เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 พวกเรามาเพื่อกู้โลก ไม่ได้มาขโมยน้ำมัน

บทที่ 7 พวกเรามาเพื่อกู้โลก ไม่ได้มาขโมยน้ำมัน

บทที่ 7 พวกเรามาเพื่อกู้โลก ไม่ได้มาขโมยน้ำมัน


การเดินเข้ามาใกล้ของมาร์ชเซเว่นทำให้เจพาร์ดได้กลิ่นอายอันแปลกประหลาดบางอย่างลอยมาจากตัวเธอ มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกราวกับ... 'ฤดูใบไม้ผลิ' ที่เคยถูกบอกเล่าไว้ในนิทานก่อนนอน?

เจพาร์ดทำได้เพียงใช้คำศัพท์อันแสนห่างไกลนี้มาอธิบายกลิ่นอายดังกล่าว เพราะตั้งแต่จำความได้ เขาก็ไม่เคยพบเจอฤดูกาลอื่นใดนอกเหนือจากฤดูหนาวอันเป็นนิรันดร์เลย ชั่วชีวิตนี้เขาก็หวังว่าจะได้เห็นมันสักครั้ง ทว่าเจพาร์ดก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงความเพ้อฝันของตนเอง จาริโล-ซิกซ์อยู่ในสภาพนี้มานานถึงเจ็ดร้อยปีแล้ว หลายชั่วอายุคนผันผ่าน แต่กลับไม่มีใครเคยได้สัมผัสฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ร่วงอย่างที่ตำราว่าไว้เลย ตัวเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น และไม่ใช่ผู้กอบกู้จากไหน

ด้วยกลิ่นอายธรรมชาติที่มาร์ชเซเว่นแผ่อออกมา ทำให้เจพาร์ดค่อยๆ ลดขีดความระแวดระวังลงทีละน้อย เขารับกล้องถ่ายรูปที่มาร์ชเซเว่นยื่นให้มาเปิดดูภาพด้านใน ภาพในจอแสดงให้เห็นดาวเคราะห์สีขาวโพลนที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ มีเพียงพื้นที่เล็กๆ จุดเดียวเท่านั้นที่ดูเป็นปกติ และเมื่อพิจารณาจากรูปทรงแล้ว พื้นที่ตรงนั้นก็คือเบโลบ็อกอย่างไม่ต้องสงสัย

หลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เขาก็ส่งกล้องคืนให้มาร์ชเซเว่นพลางเอ่ยขึ้น

"ฉันจะยอมเชื่อคำพูดของพวกเธอเป็นการชั่วคราว แต่เรื่องนี้เกินกว่าที่ฉันจะตัดสินใจเองได้ ฉันต้องพาพวกเธอไปพบผู้พิทักษ์สูงสุดแห่งเบโลบ็อก"

"มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดสถานะของพวกเธอ"

"ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนช่วยนำทางด้วยนะครับ" ดันเฮิงเอ่ย

"เจพาร์ด แลนเดา ยินดีที่ได้รู้จัก!"

ทั้งสี่คนแนะนำตัวกลับไปอีกครั้ง ถือเป็นการทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ เจพาร์ดหันหลังเดินนำเข้าไปในม่านหิมะพลางสำทับ "ตามฉันมา ข้างหลังม่านหิมะนี้ก็คือเบโลบ็อกแล้ว"

กลุ่มผู้มาเยือนจากแอสตรัลเอ็กซ์เพรสทั้งสี่คนหันมาสบตากัน พยักหน้าให้กันเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามกองกำลังซิลเวอร์เมนจนร่างหายลับเข้าไปในม่านหมอกสีขาว

โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ข้างหลังเนินหิมะที่ซ่อนตาคน ซัมโปที่เพิ่งโกยแนบไปก่อนหน้านี้ได้โผล่หัวกลับมาอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครจับสังเกตได้เลยสักคน เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความมั่นใจ

"แผนการในองก์แรกราบรื่นไปด้วยดี! ถึงเวลาต้องไปเตรียมตัวสำหรับละครฉากใหญ่ในองก์ที่สองแล้วล่ะ"

จากนั้นร่างของเขาก็อันตรธานหายไปในทุ่งหิมะ หลงเหลือไว้เพียงผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่ยังคงถูกพายุหิมะซัดสาดอย่างบ้าคลั่งโดยไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ

...........

ณ บริเวณหน้าประตูเมืองเบโลบ็อก ทั้งสี่คนจากเอ็กซ์เพรสแหงนหน้ามองกำแพงเมืองสูงตระหง่านไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตรด้วยสีหน้าตกตะลึง ต้องเข้าใจก่อนว่ากำแพงเมืองโบราณที่สูงที่สุดในประเทศจีนยังสูงแค่เกือบๆ สามสิบเมตรเท่านั้น คงพอนึกภาพออกว่ากำแพงที่สูงถึงห้าสิบเมตร หรือเกือบเป็นสองเท่าของที่เคยเห็นจะดูอลังการขนาดไหน ยิ่งเมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปท่ามกลางพายุหิมะที่บดบังสายตา ก็แทบจะมองไม่เห็นยอดกำแพง มีเพียงเค้าโครงลางๆ เท่านั้น

หลังจากเจพาร์ดเข้าไปเจรจากับทหารยามซิลเวอร์เมนที่เฝ้าประตูเมือง พวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้ผ่านทาง ทั้งสี่เดินตามเขาเข้าสู่ตัวเมืองเบโลบ็อกทันที

วินาทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวเมือง ทั้งสี่คนรู้สึกราวกับวาร์ปจากทุ่งน้ำแข็งหลุดเข้ามาอยู่ในฤดูหนาวแบบปกติ ทำให้อาการดีขึ้นมาก แม้ว่าความหนาวเหน็บภายนอกจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเขาทั้งสี่ แต่อสุนีบาตลมหนาวที่พัดกระหน่ำใส่หน้าอยู่ตลอดเวลาก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย

มาร์ชเซเว่นที่เดินอยู่ตรงกลางกวาดสายตามองรอบๆ พลางอุทาน "อุ๊ย ตรงนี้ไม่เห็นหนาวเท่าข้างนอกเลย สบายขึ้นเยอะเลยเนี่ย"

"เพราะตอนนี้พวกเธออยู่ภายในเมืองเบโลบ็อก ปราการด่านสุดท้ายของมนุษยชาติยังไงล่ะ"

"ปราการด่านสุดท้ายงั้นเหรอ?" มาร์ชเซเว่นทวนคำด้วยความสงสัยและมึนงงเล็กน้อย

เจพาร์ดรู้ดีว่าคนตรงหน้าทั้งสี่มาจากกลุ่มดาวภายนอก การจะไม่เข้าใจย่อมเป็นเรื่องปกติ เขาจึงเริ่มอธิบายโดยอ้างอิงจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ทันที

"เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน อสูรร้ายจากนอกโลกได้จุดไฟเผาจาริโล-ซิกซ์จนกลายเป็นเถ้าถ่าน บ้านเรือนลุกเป็นไฟ ควันดำโขมงพวยพุ่งไปทั่วทุกสารทิศ"

"จากนั้น จาริโล-ซิกซ์ก็เริ่มเผชิญกับพายุหิมะที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย"

"เกล็ดน้ำแข็งฝังกลบอสูรร้ายตนนั้นเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ฉุดกระชากจาริโล-ซิกซ์ให้ดิ่งลงสู่นรกอีกขุมหนึ่งด้วย"

"ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือรอดอยู่ก็คือละแวกเมืองใต้เท้าของพวกเธอนี่แหละ... เบโลบ็อก นครแห่งความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ"

มาร์ชเซเว่นรู้สึกว่าน้ำเสียงของเจพาร์ดเปลี่ยนไปกะทันหัน จึงแอบกระซิบกระซาบ

"ทำไมจู่ๆ เขาถึงทำตัวแปลกๆ ล่ะฮะ"

ดันเฮิงกระซิบตอบ "นั่นไม่ใช่น้ำเสียงปกติของเขาหรอก คาดว่าน่าจะกำลังท่องจำมาจากคัมภีร์โบราณเล่มไหนสักเล่มน่ะ"

มาร์ชเซเว่นที่ยังไม่ค่อยเข้าใจความตึงเครียดของสถานการณ์ถามต่อ "แล้วเขาจะมาเล่าให้พวกเราฟังทำไมล่ะเนี่ย"

สเตลล่ากับเซเลิสไม่ได้ผสมโรงด้วย ทำเพียงยืนดูอยู่เงียบๆ

แต่ทว่าเจพาร์ดดันหูดีแว่วได้ยินประโยคนั้นเข้าพอดี เขาจึงหันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยคุณธรรม

"ก็เพราะพวกเธอถามยังไงล่ะ!"

จังหวะนั้นมาร์ชเซเว่นถึงกับหน้าชาทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกมันเหมือนกับสามารถใช้ นิ้วเท้าจิกพื้นจนขุดได้คอนโดสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น แล้วเข้าไปนอนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในนั้นได้เลยทีเดียว

สเตลล่าเอาเอามือกุมขมับ ส่วนเซเลิสที่คาดเดาเหตุการณ์ไว้อยู่แล้วทำเพียงยืนขำด้วยความบันเทิงใจ ได้แต่บอกว่าแก๊งเอ็กซ์เพรสทั้งสี่คนนี้ร่าเริงเกินไปจริงๆ ต่อให้สถานการณ์จะชวนหดหู่แค่ไหน พวกเขาก็เครียดได้ไม่นาน

พวกเขาก้าวเดินต่อไปอีกสักพักจนมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง

ใจกลางลานกว้างมีรูปปั้นหินขนาดยักษ์รูปทรงแปลกตาตั้งตระหง่าน รอบด้านรายล้อมไปด้วยร้านรวงต่างๆ และมีพระราชวังหลังใหญ่โตซึ่งดูออกชัดเจนว่าเป็นศูนย์กลางการบริหารงานของเบโลบ็อก เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกก็ให้ความรู้สึกสุขุมและน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น

เจพาร์ดก้าวเท้าขึ้นไปข้างหน้าเพื่อพูดคุยกับทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงเชิงบันได ทหารยามคนนั้นปรายตามามองพวกเขาทั้งสี่จากเอ็กซ์เพรส พยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินขึ้นบันไดหายลับสายตาไป เจพาร์ดเดินกลับมาหาคนทั้งสี่แล้วเอ่ย

"ฉันให้ทหารยามเข้าไปรายงานสถานการณ์ของพวกเธอแก่ท่านผู้พิทักษ์สูงสุดแล้ว เชื่อว่าอีกประเดี๋ยวท่านคงจะส่งคนมารับพวกเธอเข้าไปข้างใน"

"พอดีฉันยังต้องไปตรวจลาดตระเวนต่อ คงไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนได้ ขอตัวลาตรงนี้ก่อน"

"ขอบคุณมากนะคะคุณเจพาร์ด ที่เข้าใจและช่วยเดินมาส่งพวกเรา!"

อารมณ์ของมาร์ชเซเว่นมาไวเคลมไว เธอเอ่ยขอบคุณเจพาร์ดด้วยรอยยิ้ม

"ยินดี ประเดี๋ยวถ้ามีเรื่องอะไรติดขัด ก็ไปหาฉันได้ตลอดเวลา"

ทว่าดันเฮิงกลับเอ่ยรั้งเขาไว้ก่อน "เมื่อครู่ตอนอยู่ประตูนอกเมือง พวกเราเจอสัตว์ประหลาดมาด้วย สิ่งนั้นถือกำเนิดมาจากแร็กนาร็อก ใช่ไหมครับ"

เจพาร์ดเบิกตาขวิดด้วยความประหลาดใจ แต่ก็เปลี่ยนเป็นโล่งอกในเวลาต่อมา เขาตัดสินใจอยู่ต่ออีกครู่เพื่อเก็บข้อมูล

"พวกเธอรู้เรื่องนี้ด้วยงั้นเหรอ... ตั้งแต่ภัยพิบัติคลื่นความหนาวมาเยือน ก็มีภัยคุกคามเกิดขึ้นมากมาย และสัตว์ประหลาดจาก Fragmentum ก็คือหนึ่งในนั้น"

"กองกำลังซิลเวอร์เมนต่อสู้กับพวกมันมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ก็ไม่สู้ดีนัก หลังจากพวกเธอพบท่านผู้พิทักษ์สูงสุดแล้ว ฉันอาจจะต้องขอคำชี้แนะและฟังความคิดเห็นจากพวกเธอเพิ่มเติมด้วย"

"พวกเราขาดแคลนข้อมูลจริงๆ"

ดันเฮิงพยักหน้ารับ "แน่นอนครับ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา แต่เห็นคุณพูดถึง 'ผู้พิทักษ์สูงสุด' อยู่บ่อยๆ พอจะเล่าเรื่องของเธอให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ"

เจพาร์ดไม่ได้ปิดบังอะไร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับขั้นสุดยอดและสามารถสืบหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว

"ผู้พิทักษ์สูงสุดคือผู้นำของนครแห่งความหวังแห่งนี้ พวกท่านปกป้องเมืองสุดท้ายของมนุษยชาติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน คอยดูแลทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่"

"ผู้พิทักษ์คนปัจจุบันคือท่านโคโคเลีย แรนด์ แลนเดา เธอเป็นหญิงแกร่งที่เป็นที่รักยิ่งของประชาชน"

"การตัดสินใจครั้งใหญ่ทุกอย่างภายในเมืองล้วนประกาศออกมาจากเธอทั้งสิ้น"

มาร์ชเซเว่นอุทาน "อู้หู ฟังดูเป็นบุคคลระดับบิ๊กเลยนะเนี่ย!"

"จริงด้วย... พวกเราต้องเข้าไปพบเธอในสภาพมอมแมมแบบนี้เหรอคะ มันจะดูไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ พวกรเราควรจัดเสื้อผ้าหน้าผมกันหน่อยไหม"

สเตลล่าฟังคำพูดของมาร์ชเซเว่นแล้วก็เห็นดีเห็นงามด้วย "ฉันก็รู้สึกว่าต้องทำเหมือนกันแฮะ"

"เลดี้ทั้งสองคนไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านผู้พิทักษ์ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องพิธีการขนาดนั้น"

"อีกอย่างพวกเธอเพิ่งมาถึงและยังไม่คุ้นชินกับเบโลบ็อก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ท่านไม่เก็บมาใส่ใจหรอก"

"ตามหลักการแล้วพวกเธอควรจะได้รับการต้อนรับในฐานะแขกผู้มีเกียรติ แต่พวกเธอก็เห็นสภาพของเบโลบ็อกในตอนนี้แล้ว"

"พวกเราไม่มีปัญญาจะจัดงานต้อนรับขับสู้ให้สมเกียรติได้จริงๆ"

ดันเฮิงเอ่ย "ทุกคนต่างก็มีเรื่องลำบากใจ เรื่องนี้พวกเราเข้าใจดีครับ"

"ความเข้าใจจงเจริญ" เจพาร์ดโพล่งขึ้นมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบกระแอมแก้เกี้ยวเพราะรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยเหมาะกับลุคของตัวเองเท่าไหร่

"เอาเป็นว่า ระหว่างนี้พวกเธอบรรดาทั้งสี่คนควรลองคิดดูเถอะว่าจะพูดอะไรเมื่อได้พบกับท่านโคโคเลีย แรนด์ในอีกสักครู่"

"เวลาของท่านมีค่ามาก สิ่งใดก็ตามที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของท่านได้ ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง"

เซเลิสตอบ "รับทราบครับ"

"พวกเราจะหารือกันเดี๋ยวนี้แหละ"

ทั้งสี่คนขยับเข้ามาล้อมวงกันทันทีเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยในเวลานี้ดูเหมือนว่าเบโลบ็อกจะไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกเขา การได้คนท้องถิ่นคอยช่วยเหลือจะช่วยให้การบุกเบิกเส้นทางเดินรถไฟผ่อนคลายลงได้บ้าง

ทว่าความระมัดระวังก็ยังคงละทิ้งไม่ได้ พวกเขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะในโลกยุควันสิ้นโลก จิตใจของมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง

ส่วนประเด็นเรื่องการเข้าพบโคโคเลีย แรนด์ในอีกสักครู่นั้น แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรต้องวางแผนซับซ้อน มากความ เธอถามอะไรมาก็แค่ตอบไปตามความจริง

ไม่มีอะไรต้องปิดบัง พวกเขาเดินทางมายังดาวเคราะห์ดวงนี้เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์

ไม่ได้มาแอบขโมยน้ำมันของใครบนดาวดวงนี้เสียหน่อย

ไม่ต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ในเมื่อตั้งใจมาทำความดี ก็ควรกระทำด้วยความเปิดเผยและจริงใจนั่นแหละถูกต้องที่สุด

จบบทที่ บทที่ 7 พวกเรามาเพื่อกู้โลก ไม่ได้มาขโมยน้ำมัน

คัดลอกลิงก์แล้ว