึงเจียงเฟิงขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก
"แค่คนรับใช้ ยังจะมาเพ้อฝันเข้าสำนักเดียวกับพวกเรา ไม่ดูสารรูปตัวเองเลย"
คำพูดของเธอเรียกเสียงสนับสนุนจากศิษย์คนอื่นๆ รอบข้าง
"นั่นสิ ไม่เจียมตัวเอาซะเลย"
ทุกคนหัวเราะเยาะ เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยการเย้ยหยันเจียงเฟิง
ฝ่ายเจียงเฟิงเพิ่งจะเก็บกวาดห้องเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก
ที่แท้โจวจื่อรั่วก็พาพวกศิษย์สายตรงมา "เยี่ยม" เขานั่นเอง
"แหม นี่หรือคือที่พักของคนรับใช้ ช่างซอมซ่ออะไรเช่นนี้"
โจวจื่อรั่วพูดพลาง แกล้งใช้เท้าเขี่ยข้าวของที่กองอยู่บนพื้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
ศิษย์คนอื่นๆ รอบข้างก็หัวเราะตาม หนึ่งในนั้นยังยื่นมือผลักเจียงเฟิงไปทีหนึ่ง
"เฮ้ย คนรับใช้ เห็นพวกเราแล้วทำไมยังไม่รีบทำความเคารพอีก"
เจียงเฟิงขมวดคิ้ว ไม่สนใจการยั่วยุของพวกเขา
"ทำไม โดนด่าไม่กี่คำก็ไม่กล้าหือแล้วเหรอ ขยะก็คือขยะอยู่วันยังค่ำ"
โจวจื่อรั่วยังคงพูดเหน็บแนม ทั้งยังก้าวมาข้างหน้า ชี้หน้าเจียงเฟิง
เจียงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถึงฉันจะเป็นแค่คนรับใช้ แต่เมื่อเข้ามาในนิกายเสวียนเทียนแล้ว ก็จะตั้งใจฝึกฝน ไม่เหมือนบางคน พอมีรากปราณนิดหน่อยก็เหลิง ดีแต่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า"
สีหน้าของโจวจื่อรั่วเปลี่ยนไป โกรธจนหน้าแดง
"แกกล้าเถียงฉันเหรอ ฉันว่าแกคงไม่อยากอยู่ในนิกายเสวียนเทียนแล้วล่ะมั้ง"
พูดจบก็ง้างมือจะตบเจียงเฟิง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและดูถูก ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเจียงเฟิง
ขณะที่โจวจื่อรั่วเงื้อมือจะตบเจียงเฟิงนั้น เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
"มาก่อความวุ่นวายตามอำเภอใจในสำนัก ใช้ได้ที่ไหนกัน"
ทุกคนหันกลับไปมอง เห็นเพียงศิษย์พี่หญิงในชุดขาวพลิ้วไหวเดินเข้ามา แววตาเย็นชา ท่าทางเหนือโลกีย์
พอโจวจื่อรั่วเห็นดังนั้น ก็ลดท่าทีเย่อหยิ่งลงทันที พูดด้วยความเคารพ
"ศิษย์พี่ ศิษย์ส่ายงานทั่วไปคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เถียงฉันก่อนค่ะ"
ศิษย์พี่หญิงชุดขาวปรายตามองโจวจื่อรั่ว แล้วหันไปมองเจียงเฟิง ถามว่า "เรื่องราวเป็นอย่างที่เธอพูดหรือเปล่า"
เจียงเฟิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างไม่หวั่นเกรง
ศิษย์พี่หญิงชุดขาวพยักหน้า พูดกับโจวจื่อรั่ว
"ในฐานะศิษย์สายตรง เธอรังแกศิษย์ส่ายงานทั่วไปแบบนี้ ขืนลือออกไปสำนักจะเสียหน้า ยังไม่รีบไปอีก"
โจวจื่อรั่วได้ยินดังนั้น หน้าก็ซีดเผือด แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน ทำได้เพียงถลึงตาใส่เจียงเฟิงอย่างเคียดแค้น แล้วจำใจต้องถอยกลับไป
ศิษย์พี่หญิงชุดขาวหันมาพูดกับเจียงเฟิงอีกว่า "อย่าได้ท้อแท้เพราะคำเยาะเย้ยของผู้อื่น ขอเพียงขยันขันแข็ง ศิษย์ส่ายงานทั่วไปก็มีวันลืมตาอ้าปากได้เช่นกัน"
เจียงเฟิงกล่าวขอบคุณศิษย์พี่ด้วยความซาบซึ้งใจ มองดูแผ่นหลังของศิษย์พี่ที่เดินจากไป ในใจแอบสาบานว่าจะต้องตั้งใจฝึกฝนให้จงได้