- หน้าแรก
- เหตุใดวิหคแห่งนภาจึงโบยบิน
- บทที่ 12 เมื่อสิ้นเสียงปืน ย่อมมีความสูญเสีย และเมื่อมีน้ำตา...
บทที่ 12 เมื่อสิ้นเสียงปืน ย่อมมีความสูญเสีย และเมื่อมีน้ำตา...
บทที่ 12 เมื่อสิ้นเสียงปืน ย่อมมีความสูญเสีย และเมื่อมีน้ำตา...
ดันเฮิงวิเคราะห์ข้อเสนอของเซเลิสอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจไม่นำมันมาใช้
"เซเลิส ความคิดของคุณดีมากและกล้าหาญมากครับ
ทว่าความเสี่ยงมันสูงเกินไป ในตอนนี้พวกเรายังไม่เข้าใจสถานการณ์ของที่นี่อย่างถ่องแท้เลยด้วยซ้ำ หากบุ่มบ่ามทำการใหญ่ขนาดนั้นแล้วเกิดคาดการณ์ผิดพลาด ไม่เพียงแต่การบุกเบิกเส้นทางเดินรถไฟจะยากลำบากขึ้นอย่างมหาศาล แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนชาวเบโลบ็อกในตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากสาหัสมากพอแล้วในยุควันสิ้นโลก หากต้องมาเจอความโกลาหลครั้งใหญ่ซ้ำเติมอีก ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้น ฉันขอปฏิเสธข้อเสนอของคุณครับ"
"ฉันไม่มีข้อโต้แย้ง"
เซเลิสรู้ดีว่าความคิดที่หักด้ามพร้าด้วยเข่าเช่นนี้ ส่วนใหญ่ผลลัพธ์ก็ต้องออกมาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เขาไม่ได้นึกตัดพ้อต่อว่าการตัดสินใจของดันเฮิง หากตัวเขาเองไม่ได้ล่วงรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดล่วงหน้า เขาก็คงไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรแบบนี้ออกมาเช่นกัน ในตอนนี้ผู้พิทักษ์สูงสุดคือผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากไม่มีหลักฐาน คอนโดที่ไหนใครเขาจะยอมเชื่อล่ะ? ในมุมมองของดันเฮิง ย่อมยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ ที่จะมาพิสูจน์ได้ว่าโคโคเลีย แรนด์คือผู้อยู่เบื้องหลัง การทำแบบนั้นจึงเสี่ยงเกินไปและขาดความมั่นคง ซึ่งความมั่นคงและปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางบุกเบิก การกระทำที่บุ่มบ่ามมีแต่จะพาชีวิตไปทิ้งเปล่า
"ในเมื่อแผนของเซเลิสยังไม่ค่อยตอบโจทย์ ถ้าอย่างนั้นลองฟังแผนของฉันดูนะ" ดันเฮิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและระบบความคิดที่เรียบเรียงมาอย่างเป็นระเบียบ
"สถานการณ์ในตอนนี้คือพวกเรากำลังถูกล้อมไว้ในโรงแรมเกอเธ่ โดยมีกองกำลังซิลเวอร์เมนตรึงกำลังอยู่ด้านนอก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือพวกเราต้องฝ่าวงล้อมและหนีออกไปให้ได้ ฉันคิดว่าตรอกข้างๆ ที่ถูกกัดเซาะโดยปรากฏการณ์ Fragmentum ดูเป็นเส้นทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
ส่วนเรื่องที่สอง หลังจากหนีรอดไปได้แล้วคือประเด็นเรื่องการสืบหาข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้คงจะยากลำบากขึ้น เพราะนับจากนี้ไปพวกเราจะมีสถานะเป็นนักโทษหลบหนี และไม่สามารถใช้บารมีของผู้พิทักษ์สูงสุดในการสืบค้นข้อมูลได้อีกต่อไป ความคืบหน้าของงานวิจัยย่อมได้รับผลกระทบอย่างมาก ข้อเสนอของฉันคือให้พวกเรามุ่งหน้าลงไปที่เมืองใต้ดิน เพื่อรวบรวมเบาะแสก่อน ในตอนนี้เมืองใต้ดินถูกตัดขาดจากเมืองส่วนบนอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นคนที่นั่นน่าจะไม่เข้ามาขัดขวางพวกเรา แม้ว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสเตลลารอนในเมืองใต้ดินอาจจะมีไม่มากนัก แต่เราก็ควรลองไปดู เผื่อว่าจะมีอะไรให้สืบค้นได้บ้าง! แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรจริงๆ พวกเราค่อยหาทางกลับขึ้นมา ถึงตอนนั้นการระแวดระวังของเมืองส่วนบนที่มีต่อพวกเราคงจะคลายลงบ้างแล้ว และการเคลื่อนไหวของเราก็จะทำได้ง่ายขึ้น"
มาร์ชเซเว่นเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที "แต่พวกเราไม่รู้ทางไปเมืองใต้ดินเลยนะฮะ!"
สเตลล่ากลอกตาไปมาพลางนึกถึงชายหนุ่มเจ้าสำราญคนหนึ่งขึ้นมาได้
"จำซัมโปได้ไหม? หมอคนที่มีผมหน้าม้าปัดข้าง สวมสูทสีม่วงแดงกางเกงขายาวสีดำ แล้วก็ชอบพูดจาท่าทางยั่วล้อคนอื่นน่ะ"
"จะไปพูดถึงตาคนนั้นทำไมกันล่ะ!" มาร์ชเซเว่นเอ่ยพลางทำเสียงฮึดฮัด "ตอนนั้นเขาเพิ่งทิ้งพวกเราแล้วโกยแนบไปดื้อๆ แท้ๆ ให้ตายเถอะ ฉันไม่เคยเจอใครหน้าหนาขนาดนี้มาก่อนเลย ให้พวกเราคอยรับหน้าแทน ส่วนตัวเองกลับชิ่งหนีไปคนเดียว คิดแล้วมันน่าโมโหชะมัด" มาร์ชเซเว่นระบายความอัดอั้นตันใจที่มีต่อซัมโปพลางทุบลงบนโซฟาใต้ร่างเบาๆ
ทว่าดันเฮิงกลับเข้าใจในสิ่งที่สเตลล่าต้องการสื่อสารอย่างแท้จริง
"สเตลล่า เธอกำลังจะบอกว่าพวกเราสามารถไปตามหาซัมโป เพื่อให้เขาเป็นคนนำทางพวกเราลงไปที่เมืองใต้ดินงั้นเหรอ"
เมื่อเห็นว่าดันเฮิงเดาความคิดของตนออก สเตลล่าก็คลี่ยิ้มพลางพยักหน้าทันที
เซเลิสเองก็ยกนิ้วโป้งให้สเตลล่าพร้อมเอ่ยชม "สเตลล่าของพวกเรานับวันยิ่งฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เลยนะเนี่ย! คิดวิธีแก้ปัญหาที่พวกเราคิดไม่ถึงออกมาได้ด้วย"
สเตลล่าเชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง ทำมุมสี่สิบห้าองศากับท้องฟ้าพลางเอ่ยอย่างภูมิใจ "จริงๆ แล้วฉันน่ะฉลาดปราดเปรื่องสุดๆ ไปเลยต่างหากล่ะ!"
"จ้าๆ สเตลล่าน้อยของพวกเราฉลาดที่สุดเลย" เซเลิสเอ่ยปนหัวเราะ
ทว่าบรรยากาศอันอบอุ่นนี้เพิ่งจะเริ่มได้ไม่ทันไร ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบที่ดังมาจากบริเวณทางเข้าโรงแรมเกอเธ่
"การหารือจบลงเท่านี้ ตามแผนเดิม... พวกเราต้องเริ่มหนีกันแล้ว!" หอกเมฆาปรารถนา พลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของดันเฮิง ก่อนที่เขาจะควงมันไปมาอย่างคล่องแคล่ว
"เฮ้อ เรื่องยุ่งยากมาอีกแล้ว!" มาร์ชเซเว่นลุกขึ้นจากโซฟา บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าพลางสะบัดศีรษะให้โล่ง "ทุกครั้งที่ออกเดินทางบุกเบิก ทำไมต้องมีบทละครประเภทโดนหมายจับแล้วต้องวิ่งหนีตลอดเลยนะ ไม่มีอะไรแปลกใหม่กว่านี้บ้างหรือไง"
สเตลล่าหันไปมองเซเลิส อ้าปากพะงาบๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายทำได้เพียงเรียกไม้เบสบอลคู่ใจออกมา ถือชั่งน้ำหนักอยู่ในมือพลางเอ่ยประโยคเด็ดของตัวเองออกมาด้วยแววตาที่ดูเหม่อลอยเล็กน้อย
"กฎมีไว้ทลาย!"
เซเลิสแสดงให้เห็นว่ารอยยิ้มของเขายังคงไม่เลือนหาย เขาเก้าเท้าไปข้างหน้าแล้วเอื้อมมือไปขยี้เรือนผมของสเตลล่าจนยุ่งเหยิงเล็กน้อยก่อนจะยอมปล่อยมือ จากนั้นเซเลิสก็เดินนำไปที่หัวบันได พลันมีกระแสพลังงานเยือกแข็งสายหนึ่งควบแน่นขึ้นที่ฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็ว
เซเลิสก้มมองลงไปที่ทางบันได เล็งไปที่ทหารยามซิลเวอร์เมนที่เพิ่งเริ่มก้าวเท้าวิ่งขึ้นมา มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"พบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว! จับกุมทันที!"
ทหารยามซิลเวอร์เมนคนแรกที่วิ่งขึ้นมาถึงหัวบันไดตะโกนลั่นพลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้พุ่งทะยานขึ้นมาอีกไม่กี่ก้าว เซเลิสก็สะบัดมือขวาของตนทันที
กำแพงน้ำแข็งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าพลันขยายตัวอย่างรวดเร็วจากใต้ฝ่าเท้าของเซเลิส ปิดกั้นทางบันไดลงไปด้านล่างอย่างสมบูรณ์แบบ พริบตานั้น ทั่วทั้งบริเวณบันไดก็ตกอยู่ในความมืดสลัว และไม่เห็นเงาร่างของเซเลิสอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้รวดเร็วมาก ทว่าสิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ... ด้วยเสียงตะโกนของทหารยามคนแรก ทำให้ทหารยามซิลเวอร์เมนที่อยู่ด้านหลังต่างพากันวิ่งกรูกันขึ้นมาด้วยความลนลาน คนที่อยู่ข้างหน้ายังไม่ทันได้ขยับหลบ แต่กลับถูกคนข้างหลังเบียดดันไปข้างหน้าอย่างหมดหนทาง สุดท้ายใบหน้าของพวกเขาจึงกระแทกเข้ากับกำแพงน้ำแข็งอย่างจังจนเกิดเสียงดังทึบ
"พลังน้ำแข็งของนายนี่ดูมีประโยชน์กว่าพลังน้ำแข็งหกแฉก ของฉันตั้งเยอะแน่ะ" มาร์ชเซเว่นเอ่ยพลางทำตาโตเป็นประกาย
"พลังน้ำแข็งหกแฉกของเธอทำแบบนี้ไม่ได้งั้นเหรอ" เซเลิสเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางหันไปมองมาร์ชเซเว่น
ตัวเขามีคำถามนี้อยู่ในใจตั้งแต่ตอนเล่นเกมแล้ว ในเกมนั้นมาร์ชเซเว่นไม่เคยใช้พลังน้ำแข็งหกแฉกในปริมาณมหาศาลใส่ศัตรูเลย เธอทำเพียงแค่ยิงมันออกไปในรูปแบบของลูกธนูเท่านั้น
"ทำไม่ได้หรอกฮะ" มาร์ชเซเว่นส่ายหน้า
"ถ้าฉันฝืนใช้มันมากเกินไป พลังน้ำแข็งหกแฉกในร่างกายของฉันมันจะปั่นป่วนและตีกันมั่วไปหมด มันทรมานมากเลยล่ะ"
"เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเธอต้องระมัดระวังในการใช้งานให้ดีนะ" เซเลิสเข้าใจความจริงในที่สุด คลายข้อข้องใจที่ติดค้างอยู่ได้เสียที ทว่าในขณะเดียวกัน เขากลับยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ใจและสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของมาร์ชเซเว่นมากขึ้นไปอีก เพราะก่อนที่เขาจะทะลุมิติมาร่วมทาง ตัวตนอันเป็นปริศนาของมาร์ชเซเว่นก็ยังไม่เคยถูกเปิดเผยเลย มีเพียงตัวตนของดันเฮิงเท่านั้นที่เฉลยออกมาว่าเป็นถึงองค์ชายมังกร แห่งเซียนโจว แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศออกมาร่อนเร่ ดันเฮิงในเวลานี้ก็คือดันเฮิง ไม่ใช่องค์ชายมังกรคนนั้นอีกต่อไป
คนทั้งสี่จากเอ็กซ์เพรสสาวเท้าอย่างรวดเร็วจนมาถึงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่อยู่อีกฝั่ง เซเลิสซัดหมัดทะลุกระจกจนแตกละเอียด ก่อนจะหันไปถามสเตลล่า
"อยากเล่นสไลเดอร์ไหม"
"อยากเล่น!" สเตลล่าเข้าใจความหมายของเซเลิสในทันทีและขานรับเสียงดังลั่น
"ดีมาก!"
ฝ่ามือของเซเลิสพลันบังเกิดคลื่นพลังงานที่ผันผวนอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะซัดมันลงพื้นเสียงดังโครม!
ตู้ม!
สไลเดอร์น้ำแข็งสายหนึ่งก่อตัวขึ้นในพริบตา มันทอดยาวเหยียดออกไปจนถึงบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามที่ถูก Fragmentum กัดเซาะ เมื่อได้เห็นภาพนี้ ดันเฮิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเป็นล้นพ้น เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพลังความสามารถของเซเลิสจะแข็งแกร่งทรงพลังขนาดนี้ มิน่าล่ะเจ้าตัวถึงกล้าพูดเรื่องจะบุกเข้าไปในป้อมปราการคลิโพธ เพื่อลักพาตัวโคโคเลีย แรนด์ออกมา จริงๆ แล้วเซเลิสปลุกพลังน้ำแข็งสายไหนขึ้นมากันแน่ ทำไมอัตราการเติบโตของพลังถึงได้รวดเร็วปานนี้?
ก่อนที่ดันเฮิงจะได้จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดไปมากกว่านี้ สเตลล่าก็ก้าวเท้าฉับๆ แล้วกระโดดผลุบลงไปในสไลเดอร์ทันที พร้อมส่งเสียงกรีดร้องลั่น
"ว้าวววว!"
ตามมาด้วยมาร์ชเซเว่นที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้นตามสเตลล่าสไลด์ดิ่งลงไปติดๆ
ความเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นตรงนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของโบรนยา ที่อยู่บริเวณทางเข้าโรงแรมเกอเธ่ด้วย เธอวิ่งเหยาะๆ มาที่ริมระเบียงของชั้นสอง ก่อนจะยืนอึ้งตาค้างเมื่อมองเห็นสไลเดอร์น้ำแข็งที่ทอดยาวออกมาจากหน้าต่างชั้นสาม ยิ่งเมื่อเห็นสมาชิกของเอ็กซ์เพรสสองคนกำลังใช้สไลเดอร์นี้ลื่นไถลหนีไปต่อหน้าต่อตา เธอก็ตบราวระเบียงด้วยความโกรธจัดจนราวเหล็กบิดเบี้ยวผิดรูป แสดงให้เห็นถึงพละกำลังมหาศาลจากฝ่ามือของเธอ
โบรนยาหันไปตะโกนสั่งทหารยามซิลเวอร์เมนที่อยู่ด้านหลังทันที
"ตามล่าพวกมัน!"
โบรนยาวิ่งนำหน้าพุ่งตรงไปยังบริเวณพื้นที่ปิดกั้น ส่วนบนชั้นสามเหลือเพียงเซเลิสและดันเฮิง โดยเซเลิสเป็นฝ่ายสไลด์ตัวลงไปก่อน และดันเฮิงเป็นคนสุดท้ายที่ลื่นไถลตามลงมา
ทว่าทันทีที่ฝ่าเท้าของพวกเขาแตะถึงพื้น... เสียงปืนนัดหนึ่งก็พลันแผดสนั่นขึ้นทันที