- หน้าแรก
- เหตุใดวิหคแห่งนภาจึงโบยบิน
- บทที่ 17 การกู้โลกไม่ใช่เรื่องง่าย
บทที่ 17 การกู้โลกไม่ใช่เรื่องง่าย
บทที่ 17 การกู้โลกไม่ใช่เรื่องง่าย
"ในเมื่อนายยืนกรานจะให้ ฉันก็ไม่เกรงใจล่ะนะ" พี่ซัมโปเอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนต่อแรงยั่วยวนของเงินตราไม่ไหว
"ตกลงตามนี้ครับ" เซเลิสเอ่ยปนยิ้ม "แล้วสรุปว่าคุณจะให้ผมหยิบยืมสักเท่าไหร่ดีล่ะ"
"สามหมื่นโล่ เป็นไงล่ะพวก? ฟังแล้วกระเป๋าตังค์ฉันแทบฉีกเลยนะเนี่ย" ซัมโปเอ่ยด้วยน้ำเสียงระทมทุกข์ราวกับเลือดในกายกำลังหลั่งริน
เซเลิสพอจะมีความรู้เรื่องค่าเงินของเบโลบ็อกอยู่บ้าง เงินสามหมื่นโล่นับว่าเป็นจำนวนที่มากโขทีเดียว เงินจำนวนนี้สามารถจุนเจือค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนในเมืองส่วนบนได้นานถึงหนึ่งเดือนเต็ม เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าอัตราค่าครองชีพของเมืองใต้ดินในเวลานี้เป็นอย่างไร หากข้าวของแพงหูฉี่จนเกินเหตุ เงินสามหมื่นโล่นี้ก็อาจจะใช้ประทังชีวิตที่นี่ได้เพียงแค่เดือนเดียวเช่นกัน
เซเลิสถามต่อ "สามหมื่นก็ย่อมได้ครับ แล้วเรื่องดอกเบี้ยเราจะคิดคำนวณกันยังไงดีล่ะ"
...
ทั้งสองคนพูดคุยกันไปตลอดทางจนกระทั่งย่างเท้าเข้าสู่เมืองโบลเดอร์ เซเลิสเดินตามหลังซัมโปมาจนถึงหน้าทางเข้าโรงแรมเกอเธ่แห่งเมืองใต้ดิน
หลังจากซัมโปเข้าไปเจรจาพาทีกับพนักงานต้อนรับเรียบร้อยแล้ว เขาก็เปิดห้องพักไว้ทั้งหมดสี่ห้องเพื่อจัดการให้คนทั้งสี่ที่ยังคงไม่ได้สติเข้าพักผ่อน
เซเลิสยืนกอดอกพิงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เฝ้ามองสภาพความเป็นไปของเมืองใต้ดินผ่านบานกระจกใส เขาลอบสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาและสภาวะจิตใจของพวกเขา ซึ่งไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับผู้คนในเมืองส่วนบนได้เลย ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองใต้ดินมีใบหน้าซูบซีดเซียวและผอมแห้งแรงน้อย สภาพจิตใจย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด แถมยังไร้ซึ่งร่องรอยของรอยยิ้มบนใบหน้า มันเด่นชัดเจนเหลือเกินว่าผู้คนในโลกบาดาลแห่งนี้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากสาหัสกว่าพวกที่อยู่บนเมืองส่วนบนมากมายนัก
"ซัมโป คุณบอกผมหน่อยสิ... ทั้งที่รู้วิธีการช่วยฉุดรั้งโลกใบหนึ่งให้พ้นจากความหายนะ แต่กลับเลือกที่จะไม่ลงมือทำในทันที แบบนี้มันไม่ดูเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยเหรอครับ" จู่ๆ เซเลิสก็โพล่งถามขึ้นมาลอยๆ
คำถามนี้ทำเอาซัมโปที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปถึงกับชะงักกึกอยู่กับที่
เขาหยุดฝีเท้าลง ลอบมองแผ่นหลังอันเหยียดตรงของเซเลิสด้วยสายตาลึกล้ำ พลางนึกระแวงในใจว่าเจ้าเด็กนี่ระแคะระคายอะไรบางอย่างมาหรือเปล่า? หรือตั้งใจจะพูดจายั่วแหย่เขาเล่นกันแน่?!
เพราะอันที่จริง พี่ซัมโปได้ทำการสืบเสาะจนทะลุปรุโปร่งในพื้นที่แถบนี้มานานโขก่อนที่แอสตรัลเอ็กซ์เพรสจะมาเยือนเสียอีก เขารู้ดีเรื่องความผิดปกติของผู้พิทักษ์สูงสุดโคโคเลีย แรนด์ที่ถูกสเตลลารอนครอบงำ และรู้กระทั่งว่าตอนนี้สเตลลารอนถูกซุกซ่อนอยู่ที่ไหน ลำพังด้วยพละกำลังและความสามารถของซัมโปเอง เขาสามารถจัดการสะสางปัญหาของดาวจาริโล-ซิกซ์ได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำ
ทว่าเขาเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น
เหตุผลนั้นมีอยู่มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ... ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกสเตลลารอนกัดเซาะชอนไชมาเนิ่นนานเกินไป ต่อให้กำจัดสเตลลารอนสิ้นซากลงได้ ทว่าวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็จะตามมาอยู่ดี มหานทีเกล็ดน้ำแข็งที่ละลายจะทำให้เกิดกระแสน้ำทะเลหนุนทะลักกลับมาอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น สมุนของฝ่ายทำลายล้าง บางส่วนที่เคยถูกผนึกไว้ใต้กลาเซียร์ก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาหลังจากน้ำแข็งละลาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบอันโหดร้ายที่จาริโล-ซิกซ์ต้องเผชิญหลังจากสเตลลารอนถูกชำระล้าง การคงอยู่ของสเตลลารอนในตอนนี้กลับกลายเป็นการช่วยกดระดับความยากดั้งเดิมของดาวดวงนี้ไว้เสียด้วยซ้ำ และเมื่อใดที่สเตลลารอนถูกกำจัด ระดับความยากของ 'ดันเจี้ยน' แห่งนี้ก็จะดีดกลับคืนสู่ระดับเดิม หรืออาจจะทวีความโหดหินยิ่งกว่าเก่า สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดอย่างถี่ถ้วน และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมซัมโปที่มีความสามารถเต็มเปี่ยมกลับเลือกที่จะไม่ผนึกสเตลลารอนด้วยตัวเอง แต่เลือกที่จะยืมมือขบวนรถไฟมาร่วมบรรเลงละครฉากใหญ่ในหนนี้
เขาจำเป็นต้องใช้ละครฉากใหญ่โรงนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของบางอย่างมาจากเจ้าของร้านเหล้า และต่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครองก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เขายังคงต้องลงมือทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมายเพื่อโอบอุ้มจาริโล-ซิกซ์เอาไว้ และเพื่อช่วงชิงหน้ากากของตนกลับคืนมา มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่ซัมโปจะสามารถจัดการสะสางทุกสิ่งทุกอย่างบนดาวจาริโล-ซิกซ์ได้สำเร็จ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมซัมโปต้องยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมายขนาดนี้เพื่อจาริโล-ซิกซ์ เขามีความผูกพันอะไรกับที่นี่นักหนาหรือ? ซัมโปก็คงจะตอบคุณเพียงแค่ว่า: "โถ่เพื่อนรัก มันแปลกตรงไหนกันล่ะที่ผู้นำสารแห่งปรีดา คิดอยากจะรับบทเป็นผู้กอบกู้ผู้อยู่เบื้องหลังบ้าง? เรื่องแบบนี้มันต้องมีเหตุผลมารองรับมากมายขนาดนั้นเลยหรือไง"
ซัมโปจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดอยู่นานแสนนาน ก่อนจะเอ่ยคำตอบของตนออกมา
"การกู้โลกมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกนะเพื่อน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเก็บมาคิดคำนวณ
เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองจนเกินไปหรอก
ทำไปตามที่ใจนายอยากทำ และลงมือทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว"
เซเลิสยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ตอบกลับมา
ในที่สุดซัมโปก็ปรายตามองแผ่นหลังของเซเลิสอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง แล้วสาวเท้าเดินจากไปทันที
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เซเลิสที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ถึงเริ่มขยับเขยื้อนร่างกายอีกครั้ง
เมื่อครู่เขาเผลอจมดิ่งกับความคิดของตัวเองมากเกินไปจริงๆ พอตนเองเริ่มมีพละกำลังเพิ่มพูนขึ้นมาหน่อย ก็คิดอยากจะยื่นมือเข้าไปโปรดสัตว์โลกและกอบกู้มวลมนุษย์ในทันที โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า ต่อให้พละกำลังในปัจจุบันของเขาจะสามารถเดินยืดอกอย่างไร้ผู้ต้านในเบโลบ็อกได้ก็จริง แต่หากเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ของ ฮงไก: สตาร์เรล แล้ว พลังของเขาก็เป็นได้แค่ตัวประกอบแถวสองเท่านั้น เหนือขึ้นไปจากเขายังมีเหล่าเทพดารา ที่ยากแท้หยั่งถึงสถิตอยู่ ขนาดเหล่าเทพดารายังไม่เคยยื่นมือลงมาประทานความสงบสุขให้แก่จักรวาลนี้เลย แล้วตัวเขาจะไปคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องไร้สาระพวกนั้นให้มันรกสมองทำไมกัน มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ
ซัมโปพูดถูกแล้ว การกู้โลกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนในเบโลบ็อกก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าสำหรับเขา หากช่วยได้เขาก็จะช่วย แต่ถ้าช่วยไม่ได้แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ? ภยันตรายของเบโลบ็อกไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวเขา ความทุกข์ยากของพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย แล้วเขาจะแบกรับความรู้สึกผิดมหันต์เหล่านี้ไว้เพื่ออะไรกัน?
อีกอย่าง ขนาดเควินยังเลือกที่จะเดินบนเส้นทางแห่งการกู้โลกเพียงเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนผู้หนึ่งเท่านั้นเลย...
เมื่อสะสางปมปัญหาในใจได้แล้ว เซเลิสก็รู้สึกเบากายสบายใจขึ้นมาทันที ย่างก้าวของเขาดูทะมัดทะแมงและว่องไวขึ้น ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพักห้องหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเบาๆ
ความเคลื่อนไหวแผ่วเบาที่เคยดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องพลันเงียบสงบลงทันทีที่เซเลิสเดินมาหยุดตรงหน้าประตู การเคาะประตูของเซเลิสในตอนนี้คงจะทำให้คนข้างในตกใจเข้าเสียแล้ว
"ดันเฮิง ฉันเองนะ นายตื่นแล้วใช่ไหม"
น้ำเสียงของเซเลิสดังกังวานทะลุบานประตูเข้าไปในห้อง ดันเฮิงที่เพิ่งฟื้นคืนสติลุกขึ้นมาจึงยอมลดขีดความระแวดระวังลงเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ
"ฉันตื่นแล้ว เข้ามาสิ!"
แอด—!
บานประตูถูกผลักเปิดออก ดันเฮิงมองเห็นเซเลิสเดินเข้ามาในสภาพที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน เมื่อเห็นรูปลักษณ์อันปกติสุขของเซเลิสที่ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือรอยบาดเจ็บใดๆ เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"แล้วหมอซัมพอนั่นล่ะ? หมอนั่นหายหัวไปไหนแล้ว
แล้วตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกัน"
"ซัมโปเพิ่งจะเดินออกไปเมื่อกี้นี่เองครับ" เซเลิสเอ่ย ก่อนจะหยิบยกคำอธิบายของซัมโปมาเล่าต่อให้ดันเฮิงฟังทันที เพื่อตัดบทคำถามที่อาจจะตามมาของดันเฮิง ว่าทำไมซัมโปถึงต้องลงมือหักหลังพวกเขา
"และในตอนนี้ พวกเรากำลังอยู่ในเมืองใต้ดิน ในโรงแรมเกอเธ่ของสถานที่ที่ถูกเรียกว่าเมืองโบลเดอร์ครับ"
เซเลิสเอ่ยพลางหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ "ตาหมอนั่นยังอุตสาห์ผู้สนับสนุนเงินทุนทรัพย์สำหรับทำกิจกรรมให้พวกเรามาจำนวนหนึ่งด้วยนะ แปลกดีใช่ไหมล่ะ ทั้งที่ตัวเองออกจะหน้าเงินขนาดนั้น"
"ไม่แปลกเลยสักนิด" ดันเฮิงส่ายหน้าปฏิเสธ "ตอนที่พวกเราเจอซัมโปกลางทุ่งหิมะคราวนั้น ฉันก็รู้สึกได้แล้วว่าหมอนี่ไม่ธรรมดา ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้อสันนิษฐานของฉันจะยิ่งเด่นชัดขึ้น ทว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงเจตนาร้ายหรือลงมือทำอันตรายพวกเรา ฉันก็เลยไม่ได้สืบหาความจริงต่อ"
"เก่งกาจสมเป็นคุณจริงๆ" เซเลิสเอ่ยเยินยอซ้ำ "ในเมื่อตอนนี้พวกเราลงมาถึงเมืองใต้ดินแล้ว ก็ควรจะเริ่มออกปฏิบัติงานในทันที แต่ว่าตอนนี้ยังมีอีกสามคนที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ ดันเฮิง คุณเองก็เพิ่งจะฟื้นตัว ถ้างั้นคุณอยู่เฝ้าพวกเขาสามคนที่โรงแรมเถอะ เดี๋ยวฉันจะออกไปรวบรวมเบาะแสข้างนอกเอง"
ตอนแรกดันเฮิงคิดจะปฏิเสธข้อเสนอของเซเลิส โดยจะให้เซเลิสอยู่เฝ้าโรงแรมแล้วตัวเขาเป็นฝ่ายออกไปสืบหาข้อมูลแทน ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงสภาพร่างกายอันอ่อนแอของตนในเวลานี้ และไม่รู้เลยว่ายาสลบที่ซัมโปใช้นั้นมันคือยาประเภทไหนหรือมีส่วนผสมของอะไรกันแน่ มันกลับส่งผลให้กายมังกรของดันเฮิงรู้สึกอ่อนล้าเพลียแรงได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ แม้ว่าตอนนี้สติจะฟื้นคืนมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงต้องการเวลาอีกสักระยะเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เรื่องนี้ชวนให้รู้สึกกระวนกระวายใจใจยิ่งนัก
"แค่กๆ... เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่เธอต้องระมัดระวังตัวด้วยนะ" ในที่สุดดันเฮิงก็ยอมตกลงตามข้อเสนอของเซเลิสอย่างจำใจ
"รับทราบครับ" เซเลิสเอ่ยลาแล้วหมุนตัวเดินจากไป เขาซอยเท้าก้าวเดินออกจากโรงแรมเกอเธ่อย่างเด็ดเดี่ยว
เซเลิสยืนอยู่บริเวณหน้าโรงแรม ทอดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบด้านและฝูงชนที่เดินผ่านไปมา แม้ว่าในใจจะปล่อยวางเรื่องปมปัญหาไปได้แล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นสภาพความเป็นจริงทุกอย่างในเมืองใต้ดิน เซเลิสก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
หลังจากก้าวพ้นจากอาณาเขตของโรงแรมเกอเธ่ เซเลิสก็สาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เขาเล็งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกทันที
คลินิกเพียงแห่งเดียวของเมืองโบลเดอร์ และยังเป็นสถานที่พำนักของบิ๊กบอสที่แท้จริงแห่งเมืองโบลเดอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมหากาฬ
เซเลิสเดินเลี้ยวข้ามตรอกซอกซอยจนมาถึงบริเวณประตูทางเข้าหลักของคลินิก ที่แห่งนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายหนาตา และคุณหมอเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ด้านในก็กำลัง วุ่นวายจนหัวหมุน เด่นชัดเจนเหลือเกินว่าคงจะเกิดเรื่องราวอะไรบางอย่างขึ้น ณ มุมใดมุมหนึ่งของเมืองใต้ดินอีกแล้วเป็นแน่