- หน้าแรก
- แก๊งแม่มดสุดป่วน กับก๊วนเอาชีวิตรอดฉบับปวดขมับ
- บทที่ 2: ร่างกายข้าทนไม่ไหวหรอก
บทที่ 2: ร่างกายข้าทนไม่ไหวหรอก
บทที่ 2: ร่างกายข้าทนไม่ไหวหรอก
ภายในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่หรูหรา สตรีผู้หนึ่งร่อนกายลงมาจากฟากฟ้าและยืนหยัดอย่างมั่นคง ณ ใจกลางลานบ้าน รูปร่างสมส่วนของนางนั้นงดงามอรชร ใบหน้าสะสวยหยาดเยิ้มผสานกับดวงตาคู่คมทรงเสน่ห์ ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงจนไม่อาจถอนตัว กลิ่นหอมเฉพาะกายอันรัญจวนของสตรีสาวสะพรั่งที่แผ่ซ่านออกมา มอบความรู้สึกรื่นรมย์อันยากจะบรรยาย
"เหตุใดนักพรตน้อยผู้นี้ถึงได้หนักหนานัก?"
สตรีทรงเสน่ห์ปรายตาขั้นมองหลู่ซุนที่ถูกนางหิ้วคอเสื้ออยู่ สภาพของเขาฟกช้ำดำเขียวจนหน้าตาบวมปูดและสลบไศลไปนานแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา "เนื้อตัวแน่นหนาไม่เบา"
สิ้นคำพูด
นางก็ลากคอเสื้อของเขาเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ก่อนจะโยนทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ยี่หระ นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากห้องชั้นใน พร้อมกับร่างของสตรีผิวขาวผ่องโฉมสะคราญที่ก้าวออกมายังโถงใหญ่
ทว่าแตกต่างจากสตรีทรงเสน่ห์ผู้เย้ายวน สตรีผู้นี้ค่อนข้างเย็นชา แม้จะมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง แต่กลับไม่ดึงดูดบุรุษเพศ ซ้ำยังทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงและไม่กล้าเข้าใกล้ ท่าทีเฉยชาไร้อารมณ์ของนางราวกับตัดขาดจากโลกียวิสัยทั้งปวง ทว่าทรวดทรงองค์เอวนั้นกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าสตรีทรงเสน่ห์เลยแม้แต่น้อย แม้จะถูกปกปิดมิดชิดด้วยกระโปรงหรูฉวินสีเขียว ก็ยังไม่อาจซ่อนเร้นเรือนร่างอันเย้ายวนเอาไว้ได้
"ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว"
สตรีผู้เย็นชาเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม หางตาปรายมองหลู่ซุนที่นอนหมอบอยู่บนพื้นเล็กน้อย สีหน้าฉายแววงุนงงสงสัย
"เสวียนสือเล่า?"
สตรีทรงเสน่ห์เอ่ยถามเสียงเรียบ
"นาง... นางออกไปข้างนอก ยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ" สตรีผู้เย็นชาตอบเสียงแผ่ว
"หึ!"
"บำเพ็ญตบะจนแปลงกายเป็นมนุษย์ได้เพียงร้อยปีก็เหลวไหลถึงเพียงนี้ หากกลับมาเมื่อใด ข้าจะโบยให้เนื้อแตกเลยเชียว" นัยน์ตาสีดำขลับของสตรีทรงเสน่ห์หรี่ลง แรงกดดันอันมหาศาลทะลักทลายออกมา จนสตรีผู้เย็นชาเบื้องหน้าตกใจรีบคุกเข่าลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
"เสวียนอิน"
"หากข้าคำนวณไม่ผิด ปีหน้าเจ้าจะเข้าสู่ช่วงกำหนัดอีกครั้งแล้วใช่หรือไม่?" สตรีทรงเสน่ห์เอ่ยถาม
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
สตรีผู้เย็นชานามว่าเสวียนอินที่คุกเข่าอยู่ก้มหน้าตอบเสียงเบา
"เจ้ากับข้าล้วนมีรากปราณเดียวกัน ข้าย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกของการฝืนข่มตัณหาความปรารถนานั้นทรมานเพียงใด หากพลาดพลั้งเพียงนิด ตบะบำเพ็ญย่อมสูญสิ้น ในอดีตข้าบังเอิญได้พบวาสนา ค้นพบผลสลายเคราะห์ในหุบเขาเร้นลับ จึงทำให้ข้า เหมียวเฟิ่งเซียน มีวันนี้ได้ และรอดพ้นจากภัยพิบัติพันปีมาได้"
เหมียวเฟิ่งเซียนสตรีสาวสะพรั่งผู้เย้ายวนทอดถอนใจก่อนกล่าวต่อ "เดิมทีอาจารย์ตั้งใจจะใช้ผลสลายเคราะห์เพื่อช่วยเจ้าก้าวข้ามภัยพิบัติพันปีนั้น ทว่าผลสลายเคราะห์เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ในรอบพันปีของข้า เคยพานพบเพียงผลเดียวเท่านั้น เกรงว่าคงยากจะหาผลที่สองได้อีก"
"ท่านอาจารย์"
"สามครั้งแรกเสวียนอินยังอดทนผ่านมาได้ ครั้งต่อไปเสวียนอินก็ย่อมทนได้เจ้าค่ะ" เสวียนอินกล่าว
"เหลวไหล!"
"เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่นหรืออย่างไร?"
"เผ่าพันธุ์ของเราต้องตกตายเพราะภัยพิบัตินี้ไปมากเท่าใดแล้ว?" เหมียวเฟิ่งเซียนถลึงตาใส่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ "หากไม่ได้ข้าคอยช่วยในสามครั้งแรก เจ้าคงสิ้นชีพไปนานแล้ว วันข้างหน้ามีแต่จะเจ็บปวดและทรมานยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลานั้นแม้แต่อาจารย์เองก็คงหมดปัญญา"
เสวียนอินคุกเข่าก้มหน้านิ่งไม่กล้าเอ่ยคำ ใบหน้าเย็นชาฉายแววดื้อรั้นระคนอับจนหนทางอยู่หลายส่วน
"ทว่า..."
"สวรรค์ยังเมตตาเจ้าอย่างแท้จริง"
ใบหน้างดงามของเหมียวเฟิ่งเซียนเผยรอยยิ้มบางเบา นางเอ่ยอย่างเนิบนาบ "ระหว่างทางกลับมา ข้าบังเอิญพบนักพรตน้อยผู้หนึ่ง ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะครอบครองกายาหยางบริสุทธิ์ กายาหยางบริสุทธิ์นี้ล้ำค่ายิ่งกว่าผลสลายเคราะห์นัก นับเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากที่สุดในใต้หล้า"
เสวียนอินที่คุกเข่าอยู่หันมองหลู่ซุนข้างกาย สภาพบวมช้ำสะบักสะบอมของเขา ไม่มีส่วนใดดูเหมือนผู้ถูกเลือกตามที่ท่านอาจารย์กล่าวอ้างเลยสักนิด
"เสวียนอิน!"
"เมื่อถึงปีหน้า เจ้าจงผสานปราณ (บำเพ็ญคู่) กับเขาเสีย" เหมียวเฟิ่งเซียนเลิกคิ้วขึ้นและเอ่ยเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น
เสวียนอินที่เอาแต่คุกเข่าก้มหน้ามาตลอดก็เงยหน้าขึ้นขวับทันที นางมองท่านอาจารย์ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากอ้าออกน้อยๆ มีคำพูดอัดอั้นอยู่เต็มอก ทว่ากลับไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยออกมาเช่นไร
"เจ้าตกใจกับการตัดสินใจของอาจารย์งั้นหรือ?" เหมียวเฟิ่งเซียนมองนางพลางเอ่ยอย่างเฉยชา
เสวียนอินไม่ตอบคำ ใช้ความเงียบงันเป็นคำตอบแก่อาจารย์
"เจ้าและข้าต่างก็เป็นงูจากหุบเขาลึก หลังจากดูดซับแก่นแท้แห่งฟ้า ดิน สุริยัน และจันทรา จนก่อเกิดรากปราณ ทว่าพวกเราก็ยังไม่อาจเปลี่ยนเนื้อแท้ของร่างหยินกลวงเปล่าไปได้ แต่อาจารย์ยังโชคดีที่มีผลสลายเคราะห์คอยสะกดข่มพลังหยินกลวงเปล่าในกายที่ปะทุขึ้นทุกๆ ร้อยปี"
เหมียวเฟิ่งเซียนกล่าวถึงตรงนี้ สายตาก็มองไปยังหลู่ซุนที่สลบไศลไม่ได้สติ ก่อนจะเอ่ยต่อ "ทว่า นอกเหนือจากผลสลายเคราะห์ที่สามารถสะกดข่มพลังหยินกลวงเปล่าได้แล้ว ก็ยังมีการบำเพ็ญคู่กับผู้ครอบครองกายาหยางบริสุทธิ์ แม้จะไม่อาจขจัดพลังหยินกลวงเปล่าในร่างให้สิ้นซาก แต่ก็ช่วยให้เจ้ารักษาปัญญาและสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้"
"น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว"
"ผู้มีกายาหยางบริสุทธิ์มักจะมีอายุขัยไม่ยืนยาวนัก อย่างมากก็ช่วยเจ้าผ่านพ้นการปะทุของพลังหยินกลวงเปล่าได้เพียงสามครั้ง หรือสามร้อยปีเท่านั้น หลังจากนั้นเจ้ายังต้องเผชิญกับมันอีกถึงสี่ครา" เหมียวเฟิ่งเซียนถอนใจพลางเอ่ยเสียงแผ่ว "เมื่อถึงเวลานั้น อาจารย์จะช่วยเจ้าหาวิธีอื่นเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานเอง"
เอ่ยจบ
นางก็ทอดสายตามองเสวียนอินเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย "ไม่ว่าจะอย่างไร ก้าวผ่านวิกฤตตรงหน้านี้ไปให้ได้เสียก่อน"
"ท่านอาจารย์"
"ข้า... ข้า..."
เสวียนอินขบเม้มริมฝีปากชุ่มชื้นของตนแน่น เอ่ยเสียงสั่นพร่า "ข้าอดทนเองได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ต้องการบำเพ็ญคู่กับคนผู้นี้"
"บังอาจ!"
เหมียวเฟิ่งเซียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พลันบันดาลโทสะ จ้องเขม็งไปยังเสวียนอินผู้ดื้อรั้นด้วยสายตาดุดัน "ลองพูดอีกทีสิ!"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโทสะของท่านอาจารย์ เสวียนอินก็ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกทั้งหวาดกลัวและน้อยใจ นางระลึกถึงพระคุณอันล้นพ้นที่อาจารย์มีต่อตนเสมอ ทว่าข้อเรียกร้องอันเอาแต่ใจและไร้เหตุผลนี้ กลับสร้างความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เมื่อเห็นเสวียนอินเอาแต่เงียบ ซ้ำบนใบหน้ายังคงแฝงแววดื้อแฝงอยู่ เหมียวเฟิ่งเซียนก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ "เสวียนอินเอ๋ย อย่าได้ดื้อดึงไปเลย เรื่องอื่นอาจารย์ตามใจเจ้าได้ทุกสิ่ง มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เจ้าต้องเชื่อฟังอาจารย์"
"ท่านอาจารย์"
"การบำเพ็ญคู่นี้... จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้สึกที่ดีต่อกัน จะให้ข้ากับบุรุษแปลกหน้า... ข้า... ข้า..." เสวียนอินอับจนหนทาง จึงทำได้เพียงยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา หวังจะปฏิเสธความคิดอันพิลึกพิลั่นของเหมียวเฟิ่งเซียน
"จัดการได้ง่ายดายยิ่ง"
"เจ้ากับเขาก็กราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกันเสียก่อน วันเวลาผ่านไปความรู้สึกย่อมก่อเกิดเอง ข้าดูดีแล้ว นักพรตน้อยผู้นี้รูปงามไม่เบาทีเดียว" เหมียวเฟิ่งเซียนปรายตามองหลู่ซุนบนพื้น รีบเอ่ยสำทับ "ที่เขาสภาพดูไม่จืดเช่นนี้ เป็นเพราะถูกอาจารย์ทุบตีเอา รอให้บาดแผลของเขาหายดี เจ้าก็จะรู้เองว่าอาจารย์ไม่ได้โกหก"
"ข้า..."
ในขณะที่เสวียนอินกำลังตั้งรับไม่ถูกอยู่นั้น หลู่ซุนที่สลบไศลมาตลอดก็เริ่มมีสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังจะรู้สึกตัว
"โอ๊ย"
"ที่นี่ที่ไหนกัน?"
"ซี้ด... เจ็บๆๆ เจ็บชะมัด"
หลู่ซุนในสภาพฟกช้ำดำเขียวค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง สมองของเขายังคงมึนงงหลังตื่นนอน ทว่าจำเรื่องราวหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ค่ำคืนนี้เขายกมือขึ้นกุมหัว ถูกนางปีศาจทุบตีฝ่ายเดียวโดยไม่รู้ว่าจะตอบโต้กลับไปอย่างไร
สติสัมปชัญญะเริ่มแจ่มชัด แม้จะปวดร้าวไปทั้งร่าง แต่เขาก็พอจะคิดวิเคราะห์เรื่องราวพื้นฐานได้แล้ว
หลู่ซุนเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะตกใจจนแทบสิ้นสติ
แย่แล้ว!
นางปีศาจอีกตนแล้วหรือนี่!
ร่างกายเล็กๆ ของข้าทนไม่ไหวหรอกนะ