- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 106 สังหารในพริบตา
บทที่ 106 สังหารในพริบตา
บทที่ 106 สังหารในพริบตา
ยามเช้ามืด ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง
ภายในป่าเขาที่ตั้งอยู่เบื้องล่างเมืองหลวนลั่ว หินยักษ์ก้อนหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และตะไคร่น้ำจู่ๆ ก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับออก ไม่นานร่างในชุดคลุมสีเทาธรรมดาร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากหลังก้อนหินยักษ์
ไม่ต้องสงสัยเลย ร่างนี้ก็คือเฉินหลี่นั่นเอง
เขาเริ่มจากการกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง จากนั้นจึงเลื่อนก้อนหินยักษ์กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
ตามด้วยการเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างรวดเร็ว เขาสูดอากาศบริสุทธิ์ในป่าเขาพลางก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าลงเขาไป
นี่คือข้อดีของการเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อน การปิดล้อมเมืองหลวนลั่วของตระกูลโจวไม่มีผลใดๆ ต่อเฉินหลี่แม้แต่น้อย เมื่อมีเส้นทางลับนี้อยู่ เขาอยากจะเข้าเมืองหลวนลั่วก็เข้า อยากจะออกก็ออก
ท้องฟ้ายังเช้าตรู่ เมื่อเดินมาถึงย่านกระท่อมที่ตีนเขา บนถนนยังคงมีผู้คนบางตา เขาจงใจปรับเปลี่ยนท่าทางการเดินของตนเอง
อาศัยจังหวะที่ผู้คนสัญจรไปมาไม่ทันสังเกต เขากระโดดข้ามกำแพงลานบ้านเข้าไปในบ้านร้างสภาพทรุดโทรมที่ไม่มีคนอยู่หลังหนึ่ง
หลังจากร่ายวิชาทำความสะอาดออกไปหนึ่งสาย เขาก็นั่งลงบนพื้น พลางหลับตาพักผ่อนและลอบคำนวณอยู่ในใจ
"การลงมือในตอนกลางวันครั้งนี้ ย่อมตกอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนนับไม่ถ้วน ดังนั้นต้องโจมตีปานสายฟ้าฟาด จบการต่อสู้ด้วยความเร็วสูงสุด แล้วรีบถอนตัวทันที... แต่ครั้งนี้จะต่อสู้ประชิดตัวไม่ได้อีกแล้ว รูปแบบการต่อสู้ที่ผ่านมาของข้ามันชัดเจนเกินไป เปิดเผยตัวตนได้ง่าย"
ฐานะคนขายเนื้อของเขานั้น หากมีคนตั้งใจจะสืบ ก็ยังสามารถสืบหาได้ง่ายๆ อย่างน้อยตระกูลอวี๋ก็รู้
แล้วก็เกรงว่าน่าจะยังมีผู้ที่จับตามองอีกไม่น้อยที่พอจะคาดเดาได้ลางๆ
ตอนที่อพยพเดินทางมีคนตั้งมากมาย แต่เขากลับเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติจากตระกูลอวี๋ จะไม่ให้คนอื่นคิดมากได้อย่างไร
เฉินหลี่คิดถึงตรงนี้ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ "ตั้งแต่มาถึงเมืองหลวนลั่ว ข้าไม่เคยไปหาเรื่องใคร หรือล่วงเกินผู้ใด บ่มเพาะกายใจ ใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและซื่อสัตย์สุจริตไปวันๆ
แต่ถึงกระนั้น ปัญหาก็ยังวิ่งมาหาถึงหน้าประตู โลกใบนี้ ไม่เหลือทางรอดให้กับคนซื่อสัตย์เลยจริงๆ!"
...
ท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ ภายนอกเริ่มมีเสียงจอแจดังขึ้น
เมื่อเทียบกับความเงียบเหงาของเมืองหลวนลั่วแล้ว ย่านกระท่อมที่ตีนเขากลับดูมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตชาวบ้านมากกว่า เต็มไปด้วยบรรยากาศของโลกมนุษย์ เสียงร้องขายของของพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ตามริมถนน และเสียงพูดคุยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เฉินหลี่อดรนทนไม่ไหวเดินออกจากบ้านร้าง เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน พลางกวาดสายตามองไปที่ถนนสายใหญ่จากตีนเขามุ่งสู่เมืองหลวนลั่ว
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งจำนวนเจ็ดคน จึงค่อยเดินลงมาจากภูเขา
...
"สืบต่อไปแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสืบไปถึงเมื่อไหร่ สามคนนั้นคงจะหนีไปตั้งนานแล้ว!" หลังจากออกมาจากบ้านของผู้บำเพ็ญเพียรที่อพยพมาจากตลาดนัดแม่น้ำเขียว ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มของตระกูลโจวคนหนึ่งก็กล่าวขึ้น
"ถึงจะสืบไม่เจอก็ต้องสืบ แถมยังต้องสืบอย่างเอิกเกริก ไม่เพียงแต่ต้องสืบ ท้ายที่สุดก็ต้องให้มีเลือดตกยางออก ฆ่าคนของตลาดนัดแม่น้ำเขียวสักสองสามคนเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรพวกนี้ส่วนใหญ่เกรงกลัวอำนาจแต่ไม่ซาบซึ้งในบุญคุณ หากไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่อาจข่มขวัญพวกมันได้ มิฉะนั้นจะหาว่าตระกูลโจวของเราถูกรังแกได้ง่าย!" ผู้บำเพ็ญเพียรชราคนหนึ่งกล่าวเสียงต่ำ "เฮ้อ น่าเสียดายตงโป๋จริงๆ!"
"เป็นฝีมือของตระกูลอื่นหรือเปล่า?"
"ไม่น่าจะเป็นไปได้ เรื่องพรรค์นี้หากถูกเปิดโปงออกมา จะไม่กลัวตระกูลโจวแก้แค้นงั้นหรือ ถึงเวลานั้นสำนักฉางเซิงก็คงพูดยาก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตงโป๋จะมีความหวังในการสร้างรากฐาน แต่ก็เป็นแค่ความหวังเท่านั้น เมล็ดพันธุ์สร้างรากฐานแบบนี้ตระกูลไหนบ้างที่ไม่มี ต่อให้เป็นสำนักฉางเซิงก็ยังมีข้อสงสัยมากกว่าพวกเขาเสียอีก" ผู้บำเพ็ญเพียรชราวิเคราะห์
"ซีด พวกเราไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสำนักฉางเซิงมาตลอดหรอกหรือ?" ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก
"เหอะ ผู้ใต้บังคับบัญชา สงครามเมื่อหนึ่งปีก่อนนั่นไม่ใช่การกบฏของผู้ใต้บังคับบัญชาหรอกหรือ..." ผู้บำเพ็ญเพียรชราลูบเคราเบาๆ กดเสียงต่ำลง กำลังเตรียมจะชี้แนะสถานการณ์บ้านเมืองให้คนรุ่นหลังฟัง ทว่าจู่ๆ เขากลับสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังเวทที่ส่งมาจากด้านหลัง ลางสังหรณ์เตือนภัยพลันบังเกิด ร่างกายสะดุ้งเฮือก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน
พรวด!
พรวด!
พรวด!
พรวด!
พรวด!
พรวด!
ละอองเลือดระเบิดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลโจวที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันอย่างสบายอารมณ์ ภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง แขนขาของพวกเขาแต่ละคนบิดเบี้ยว กระดูกแตกหักเสียงดังสนั่นถี่ยิบ เพียงพริบตาเดียวก็ตกตายอย่างอนาถ
มีเพียงชุดคลุมเวทบนร่างของผู้บำเพ็ญเพียรชราเท่านั้นที่กระตุ้นม่านแสงทองคุ้มกายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทำให้เขารอดพ้นจากกระบวนท่าสังหารในครั้งนี้ไปได้
"ไม่!" ผู้บำเพ็ญเพียรชราคำรามลั่น เบิกตากว้างจนแทบจะฉีกขาด!
ทว่า!
วินาทีต่อมา ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งวาบเข้ามาถึงตัว
กระบี่บินระดับหนึ่งขั้นสูงสุดซึ่งห่อหุ้มด้วยพลังเวทของวิชาดึงดูด ประหนึ่งลมโหมกระพือไฟ พุ่งเข้าปะทะม่านแสงทองคุ้มกายอย่างรุนแรง เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียว ม่านแสงทองคุ้มกายที่เลื่องลือว่าสามารถต้านทานการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานได้ กลับถูกกระบี่บินทะลวงผ่านไปราวกับกระดาษบางๆ
พลานุภาพของกระบี่บินยังไม่สิ้นสุด มันยังคงพุ่งทะลวงเข้าที่ท้ายทอยของผู้บำเพ็ญเพียรชรา แล้วทะลุออกทางหน้าผากของเขา
ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรชรายืนแข็งทื่อไม่ไหวติง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธแค้น ไม่ยินยอมพร้อมใจ และไม่อยากจะเชื่อ
จนกระทั่งตัวตาย เขาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของฆาตกร
เขาอ้าปากพะงาบๆ ร่างกายล้มลงอย่างช้าๆ ชักกระตุกไม่หยุด
เฉินหลี่เก็บกระบี่บินกลับคืนมาโดยไม่รั้งรอแม้แต่วินาทีเดียว แม้แต่ศพก็ยังไม่ได้ค้นตัว เขาพุ่งทะยานหายวับไปที่มุมถนน ตลอดทางเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปสามชุด เปลี่ยนใบหน้าไปถึงห้าครั้ง จนกระทั่งเดินออกจากย่านกระท่อม
ในที่สุดเขาก็โล่งใจเสียที
"ไม่คิดเลยว่ากระบี่บินขั้นสูงสุดเมื่อผสานเข้ากับวิชาดึงดูด อานุภาพจะรุนแรงถึงเพียงนี้!"
ก็ใช่น่ะสิ!
วิชาดึงดูดระดับปรมาจารย์ มีอานุภาพเทียบเท่ากับคาถาระดับหนึ่งขั้นที่เจ็ดแล้ว
ประกอบกับกระบี่บินระดับหนึ่งขั้นสูงสุด และตบะขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่แปดของตัวเขาเอง อานุภาพของการโจมตีในครั้งนี้ เกรงว่าคงจะก้าวล้ำขอบเขตของการขัดเกลาปราณไปไกลแล้ว ม่านแสงทองคุ้มกายจะต้านทานเอาไว้ได้อย่างไร
"น่าเสียดาย ที่การร่ายวิชาดึงดูดยังช้าไปสักหน่อย..."
เฉินหลี่ระมัดระวังตัวมาตลอดทาง เมื่อเดินมาถึงบริเวณใกล้ถ้ำ เขากวาดสายตาสังเกตรอบด้านอยู่นาน ก่อนจะขยับก้อนหินยักษ์แล้วมุดเข้าไปในถ้ำ จากนั้นก็รีบเลื่อนหินกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่นาน เขาก็เดินผ่านเส้นทางลับอันยาวเหยียด กลับมาถึงบ้านอีกครั้ง
...
หลังจากนั้น เมืองหลวนลั่วก็กลับมาสงบสุขราวกับคลื่นลมสงบ
ตระกูลโจวยุติการสืบสวนอย่างเอิกเกริกก่อนหน้านี้ ประตูเมืองก็กลับมาเปิดให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจากตลาดนัดแม่น้ำเขียวเข้าออกได้อีกครั้ง
ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากวันวาน
เฉินหลี่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่หลายวันติดต่อกันจึงได้วางใจ ชีวิตกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
บ่ายวันหนึ่ง
วิชากายาเหินลมที่ศึกษามาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
ภายในห้องใต้ดิน
สายลมกระโชกแรงพัดพัดโหมกระหน่ำอยู่ภายในห้องอย่างไม่จบไม่สิ้น เฉินหลี่รู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับว่าร่างกายได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ประหนึ่งกลายร่างเป็นสายลม ร่างกายของเขาเบาหวิว แล้วค่อยๆ ลอยตัวขึ้นอย่างช้าๆ
"ต้องอย่างนี้สิ!"
"นี่แหละถึงจะเรียกว่าการโบยบินอย่างแท้จริง"
ภายในใจของเขาลอบตื่นเต้น
เมื่อเทียบกับการพึ่งพาอุปกรณ์อย่างอาวุธเวทแล้ว การบินด้วยคาถาอาคมเช่นนี้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า
เขาเริ่มทดลองบิน
การบินด้วยวิชากายาเหินลมไม่ได้ซับซ้อน ร่างกายเคลื่อนไหวตามใจนึกอย่างสมบูรณ์แบบ บินทะลุผ่านห้องต่างๆ ในห้องใต้ดินไปมา ในตอนแรกท่าทางของเขายังคงติดขัดอยู่บ้าง ทว่าไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน
ทว่าเฉินหลี่ก็สัมผัสได้เช่นกันว่า ความเร็วในการบินนี้ค่อนข้างเชื่องช้าจริงๆ
แม้จะถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมของที่นี่ ทำให้ไม่สามารถเร่งความเร็วไปถึงขีดสุดได้ แต่เขาก็พอจะกะประมาณได้ว่า ความเร็วในแนวเส้นตรงน่าจะพอๆ กับการวิ่งของคนทั่วไป ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการบินด้วยอาวุธเวท
โชคดีที่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย
ข้อแรก คาถาบทนี้คงอยู่ได้ค่อนข้างนาน สามารถรักษาไว้ได้ประมาณหนึ่งเค่อ
ข้อสอง สิ้นเปลืองพลังลมปราณค่อนข้างน้อย
ส่วนเรื่องความเร็วนั้น สามารถใช้แผงควบคุมเกมปรับปรุงแก้ไขได้ แม้แต่ระยะเวลาคงอยู่ของคาถาก็ยังสามารถยืดเวลาออกไปได้เช่นกัน