- หน้าแรก
- เหตุใดวิหคแห่งนภาจึงโบยบิน
- บทที่ 6: มาร์ชเซเว่นผู้ไร้เดียงสา
บทที่ 6: มาร์ชเซเว่นผู้ไร้เดียงสา
บทที่ 6: มาร์ชเซเว่นผู้ไร้เดียงสา
"เข้าเมืองเหรอ? จะกลับเร็วขนาดนั้นเลย พี่ชายยังไม่ได้เปิดจ๊อบหาเงินของวันนี้เลยนะน้องสาว เรื่องนำทางน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ว่า—" ซัมโปกำลังพูดอยู่ ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นสายตาอันคมปลาบและจริงจังของดันเฮิงกับเซเลิสที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปทันที "—แต่คนอย่างซัมโปน่ะขึ้นชื่อเรื่องความใจดีและสปอร์ตอยู่แล้ว เรื่องเข้าเมืองแค่นี้สบายมาก ฮ่าๆ! ตามฉันมาได้เลย แต่เดินเบาๆ หน่อยนะ ถ้าพวกผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนมาเจอเข้าคงไม่ดีแน่"
ซัมโปหันหลังแล้วเริ่มเดินนำทั้งสี่คน พลางเอ่ยปากเตือนถึงข้อควรระวังต่างๆ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างเมืองฝั่งใต้ดินกับเมืองส่วนบน และสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องระวังก็คือ พวกผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมน
ผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนคือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเมืองส่วนบน หรือเทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองส่วนบนล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขาทั้งสิ้น
ทว่าขณะที่กำลังเดินไต่ความลาดชันขึ้นมา จู่ๆ ซัมโปก็หยุดชะงัก น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
"ผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนที่ฉันเพิ่งพูดถึง... ก็พวกนั้นไงเล่า! ฉันไม่อยากโดนจับหรอกนะ พวกเธอช่วยต้านไว้ให้หน่อยได้ไหม? เสร็จงานนี้ฉันมีรางวัลให้อย่างงามเลย!"
กลุ่มของทั้งสี่คนเดินตามขึ้นมาจนพ้นเนิน จึงได้เห็นสถานการณ์ตรงหน้าซัมโปอย่างชัดเจน
เบื้องหน้าของพวกเขา มีทหารสี่นายในชุดเกราะหนาเตอะของกองกำลังผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมน ในมือถืออาวุธหน้าตาเหี้ยมเกรียมอย่างขวานยักษ์
"พบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว จับกุมทันที!" ทหารคนที่เป็นหัวหน้าตะโกนสั่งการทันทีที่เห็นพวกเขาสี่คน
"เอาไงดีดันเฮิง?" มาร์ชเซเว่นหันไปมองดันเฮิงผู้เป็นที่พึ่งพาได้มากที่สุดในกลุ่ม หวังว่าเขาจะมีแผนการรับมือ
"จะทำอย่างไรได้ล่ะ มีแต่ต้องสู้เท่านั้น" ดันเฮิงเอ่ยพลางเรียกหอก 'ทะลวงเมฆา' ออกมาเตรียมพร้อม "ตอนนี้คงต้องสู้ไปก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง"
"ก็ได้!" มาร์ชเซเว่นเรียกคันศรออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทางด้านสเตลล่าก็หยิบไม้เบสบอลคู่ใจออกมาเงียบๆเช่นกัน
ส่วนเซเลิส ในเวลานี้เขายังไม่มีอาวุธที่เหมาะมือเลย
เขาไม่สามารถเอา 'ดาบแห่งชาแมช' ที่ได้มาจากระบบออกมาใช้ในตอนนี้ได้ เพราะถ้าขืนเอาออกมา คุณอาหยางคงได้ระเบิดอารมณ์ใส่แน่ๆ และการต้องไปนั่งอธิบายย้อนหลังบนรถไฟคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน่าดู
เขาตั้งใจจะรอจนกว่าจะปลดล็อกร่างสุดท้ายได้ก่อน หรือไม่ก็ต้องหาใครสักคนช่วยตีอาวุธที่มีรูปร่างคล้ายกับดาบแห่งชาแมชขึ้นมา เพื่อสลับเอาตัวจริงมาเนียนใช้ภายหลัง
"กะอีแค่ทหารปลายแถว ทำไมต้องใช้มีดฆ่าโคมาตัดช่องน้อยด้วยล่ะ" ทุกสายตาจับจ้องมาที่เซเลิส ชายหนุ่มยักไหล่ทีหนึ่ง ก่อนจะควบแน่นพลังงานน้ำแข็งสร้างเป็นดาบใหญ่ที่มีรูปร่างเลียนแบบดาบแห่งชาแมชขึ้นมา
เขากระชับดาบยักษ์ในมือ ปัดเศษหิมะที่เกาะอยู่ออกเบาๆ เกล็ดหิมะปลิวไสวเผยให้เห็นตัวใบดาบสีฟ้าครามที่แผ่ไอเย็นเยือก
"โคตรเท่เลย!" ผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนคนหนึ่งหลุดปากอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
"เท่บ้านแกสิ บุก!" หัวหน้าหมู่ซิลเวอร์เมนเตะสั่งสอนพลทหารปากพล่อยคนนั้นทีหนึ่ง ก่อนจะนำทัพพุ่งเป้าไปที่มาร์ชเซเว่นซึ่งยืนอยู่หน้าสุดและดูอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม
ส่วนเจ้าซัมโปน่ะเหรอ... หมอนั่นใส่เกียร์หมาโกยแน่บหนีหายไปทางด้านหลังตั้งนานแล้ว
มาร์ชเซเว่นไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน เธอจึงน้อมสายธนู ศรศิลาที่ควบแน่นจาก 'ผลึกน้ำแข็งหกแฉก' พลันปรากฏขึ้นบนมือ
เล็งเป้าไปยังกลุ่มผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนที่ดาหน้าเข้ามา แล้วปล่อยสายทันที
ฟุ่บ! ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศพร้อมพาเอาสายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน ผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนคนนำหน้าเบิกตากว้าง พยายามเอียงศีรษะหลบ แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
เกราะป้องกันศีรษะด้านหนึ่งของเขาถูกแรงธนูเจาะทะลวง แรงปะทะหน่วงร่างของเขาให้ลอยละลิ่วไปกระแทกกับกำแพงด้านหลังจนแน่นสนิท
ไม่ว่าผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนคนนี้จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถดึงหมวกเกราะออกจากการตรึงได้ สุดท้ายเขาจึงต้องถอดหมวกเกราะทิ้งแล้วก้มหัวมุดหนีออกมายืดตัวข้างนอก
บนแก้มข้างหนึ่งของเขาปรากฏรอยแผลทางยาวที่มีเลือดซึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าด้วยสภาพอากาศที่หนาวจัดจนติดลบ เลือดจึงจับตัวเป็นก้อนแข็งอย่างรวดเร็ว
"ทีนี้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของสาวน้อยคนนี้หรือยังล่ะ?" มาร์ชเซเว่นเอ่ยพลางยืดอกอย่างภูมิใจ
ทหารคนอื่นๆ เมื่อเห็นหัวหน้าหมู่ของตนโดนสยบลงอย่างง่ายดายก็เริ่มไม่กล้าขยับตัว พวกเขาหันไปมองหน้ากันเลิกลักอย่างทำอะไรไม่ถูก
แม้แต่หัวหน้าหมู่ซิลเวอร์เมนเองก็เริ่มลังเล
ฝีมือของฝั่งตรงข้ามมันเหนือกว่าที่คาดไว้มาก ขนาดเขายังเข้าไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แค่ลูกธนูดอกเดียวจากยัยหนูนั่นเกือบจะเจาะหัวเขาฝังไปกับกำแพงแล้ว
และดูเหมือนยัยเด็กผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนที่ดูอ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่คนนั้นด้วยซ้ำ
เขายังไม่รู้เลยว่าคนอื่นๆ จะแข็งแกร่งขนาดไหน โดยเฉพาะเจ้าเด็กหนุ่มผมขาวที่สามารถใช้พลังน้ำแข็งสร้างอาวุธขึ้นมาดื้อๆ คนนั้น
หากบุ่มบ่ามบุกเข้าไป มีหวังหมู่รบของเขาได้ละลายหายไปตรงนี้แน่ แต่หน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนก็ค้ำคอ ทำให้เขาไม่อาจปล่อยตัวคนกลุ่มนี้ไปได้ง่ายๆ
ในขณะที่หัวหน้าหมู่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจอันเป็นที่พึ่งพาได้ก็ดังมาจากทางด้านหลัง
"มีฉันอยู่ตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องกลัวพวกคนถ่อยเหล่านี้"
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังใกล้เข้ามา บ่งบอกว่าผู้มาเยือนมีรูปร่างและพละกำลังที่ไม่ธรรมดา
หัวหน้าหมู่ซิลเวอร์เมนหันไปมอง และพบกับร่างที่คุ้นตาเดินตรงเข้ามา
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้า สวมชุดเกราะป้องกันความหนาสีขาวทับชุดนวมพิเศษ และสวมรองเท้าบูททรงสูง
ในมือของเขาถือโล่ยักษ์สีขาวบริสุทธิ์ เดินมาหยุดยืนบังเบื้องหน้าของพวกทหารเอาไว้ วินาทีนั้นผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนทุกคนต่างรู้สึกถึงความปลอดภัยอันเปี่ยมล้นทันที
เจพาร์ดชูโล่ยักษ์ในมือขึ้นพลางประกาศก้อง "ในนามของแลนเดา หล่อหลอมผ่านน้ำแข็งและหิมะ ปราการนี้จักไม่มีวันทลาย!"
สิ้นคำประกาศ โล่ในมือของเขาก็ปักลงบนพื้น แสงสีขาวนวลพลันกระจายตัวโอบล้อมรอบกายของเจพาร์ดรวมถึงทหารคนอื่นๆ เกิดเป็นม่านบาเรียพลังงานครอบคลุมไว้ทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่าเจพาร์ดเพิ่งจะใช้ความสามารถที่เป็นทักษะในการสร้างเกราะป้องกันให้กับทุกคนในกลุ่ม ส่วนมันจะมีคุณสมบัติพิเศษอื่นอีกหรือไม่นั้นยังไม่อาจทราบได้ แต่เท่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่าก็มีอานุภาพเพียงเท่านี้
และในระหว่างที่เหล่าผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนได้รับเกราะคุ้มกัน พวกเขาก็รีบวิ่งไปรวมกลุ่มอยู่ข้างกายเจพาร์ด จัดแจงแถวเป็นกระบวนรบขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว
"ตัวการใหญ่ผมสีฟ้าอยู่ไหน?" เจพาร์ดเริ่มเปิดฉากถามหาเบาะแสของซัมโป
"ขออภัยครับท่าน ในขณะที่เรากำลังรับมือกับคนพวกนี้ เจ้าคนผมสีฟ้ามันก็ใช้โอกาสนี้ชิ่งหนีไปทางด้านหลังแล้วครับ" ผู้พิทักษ์ซิลเวอร์เมนรายงานด้วยความรู้สึกผิด
เจพาร์ดไม่ได้ตำหนิลูกน้องของเขา แต่หันกลับมาจับจ้องและประเมินสมาชิกทั้งสี่คนของกลุ่มรถไฟแทน
เมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะชุดของมาร์ชเซเว่นและสเตลล่า พวกเธอยังคงสวมกระโปรงหน้าร้อนตัวบางเฉียบ ซึ่งดูแปลกแยกและไม่เข้ากับสภาพอากาศของที่นี่อย่างสิ้นเชิง
"ในเมื่อตัวการใหญ่หนีไปได้ แต่ผู้สมรู้ร่วมคิดยังคงอยู่ที่นี่ ขอเพียงแค่จับกุมพวกนี้ไว้ ฉันเชื่อว่าตัวการใหญ่คงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก"
"เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนสิคะ! มันต้องมีความเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ!" มาร์ชเซเว่นรู้สึกได้ถึงลางไม่ดีจึงรีบแย้งขึ้นมาทันควัน "พวกเราเพิ่งจะรู้จักกับตาคนชื่อซัมโปนั่นระหว่างทางเองนะคะ ไม่ใช่พวกพ้องของเขา แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้ต้องหาหนีกฎหมายอยู่!"
"อ้อ งั้นเหรอ? แล้วเธอมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์คำพูดล่ะ" เจพาร์ดจ้องมองมาร์ชเซเว่น ในใจของเขาค่อนข้างจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่แล้ว
ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนจากเมืองฝั่งใต้ดินแน่ๆ และในบรรดาประชากรของเบโลบ็อกทั้งหมด เจพาร์ดอาจจะไม่กล้าพูดว่าเขารู้จักครบทุกคนหรอก แต่ด้วยหน้าตาที่โดดเด่นและดูดีของคนกลุ่มนี้ หากเป็นคนในเมืองจริงๆ มันยากมากที่เขาจะไม่เคยเห็นผ่านตาเลยสักครั้ง
"หลักฐานเหรอ..." มาร์ชเซเว่นเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะหันไปมองสเตลล่า "สเตลล่า พวกเรามีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ได้บ้างไหมว่าพวกเราไม่ใช่คนของที่นี่?"
สเตลล่าเหลือบมองเจพาร์ดทีหนึ่ง ก่อนจะหันมามองมาร์ชเซเว่น เอียงคอทำหน้ามึน แล้วสุดท้ายก็แบมือออกสองข้าง
เธอสื่อความหมายว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน จะไปมีอะไรต่างกันตรงไหนล่ะ?
มาร์ชเซเว่นจึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากเซเลิสและดันเฮิงแทน
ดันเฮิงรู้ดีว่าควรทำอย่างไร แต่เขายังไม่ได้พูดออกมาทันที เพราะกำลังรอฟังคำตอบจากเซเลิสก่อน
เซเลิสแอบแปลกใจกับปฏิกิริยาของสเตลล่าอยู่ไม่น้อย เพราะตามเนื้อเรื่องเดิม คำตอบนี้ควรจะหลุดมาจากปากของเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับนึกไม่ออก หรือนี่จะเป็นผลกระทบจากการมีอยู่ของตัวเขาเองกันนะ?
เอาเถอะ ในเมื่อสเตลล่าไม่พูด เซเลิสก็จะเป็นคนให้คำตอบเอง
"เธอเอาภาพถ่ายของดาวจาริโล-ซิกซ์ ที่ถ่ายไว้จากนอกอวกาศให้เขาดูก็ได้นี่ ฉันเชื่อว่าเขาเห็นแล้วจะเข้าใจเอง"
"อ้อ จริงด้วย! ทำไมฉันถึงนึกเรื่องนี้ไม่ออกนะ!" มาร์ชเซเว่นทุบหน้าผากตัวเองดังปึ้กเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เธอรีบควักกล้องถ่ายรูปคู่ใจออกมากดเปิดรูปภาพที่เคยถ่ายตอนอยู่บนห้วงอวกาศนอกชั้นบรรยากาศ แล้วซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ ตรงดิ่งไปหาเจพาร์ดทันที
ดันเฮิงเห็นภาพนั้นก็แอบลอบถอนหายใจยาวในใจ พร้อมกับเตรียมพร้อมที่จะลงมือช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ
เจพาร์ดเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่ามาร์ชเซเว่นจะบุ่มบ่ามเดินดุ่มๆ เข้ามาหาเขาตรงๆ แบบนี้
ช่างเป็นเด็กสาวที่ซื่อตรงและไร้เดียงสาเสียจริง
แต่เพราะการกระทำที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมของมาร์ชเซเว่นนี่เอง ทำให้ความระแวดระวังในใจของเจพาร์ดคลายลงไปโข
เด็กสาวที่ซื่อบริสุทธิ์และไร้เดียงสาขนาดนี้ จะไปเป็นคนเลวร้ายได้อย่างไรกัน จริงไหม?