เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24: ปีศาจน้อยช่างต่อล้อต่อเถียง

บทที่ 24: ปีศาจน้อยช่างต่อล้อต่อเถียง

บทที่ 24: ปีศาจน้อยช่างต่อล้อต่อเถียง


หลังจากเสียงเคาะประตูรัวเร็ว ประตูก็แง้มเปิดออกช้าๆ จากด้านใน หลู่ซุนยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองนางปีศาจน้อยผู้เย็นชาตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยของนางทำให้เขารู้สึกขบขันขึ้นมาทันที ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ อย่างเจ้าเล่ห์ "นี่ ภรรยาของข้า ท่าทางเจ้าไม่เหมือนมาเล่าเรียนหนังสือเลยสักนิด ดูเหมือนแอบมาลักลอบพลอดรักกับข้าเสียมากกว่า"

ริ้วสีแดงระเรื่อผุดขึ้นบนใบหน้าเย้ายวนของเสวียนอิน นางกล่าวเสียงเย็นเยียบ "เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วหลีกทางไป รีบให้ข้าเข้าไปเร็วเข้า หากท่านอาจารย์มาเห็นเข้า ข้าจะสับหัวสุนัขของเจ้าเสีย"

"เห็นแล้วจะเป็นไรไปเล่า?"

"เจ้าก็บอกนางไปแล้วนี่ว่าจะมาเรียนหนังสือที่นี่ ดังนั้นต่อให้เห็นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย" หลู่ซุนยักไหล่ ถอยทางให้เงียบๆ พลางเอ่ย "มาๆๆ ข้าตั้งใจทำความสะอาดห้องเป็นพิเศษ ซ้ำยังจุดกำยานที่ซื้อมาจากเมืองเฉวียนโจวด้วย เจ้าจะต้องชอบบรรยากาศการร่ำเรียนนี้อย่างแน่นอน"

เสวียนอินยื่นปากมุ่ยแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องของเขา และก็เป็นจริงดังว่า บรรยากาศในห้องดูสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นจริง ทว่าเมื่อเทียบกับห้องหับส่วนตัวของนางแล้วกลับดูซอมซ่อไปสักหน่อย มีเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว และเก้าอี้ไม้สองตัว ทำเอานางรู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ

"เจ้านั่งตรงนี้สิ"

"ข้าจะจุดเทียนให้" หลู่ซุนชี้ไปที่เก้าอี้ไม้ จากนั้นก็หยิบเทียนออกมาสองเล่ม วางลงบนโต๊ะแล้วใช้ชุดจุดไฟจุดไส้เทียน เสี้ยวอึดใจต่อมาเขาก็ทรุดตัวลงนั่งข้างกายเสวียนอิน ภายใต้เปลวเพลิงสว่างไสวทั้งสองดวง ยามที่ปลายเปลวเทียนวูบไหวไปมา ห้องทั้งห้องก็ยิ่งสว่างกระจ่างตา

ในเวลานี้

หลู่ซุนปรายตามองเสวียนอินที่อยู่ข้างกาย อาจเป็นเพราะแสงเทียนสาดส่อง ใบหน้างดงามประณีตของนางจึงแต่งแต้มไปด้วยสีระเรื่อเย้ายวน ผสานความอ่อนหวานนุ่มนวลแบบสตรีเข้ากับกลิ่นอายองอาจดื้อรั้นได้อย่างลงตัว แพขนตาหนางอนยาวราวกับพัดใบจิ๋วทาบทับอยู่เหนือเชิงตา จมูกเสลาปานหยกเชิดขึ้นเล็กน้อยเผยปลายมนโค้งได้รูป โดยเฉพาะริมฝีปากอิ่มสีชุ่มฉ่ำดั่งผลอิงเถา ที่ราวกับจะวาดลวดลายความงามหยดย้อยทั้งหมดทั้งมวลบนโลกใบนี้เอาไว้

เสวียนอินเองก็สังเกตเห็นสายตาเหม่อลอยของเขาเช่นกัน ผิวน้ำในทะเลสาบกลางใจนางบังเกิดระลอกคลื่นสั่นไหว หญิงสาวเม้มริมฝีปากสีชาดเบาๆ แววตาฉายความขุ่นเคืองระคนอับจนหนทาง ทว่าที่มากไปกว่านั้นคือความรู้สึกวาบหวามอันยากจะบรรยาย นางเอ่ยเสียงเย็น "ตกลงเจ้าจะสอนหรือไม่?"

"ขออภัยด้วย"

"เมื่อครู่นี้ข้าเสียมารยาทไปหน่อย" หลู่ซุนกล่าวอย่างเก้อเขินทว่ายังคงรักษาท่าทีสุภาพ "ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของภรรยาข้าที่งดงามเกินไป ทำให้สามีเผลอไผลชื่นชมจนลืมตัว ภรรยาของข้าช่าง... งดงามเหนือคำบรรยาย ราวกับนางเซียนจากสรวงสวรรค์จุติลงมายงโลกมนุษย์ รวบรวมเอาสติปัญญาและความล้ำเลิศของฟ้าดินไว้ในตัวคนเดียวอย่างแท้จริง"

ต่อให้เสวียนอินจะทึ่มทื่อกว่านี้ นางก็ย่อมฟังความหมายในคำพูดของเขาออก ใบหน้าเย้ายวนเปล่งปลั่งขึ้นมาในทันตา ความเอียงอายสายหนึ่งถาโถมเข้าใส่จนลุกลามไปทั่วสรรพางค์กาย ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกแปลกประหลาด ณ ก้นบึ้งหัวใจก็คล้ายกับจวนเจียนจะปะทุออกมาให้ได้

เจ้าบุรุษบ้ากาม ช่างบังอาจนัก!

เขากล้ามาหว่านล้อมปั่นป่วนหัวใจข้า ซ้ำยังทำสำเร็จเสียด้วย! ลำพังข้าก็ใกล้จะถึงช่วงติดสัดอยู่รอมร่อ แล้วตอนนี้... หัวใจข้ายังแทบจะแตกหน่อออกมาอีก

เสวียนอินขบริมฝีปากแน่น ความเจ็บปวดแปลบปลาบกระตุ้นโสตประสาทอยู่เป็นระลอก นางพยายามใช้วิธีนี้เพื่อเรียกสติของตน โชคดีที่มันค่อนข้างจะได้ผล ร่างกายที่เดิมทีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายวสันต์ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นและปล่อยวางอีกครั้ง

"ถ้อยคำหวานหู"

เสวียนอินเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าคงเคยใช้มันกับสตรีอื่นมาแล้วใช่หรือไม่?"

"ไม่มีทาง!"

"ข้าเป็นคนเคร่งครัดในตัวเองยิ่งนัก ไม่เคยทำตัวเหลวแหลกเรื่องบุรุษสตรีเด็ดขาด" หลู่ซุนกล่าวปนหัวเราะ "เอาล่ะๆ พวกเรารีบเข้าเรื่องกันดีกว่า ในเมื่อเจ้าผ่านขั้นเรียนรู้ตัวอักษรมาแล้ว พวกเราก็จะข้ามไปขั้นถัดไปทันที ตำราเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับบทกวี ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียดทีละบทๆ เมื่อเจ้าเชี่ยวชาญพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ข้าค่อยสอนสิ่งอื่นให้"

เสวียนอินมองตำราเล่มหนาสองเล่มนั้นแล้วก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที ตามมาด้วยคลื่นความเหนื่อยล้า ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตจู่ๆ ก็หวนกลับมาโจมตีนาง หญิงสาวเม้มริมฝีปากอิงเถาเบาๆ พลางพึมพำ "เยอะปานนี้เชียว? ต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะเรียนรู้หมดเล่า?"

"ย่อมขึ้นอยู่กับความเร็วในการซึมซับของเจ้า ปกติแล้ว..." หลู่ซุนมองนางปีศาจน้อยผู้เป็นภรรยาที่กำลังตื่นตระหนก แล้วเอ่ยเสียงขื่น "ไม่เป็นไรๆ ข้าจะคอยพร่ำสอนจนกว่าเจ้าจะเข้าใจนั่นแหละ"

เสวียนอินมิได้เอ่ยอันใด นางจ้องมองตำราเล่มหนาสองเล่มเบื้องหน้าด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว ริมฝีปากสีชาดจิ้มลิ้มยื่นมุ่ยออกเล็กน้อย เผยให้เห็นมุมที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู

"ไม่ต้องกังวลไป"

"ตราบใดที่เจ้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เจ้าจะต้องเข้าใจมันอย่างแน่นอน" หลู่ซุนหยิบรวมเล่มบทกวีขึ้นมาส่งให้เสวียนอินพลางกล่าวอย่างจริงจัง "พวกเราจะเริ่มจากบทที่ง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดก่อน มาสิ อ่านตามสามีนะ"

เมี่ยวเฟิ่งเซียนก้าวออกมาจากห้องของนางในชุดอาภรณ์สีชมพูอ่อน ผิวกายขาวผ่องยิ่งกว่าหิมะ นัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายสุกใสราวกับหยาดน้ำค้าง สายตาของนางแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของสตรีผู้สูงศักดิ์และโตเต็มวัย โดยเฉพาะเรือนร่างอรชรอวบอิ่มที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อันเย้ายวนใจ เพียงสบตาก็พานจะกระชากวิญญาณของผู้คนให้ลุ่มหลง

เดิมทีเมี่ยวเฟิ่งเซียนตั้งใจจะเดินผ่านลานเรือนเล็กไปนั่งเล่นที่ห้องโถงใหญ่ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นแสงเทียนลอดออกมาจากห้องปีกข้างห้องหนึ่ง ทำให้นางอดนึกถึงคำพูดของเสวียนอินก่อนหน้านี้ไม่ได้ว่ากำลังจะไปเรียนหนังสือที่ห้องของหลู่ซุน ดูเหมือนว่าเสวียนอินจะเริ่มเรียนเสียแล้ว

ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเป็นสายโค้งบางเบา หว่างคิ้วฉายแววโล่งอก นางค่อยๆ ก้าวเดินไปทางห้องโถงใหญ่ ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็หมุนตัวเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังห้องนั้นแทน หญิงสาวไปหยุดยืนอยู่หน้าประตู เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายในห้องอย่างตั้งใจ

"นกน้ำส่งเสียงกวนกวน อยู่บนเกาะกลางธารา สตรีผู้งดงามล้ำเลอค่า คือคู่หมายอันคู่ควรของวิญญูชน"

"อะไรคือ 'กวนกวน' เล่า?"

"มันคือ... คำเลียนเสียงธรรมชาติน่ะ ในที่นี้ใช้บรรยายถึงเสียงร้องของนกตัวผู้และตัวเมียที่ส่งเสียงขานรับกัน"

"อ้อ"

"ฟังดูไม่ได้เรื่องเลยสักนิด สงสัยคงเป็นนกพิการกระมัง"

"ข้า..."

รอยยิ้มบนใบหน้าของเมี่ยวเฟิ่งเซียนยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม ทว่าในขณะเดียวกันความรู้สึกสิ้นหวังจนแทบจะบ้าตายก็ผุดขึ้นมาในอก เสวียนอินนับเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากในด้านการบำเพ็ญตบะ ทว่าพอเป็นเรื่องเล่าเรียนหนังสือ นางกลับทึ่มทื่อเกินเยียวยา ที่สำคัญคือแม่หนูคนนี้ช่างต่อล้อต่อเถียงเก่งเป็นที่สุด

หลังจากหัวเราะเสร็จ เมี่ยวเฟิ่งเซียนก็ชักจะสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าทั้งสองคนในห้องกำลังเรียนหนังสือกันด้วยท่าทางแบบใด? นั่งอยู่บนเก้าอี้หรือนอนอยู่บนเตียง? นั่งชิดใกล้หรือโอบกอดกันกลมเกลียว? แล้วที่เรียนอยู่นี่... สวมเสื้อผ้าหรือไม่ได้สวมกันเล่า?

แม้จะใคร่รู้สถานการณ์ภายในใจแทบขาด ทว่าเมี่ยวเฟิ่งเซียนก็ยังคงข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ และผละจากไปอย่างเงียบเชียบ

ภายในห้อง

เสวียนอินนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าโต๊ะ ข้อศอกเท้าลงบนโต๊ะไม้ ฝ่ามือรองรับปลายคาง หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและอับจนหนทาง นางพึมพำเสียงแผ่ว "หลู่ซุน มีวิธีลัดที่ทำให้เชี่ยวชาญสิ่งเหล่านี้ได้ในชั่วพริบตาหรือไม่?"

เมื่อเผชิญกับคำถามของนางปีศาจน้อย หลู่ซุนก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง วิเคราะห์อย่างใจเย็น ก่อนจะลุกขึ้นยืนเงียบๆ เขาใช้สองมืออบกอบมวลอากาศเหนือตำราขึ้นมา แล้วแสร้งทำเป็นสาดมันเข้าใส่ใบหน้างดงามของเสวียนอิน

"เจ้าสัมผัสได้ถึงมวลความรู้อันมหาศาลที่พุ่งเข้าชนหรือไม่เล่า?" หลู่ซุนเอ่ยถามอย่างจริงจัง

"นี่เจ้ากำลังล้อคนโง่เล่นอยู่ใช่หรือไม่?" เสวียนอินถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด

จบบทที่ บทที่ 24: ปีศาจน้อยช่างต่อล้อต่อเถียง

คัดลอกลิงก์แล้ว