เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 107 พลังลมปราณบริสุทธิ์

บทที่ 107 พลังลมปราณบริสุทธิ์

บทที่ 107 พลังลมปราณบริสุทธิ์


"หลังจากตระกูลโจวมีคนตายไปไม่น้อย ในที่สุดก็ยอมสงบลงเสียที"

จางเหยียนอุดอู้หมกตัวอยู่แต่ในบ้านติดต่อกันหลายวัน จนกระทั่งบาดแผลบนใบหน้าหายสนิท ถึงได้ยอมก้าวเท้าออกจากบ้านในที่สุด

ยามนี้เขามีสีหน้าสะใจ พลางเอ่ยถามว่า "เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือใครกัน?"

พูดพลางก็ไม่รอให้เฉินหลี่เอ่ยตอบ เขาเดินวนไปวนมาพลางวิเคราะห์อยู่ฝ่ายเดียว "ไม่น่าจะใช่คนจากตลาดนัดแม่น้ำเขียวของพวกเรา ได้ยินมาว่าคนผู้นี้ลงมือกลางถนน ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลโจวเจ็ดคนตกตายอย่างอนาถในชั่วพริบตา ไม่ทันได้ต่อต้านขัดขืนแม้แต่น้อย ความแข็งแกร่งระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างพวกเราจะพึงมีได้ ตอนนี้คนข้างนอกลือกันให้แซดว่าเป็นฝีมือของยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานผู้หนึ่ง"

"ดูจากความแข็งแกร่งแล้ว ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!" เฉินหลี่รู้สึกยินดีที่คนนอกคาดเดาไปเช่นนี้ จึงหัวเราะและกล่าวว่า "ใครจะไปรู้ว่าตระกูลโจวไปล่วงเกินผู้ใดเข้า แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา หากไม่ได้คนผู้นี้ ไม่รู้ว่าคนจากตลาดนัดแม่น้ำเขียวของพวกเราจะต้องทนรับความอยุติธรรมไปอีกมากมายเพียงใด"

"นั่นสิ!" จางเหยียนนึกถึงตอนที่โดนตบไปหลายฉาด ใบหน้าก็คล้ายกับจะยังปวดหนึบๆ ขึ้นมาอีก เขาถอนหายใจยาวด้วยความทอดถอนใจ "เฮ้อ สิ่งที่เรียกว่าการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน จะมีสักกี่คนที่สามารถฝึกฝนจนได้ดี หากวันใดวันหนึ่งข้าสามารถสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ จากไปอย่างสงบโดยไร้โรคภัยไข้เจ็บอยู่บนเตียงในบ้านของตนเองได้ ข้าก็พอใจแล้ว"

ดูเหมือนว่าตาเฒ่าผู้นี้จะถูกการสอบสวนของตระกูลโจวเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ทำให้ตกใจกลัวไม่เบา

เฉินหลี่เห็นแก่ที่อีกฝ่ายต้องมาเดือดร้อนเพราะตนเอง จึงรีบเอ่ยปลอบใจไปสองสามประโยค

หลังจากส่งจางเหยียนกลับไปแล้ว

เฉินหลี่ก็กลับเข้าห้องมาจัดการข้าวของของตนเอง

ตอนที่พวกจ้าวหลินเกิดเรื่อง อาวุธเวทที่รับซื้อมาก็ถูกนำไปขายจนเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงอาวุธเวทชั้นกลางห้าชิ้นและอาวุธเวทระดับต่ำอีกสิบชิ้นเท่านั้น

เมื่อนำมารวมกับของที่เก็บเกี่ยวได้ในครั้งนี้

ในมือของเขาจึงมีหินปราณระดับกลางเหลืออยู่ถึงสองร้อยห้าก้อน!

นอกเหนือจากนั้น ภายในถุงเก็บของทั้งสองใบของเขายังมีกระบี่บินขั้นสูงสุดหนึ่งเล่ม อาวุธเวทชั้นสูงห้าชิ้น อาวุธเวทชั้นกลางสิบสี่ชิ้น อาวุธเวทระดับต่ำสิบสองชิ้น ชุดคลุมเวทขั้นสูงสุดหนึ่งชุด ชุดคลุมเวทชั้นกลางหนึ่งชุด และชุดคลุมเวทระดับต่ำอีกสี่ชุด

"เฮ้อ ชุดคลุมเวทและอาวุธเวทเหล่านี้ นอกจากกระบี่บินขั้นสูงสุดกับชุดคลุมเวทขั้นสูงสุดที่ต้องเก็บเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเห็นแล้ว ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายให้ร้านค้าทั้งหมดดีกว่า ทำเช่นนี้แม้ว่าจะสูญเสียหินปราณไปไม่น้อย แต่ก็ปลอดภัยและไม่ยุ่งยาก จะได้ไม่นำพาปัญหามาให้มากความนัก"

ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้จดจำ

เฉินหลี่คิดว่าตนเองควรเก็บตัวเงียบๆ เอาไว้จะดีกว่า ที่นี่ไม่ใช่ตลาดนัดแม่น้ำเขียว

หากต้องไปล่วงเกินตระกูลระดับสร้างรากฐานเข้าเพียงเพราะหินปราณเล็กๆ น้อยๆ ครั้งหน้าก็คงไม่มีความโชคดีเช่นนี้อีกแล้ว

...

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินหลี่ตระเวนไปทั่วทั้งเมืองหลวนลั่ว เพื่อแยกย้ายนำสินค้าในคลังเหล่านี้ออกไปขาย

โชคดีที่ราคาของอาวุธเวทและชุดคลุมเวทในเมืองหลวนลั่วเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว

ราคารับซื้อของมือสองตามร้านค้าต่างๆ จึงสูงกว่าราคาตอนที่ซื้อมาอยู่เล็กน้อย ในที่สุดก็ถือว่าไม่ขาดทุน แถมยังได้กำไรมานิดหน่อยอีกด้วย

อาวุธเวทระดับต่ำโดยพื้นฐานแล้วจะตกลงราคาซื้อขายกันอยู่ที่หนึ่งจุดหนึ่งก้อนหินปราณระดับกลาง อาวุธเวทชั้นกลางตกอยู่ที่สองจุดหนึ่งก้อน... ที่ขายได้แพงที่สุดคือชุดคลุมเวทชั้นกลางหนึ่งชุด ขายได้หินปราณระดับกลางหกก้อน ส่วนอาวุธเวทชั้นสูงห้าชิ้นนั้น ราคาเฉลี่ยก็อยู่ที่ห้าจุดสองก้อน

ตลอดช่วงเช้านี้ เรียกได้ว่าเฉินหลี่นำของออกมาเลหลังขายล้างสต๊อกจนหมดเกลี้ยง

รวมรายรับทั้งหมดได้หินปราณระดับกลางมาแปดสิบหกก้อน

จากนั้นเขาก็ใช้หินปราณระดับกลางไปอีกเกือบสิบห้าก้อน เพื่อซื้อยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายมาห้าสิบแผ่น

เงินเก็บในมือก็ยังคงเหลือหินปราณระดับกลางอยู่ถึงสองร้อยเจ็ดสิบหกก้อน

ยันต์ชนิดนี้เตรียมเอาไว้ให้มากหน่อย บางครั้งก็อาจจะช่วยชีวิตได้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้งานขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง

เมื่อเทียบกับชีวิตแล้ว หินปราณที่เสียไปก็ถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

...

วันเวลาหลังจากนั้น ชีวิตของเฉินหลี่ก็กลับมาสงบสุขอย่างสมบูรณ์

หลายวันต่อมา

วิชาฉางเซิงก็ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงได้อย่างราบรื่น

เมื่อเทียบกับการเลื่อนระดับในครั้งก่อนๆ ที่มีเพียงความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้น การเลื่อนระดับในครั้งนี้ดูเหมือนจะพิเศษอยู่บ้าง คล้ายกับว่าแม้แต่คุณภาพของพลังลมปราณก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย พลังลมปราณที่ฝึกฝนออกมานั้นมีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น

ในตอนแรกเฉินหลี่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้มากนัก

จนกระทั่งในวันรุ่งขึ้น

ตอนที่กำลังฝึกฝนคาถา เขาถึงได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

พลังลมปราณที่ใช้ในการร่ายคาถาลดน้อยลง

ก่อนหน้านี้ด้วยระดับพลังลมปราณของเขา สามารถร่ายวิชาคุ้มกายได้เพียงหกครั้งเท่านั้น แต่คราวนี้เขากลับสามารถร่ายคาถารวดเดียวได้ถึงเจ็ดครั้ง แถมพลังลมปราณก็ยังคงหลงเหลืออยู่อีกสายหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

เพียงห้าวันให้หลัง

เขาก็สามารถร่ายวิชาคุ้มกายได้แปดครั้ง

พอผ่านไปครึ่งเดือน

เขาก็สามารถร่ายคาถารวดเดียวได้ถึงเก้าครั้งแล้ว

หลังจากนั้น ทุกอย่างจึงค่อยๆ ทรงตัว ไม่มีการยกระดับอย่างเห็นได้ชัดอีก

หากไม่นับรวมพลังลมปราณที่เพิ่มขึ้นมาระหว่างการฝึกฝนในช่วงเวลานี้ จำนวนครั้งในการร่ายคาถาก็เพิ่มขึ้นเกือบห้าส่วนเลยทีเดียว

ไม่เพียงแค่คาถาเท่านั้น แต่แม้กระทั่งอานุภาพในการควบคุมอาวุธเวทก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน

เห็นอยู่ชัดๆ ว่าอยู่ในขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่แปด แต่อานุภาพในการควบคุมอาวุธเวทกลับเทียบได้กับขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่เก้าเลยทีเดียว

ต้องขอบคุณความโชคดีที่พลังลมปราณบริสุทธิ์ขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ความเร็วในการเพิ่มระดับความชำนาญคาถาของเฉินหลี่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือน

วิชาแสงวาบก็ถูกฝึกฝนจนถึงระดับปรมาจารย์

วิชาคุ้มกายก็ฝึกจนถึงระดับแตกฉาน

แม้แต่วิชากายาเหินลมที่เพิ่งจะเรียนรู้มาได้ไม่นาน ก็ฝึกฝนจนถึงระดับเชี่ยวชาญ

โดยเฉพาะวิชาคุ้มกายระดับแตกฉานที่มีอานุภาพเทียบเท่ากับคาถาระดับหนึ่งขั้นที่แปด ผลลัพธ์ของมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับยันต์แสงทองคุ้มกาย เริ่มมีคุณค่าในการนำมาใช้งานจริงแล้ว แน่นอนว่าหากต้องการให้มีประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ยังต้องรอให้ถึงระดับปรมาจารย์เสียก่อน

เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานคิดอยากจะทำลายการป้องกันนี้ลง คาดว่าก็คงจะต้องออกแรงเปลืองฝีมืออยู่ไม่น้อย

...

ฝนฤดูใบไม้ผลิร่วงหล่นลงมาปรอยๆ

เฉินหลี่นั่งอยู่ตรงประตู ประคองแก้วน้ำเปล่าอยู่ในมือพลางพักผ่อนหย่อนใจ ทอดสายตามองดูหยาดฝนที่สาดกระเซ็นอย่างเงียบๆ

ตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ชีวิตของเขาก็มั่นคงและเป็นระเบียบแบบแผนอย่างยิ่ง ในแต่ละวันนอกจากการกินและนอน ก็มีเพียงการนั่งสมาธิขัดเกลาปราณ และฝึกฝนทักษะการสังหารคนในรูปแบบต่างๆ เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันล้วนหมดไปกับเรื่องเหล่านี้ โชคดีที่เขาก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันเช่นกัน

"ข้างนอกชื้นจะตาย ไม่กลัวน้ำกระเด็นใส่บ้างหรือไง มากินข้าวได้แล้ว!" โจวหงยกกับข้าวออกมา พลางเอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก

"โดนฝนนิดหน่อยจะเป็นไรไป!" เฉินหลี่ดื่มน้ำเปล่าจนหมดแก้วในรวดเดียว ยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วยกเก้าอี้เดินไปที่โต๊ะ

ข้าวเป็นข้าววิญญาณชั้นกลาง เนื้อคือเนื้อสัตว์อสูรระดับสอง และมีผักอีกสองอย่างซึ่งนับว่าเป็นวัตถุดิบธรรมดาทั่วไป เนื้อสัตว์อสูรระดับสองกว่าสองพันชั่งนี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังกินไม่หมด

หากไม่ใช่เพราะเนื้อสัตว์อสูรชนิดนี้สามารถช่วยเติมเต็มพละกำลังของร่างกายได้ดีที่สุด และมีผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ต่อการฝึกกายาแล้วล่ะก็ เขาคงไม่อยากจะกินมันตั้งนานแล้ว

ของต่อให้อร่อยแค่ไหน หากต้องกินติดต่อกันนานกว่าครึ่งปีโดยไม่ขาดสักมื้อ ก็ย่อมต้องเบื่อเป็นธรรมดา

โชคดีที่ใกล้จะหมดแล้ว เหลืออยู่อีกแค่หนึ่งในสามเท่านั้น

หากกัดฟันทนกินไปอีกสักสามสี่เดือนก็คงจะหมดไปเอง

"วันนี้ตอนข้าออกไปข้างนอก ข้ามองเห็นบรรพชนตระกูลโจวอยู่ไกลๆ ด้วยนะ เดิมทีข้าก็ไม่รู้หรอก แต่ได้ยินผู้คนรอบข้างพากันพูดถึงน่ะ" โจวหงกล่าว

เฉินหลี่ที่กำลังแทะเนื้อสัตว์อสูรอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า "เขามีสีหน้าอย่างไรบ้าง?"

"จะมีสีหน้าแบบไหนได้ล่ะ ก็ไร้ความรู้สึกน่ะสิ แถมยังดูมืดมนอยู่บ้างด้วย คราวนี้บรรพชนตระกูลโจวผู้นี้คงจะเสียหน้าครั้งใหญ่เลยทีเดียว!" เมื่อพูดถึงเรื่องซุบซิบของยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานแห่งตระกูลโจวผู้นี้ โจวหงก็จงใจกดเสียงให้ต่ำลง เผยให้เห็นถึงความยำเกรงที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรธรรมดามีต่อผู้แข็งแกร่งระดับสร้างรากฐาน

"เสียหน้าก็ยังดีกว่าเสียชีวิต!" เฉินหลี่กล่าว

โจวหงรู้เพียงว่าการสังหารผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลโจวในครั้งแรกเป็นฝีมือของเฉินหลี่ ทว่าในครั้งที่สอง นางกลับเดาเหมือนกับคนนอกว่าเป็นฝีมือของยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานอีกคนหนึ่ง ก็แน่ล่ะ ข่าวลือนี้มันน่าตื่นตระหนกจนเกินไป นางไม่เชื่อหรอกว่าสามีของตนเองจะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

เฉินหลี่ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขาเพียงแค่กินข้าวไปเงียบๆ

แม้ว่าเรื่องก่อนหน้านี้จะสามารถหลอกตาผู้คนเอาตัวรอดมาได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังคงเป็นความกังวลใจซ่อนเร้น

ราวกับระเบิดเวลาลูกหนึ่ง

ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่

ความรู้สึกที่ต้องมีเรื่องให้หนักอึ้งอยู่ในใจเช่นนี้ ช่างเป็นสิ่งที่รับมือได้ยากลำบากจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 107 พลังลมปราณบริสุทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว