เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ขายข้าววิญญาณ

บทที่ 9 ขายข้าววิญญาณ

บทที่ 9 ขายข้าววิญญาณ


บทที่ 9 ขายข้าววิญญาณ, สมุนไพรวิญญาณโสมโลหิต

“ข้าววิญญาณ?”

เมื่อเห็นแผงขายของลู่ชิงเหอ ศิษย์รับใช้สองสามคนที่อยู่ด้านข้างก็อุทานด้วยความตกใจ

ข้าววิญญาณหากอยู่ในหมู่ศิษย์สายนอกก็ไม่นับว่าเป็นสิ่งใด ทว่าสำหรับศิษย์รับใช้แล้วมันคือสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง

ศิษย์รับใช้หลายคนเดินเข้ามาล้อมวง มองดูข้าววิญญาณที่เผยให้เห็น

“เป็นข้าววิญญาณจริงๆ ด้วย ข่าวลือกล่าวว่าข้าววิญญาณสามารถเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรได้ เหตุใดความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์สายนอกจึงเร็วกว่าพวกเรา ไม่ใช่เพียงเพราะรากวิญญาณดีกว่าพวกเราเท่านั้น ทว่ายังเป็นเพราะทุกวันพวกเขาสามารถกินข้าววิญญาณได้อีกด้วย”

แววตาของทุกคนล้วนร้อนแรงดั่งเพลิงเทพ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน สิ่งของที่สามารถเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรได้นั้นล้วนเป็นสิ่งที่พานพบได้แต่ไม่อาจแสวงหาได้

โดยเฉพาะศิษย์รับใช้อย่างพวกเขา หากสามารถยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรให้บรรลุถึงขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สี่ได้ ก็จะสามารถเข้าสู่สายนอกเพื่อรับสิทธิพิเศษจากนิกายได้

การบำเพ็ญเพียรคือการแข่งขันกับเวลา ยิ่งบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็ว ระดับสำเร็จขั้นสูงที่จะสามารถบรรลุถึงได้ก็ยิ่งสูงส่ง ไม่เช่นนั้นหากรอจนอายุห้าสิบปียังคงอยู่ที่ฝึกปราณขั้นที่สาม ถึงเวลานั้นเมื่อปราณโลหิตเสื่อมถอย หากคิดจะก้าวไปอีกขั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ลู่ชิงเหอเห็นคนเข้ามาล้อมวงมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับพลังบำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองจึงเผยออกมา

สิ่งนี้ทำให้ในดวงตาของผู้ที่มุงดูปรากฏความหวาดระแวงวูบผ่านสายหนึ่ง

ฝึกปราณขั้นที่สอง ในหมู่ศิษย์รับใช้นับว่าเป็นระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งมากแล้ว ที่นี่มีฝึกปราณขั้นที่สามอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้นหากต่อสู้กันจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ฝึกปราณขั้นที่สามจะมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง

นี่ก็คือเหตุผลที่ลู่ชิงเหอต้องรอให้ถึงระดับฝึกปราณขั้นที่สองเสียก่อนจึงจะมายังเขตย่านการค้า

ศิษย์รับใช้ระดับฝึกปราณขั้นที่สองผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่ท่านนี้ ไม่ทราบว่าข้าววิญญาณของท่านเหล่านี้ได้มาจากแห่งหนใด?”

เสียงแหบพร่าดังออกมาจากใต้หน้ากาก “ข้าคือศิษย์เพาะปลูกข้าววิญญาณ นี่คือข้าววิญญาณที่ข้าสะสมมาหลายปี หากไม่ใช่เพราะเร็วๆ นี้ตั้งใจจะซื้อโอสถเม็ดสักเม็ดเพื่อทะลวงระดับพลังบำเพ็ญเพียร ข้าก็คงตัดใจนำออกมาไม่ได้”

ทุกคนพลันเผยสายตาเคารพในทันที ฝึกปราณขั้นที่สองทะลวงขึ้นไปก็คือฝึกปราณขั้นที่สามแล้ว ระดับฝึกปราณขั้นที่สามในหมู่ศิษย์รับใช้นับว่าเป็นตัวตนที่หาได้ยากยิ่ง

อีกทั้งการที่ระดับฝึกปราณขั้นที่สองก็สามารถรับภารกิจไร่วิญญาณได้นั้น ล้วนต้องเป็นศิษย์รับใช้ที่มีเบื้องหลังจึงจะได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้

ศิษย์รับใช้ระดับธรรมดาอย่าได้คิดเชียว

ลู่ชิงเหอเอ่ยถามผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองผู้นั้น “ศิษย์น้องต้องการสั่งซื้อหรือไม่ ต้องการหินวิญญาณเพียงห้าก้อนเท่านั้น?”

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองมีใจหวั่นไหวอย่างยิ่ง ทว่ากลับส่ายหน้าอย่างจนใจ “ศิษย์พี่ล้อเล่นแล้ว ข้าจะมีหินวิญญาณสั่งซื้อข้าววิญญาณได้อย่างไร หินวิญญาณสำหรับศิษย์รับใช้อย่างพวกเราถือเป็นของหายาก”

ผู้คนบริเวณรอบๆ ล้วนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในหนึ่งปีหากโชคชะตาดีพวกเขาได้รับหินวิญญาณสักหนึ่งถึงสองก้อนก็นับว่าไม่เลวแล้ว

ส่วนใหญ่ก็เพียงแค่ทำภารกิจนิกายสำเร็จตามเป้าหมาย ไม่มีเวลามากพอ และไม่มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรพอที่จะไปหาหินวิญญาณ

ลู่ชิงเหอชะงักไป เขาไม่คาดคิดเลยว่าศิษย์รับใช้จะยากจนถึงเพียงนี้ ระดับฝึกปราณขั้นที่สองยังหาหินวิญญาณห้าก้อนมาไม่ได้เลย

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองก็หยิบดาบยาวที่หักบิ่นออกมาเล่มหนึ่งอย่างระมัดระวังยิ่ง

“ศิษย์พี่ ข้ามีศาสตราวิญญาณขั้นต่ำที่แตกหักอยู่ชิ้นหนึ่งที่นี่ ยังสามารถแสดงอานุภาพได้หนึ่งส่วนของศาสตราวิญญาณขั้นต่ำ ไม่ทราบว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนกับข้าววิญญาณของศิษย์พี่ได้หรือไม่”

ทุกคนมองผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองผู้นี้ด้วยสายตาเหยียดหยาม ศาสตราวิญญาณขั้นต่ำที่แตกหักชิ้นหนึ่ง มูลค่าอย่างมากที่สุดก็หินวิญญาณเพียงก้อนเดียว อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะสามารถใช้งานได้อีกกี่ครั้ง

เมื่อถูกทุกคนมองราวกับลิง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สองก็ถลึงตามองทุกคนด้วยความโกรธเกรี้ยว

“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะแลกข้าววิญญาณทั้งหมด สิบห้าชั่งก็พอ หากไม่ได้จริงๆ สิบสองชั่งก็ย่อมได้”

ลู่ชิงเหอมองไปยังดาบยาวที่หักบิ่น เครื่องรางเป็นสิ่งที่เขาพึ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

การจะประเมินระดับพลังบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่ง ระดับฝึกปราณ เคล็ดวิชา และเครื่องราง ล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้

ทว่าลู่ชิงเหอกลับไม่ได้ตั้งใจจะทำการแลกเปลี่ยน แม้เขาจะไม่รู้ว่าเครื่องรางที่แตกหักชิ้นนี้ราคาเท่าใด ทว่าดูแล้วก็ไม่คู่ควรกับข้าววิญญาณสิบสองชั่ง

กุญแจสำคัญคือเขาพึ่งจะฝึกปราณขั้นที่สอง ไม่อาจดึงอานุภาพของเครื่องรางออกมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นเพียงเครื่องรางที่แตกหักอีกด้วย

ลู่ชิงเหอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ศิษย์น้องต้องขออภัยด้วย เครื่องรางไร้ประโยชน์ต่อข้า”

ศิษย์รับใช้ระดับฝึกปราณขั้นที่สองผู้นั้นไม่ยินยอม หากสามารถได้รับข้าววิญญาณ แม้เพียงไม่กี่ชั่ง ก็ช่วยลดเวลาฝึกฝนอย่างหนักของเขาไปได้ไม่กี่เดือน

เขากล่าวว่า “ศิษย์พี่ ข้าววิญญาณสิบชั่งก็พอแล้ว”

ลู่ชิงเหอปฏิเสธ “ข้าต้องการเพียงหินวิญญาณและโอสถเม็ดเท่านั้น”

สิ่งอื่นมีประโยชน์ต่อเขาไม่มากนัก ไม่สู้ประโยชน์จากการกินข้าววิญญาณเหล่านี้

เมื่อได้ยินวาจาของลู่ชิงเหอ ศิษย์รับใช้ระดับฝึกปราณขั้นที่สองผู้นั้นก็มีใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง ผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนคนอื่นๆ เองก็มีใบหน้าเต็มไปด้วยความน่าเสียดายเช่นกัน

ภายในเขตย่านการค้าศิษย์รับใช้ล้วนใช้่งของแลกเปลี่ยนสิ่งของ แลกเปลี่ยนของที่เกินความจำเป็น ทว่าล้วนเป็นของเหลือทิ้งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

หากมีหินวิญญาณและโอสถเม็ด พวกเขาคงนำไปใช้เพิ่มระดับพลังบำเพ็ญเพียรตั้งนานแล้ว จะมีผู้ใดนำมาแลกเปลี่ยนเล่า

เมื่อดูจากสีหน้าของทุกคน ลู่ชิงเหอก็ขมวดคิ้วแน่น หรือว่าข้าววิญญาณจะขายไม่ออกในเขตศิษย์รับใช้?

ขณะที่ลู่ชิงเหอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงห้าวหาญสายหนึ่งก็ดังขึ้น “ข้าววิญญาณห้าสิบชั่ง ข้าเอาทั้งหมด”

ทุกคนหลีกทางให้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นที่สามที่มีรูปร่างกำยำและแผ่กระจายกลิ่นอายอันห้าวหาญผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา

เขามองประเมินลู่ชิงเหอที่ปลอมตัวมา หมายจะมองลู่ชิงเหอให้ทะลุปรุโปร่ง

ระดับฝึกปราณขั้นที่สาม ลู่ชิงเหอรวบรวมจิตสำนึกให้ตึงเครียด ไม่ยอมปล่อยให้ตนเองเผยพิรุธ

“ศิษย์พี่ ท่านต้องการสั่งซื้อข้าววิญญาณทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรือ?”

ผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างกำยำพยักหน้า เขามองไม่ออกถึงสิ่งผิดปกติใดบนร่างลู่ชิงเหอ จากนั้นจึงมองไปยังข้าววิญญาณ เมื่อเห็นคุณภาพของข้าววิญญาณ สีหน้าของเขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง

“ข้าววิญญาณของศิษย์น้องเป็นของขั้นสูงในหมู่ของขั้นสูง หลายปีมานี้ข้าซื้อปีละหลายชั่ง ทว่าคุณภาพล้วนด้อยกว่าของศิษย์น้องมากนัก”

“ข้าไม่มีหินวิญญาณมากมายถึงเพียงนั้น เมื่อครู่ได้ยินมาว่าศิษย์น้องต้องการทะลวงม่านพลังระดับฝึกปราณขั้นที่สาม ข้ามีโสมโลหิตอยู่ต้นหนึ่งที่นี่”

“แม้จะมีอายุเพียงห้าปี ทว่ามันคือสมุนไพรวิญญาณของแท้แน่นอน การกินสดๆ จะสามารถช่วยศิษย์น้องทะลวงจุดชีพจร ทะลวงขอบเขตพลังในปัจจุบันได้”

ผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างกำยำหยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมา ภายในคือโสมโลหิตสีแดงโลหิตขนาดเท่าฝ่ามือต้นหนึ่ง

ภายในใจลู่ชิงเหอสั่นสะเทือน โสมโลหิตอายุห้าปีที่พึ่งถูกขุดขึ้นมา มูลค่าย่อมไม่ถึงข้าววิญญาณห้าสิบชั่งอย่างแน่นอน ทว่าหากสามารถนำไปเพาะปลูกในมิติดินดำได้

โสมโลหิตต้นนี้ก็จะสามารถกลายเป็นโสมโลหิตอายุสิบปี ห้าสิบปี หรือแม้กระทั่งร้อยปีได้

ลู่ชิงเหอไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า “โสมโลหิตของศิษย์พี่คือสมุนไพรวิญญาณ ทว่าอายุนั้นน้อยเกินไป สรรพคุณอาจไม่สามารถเทียบได้กับข้าววิญญาณของศิษย์น้อง”

วาจานี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างกำยำไม่พอใจขึ้นมา “แม้อายุจะน้อยไปสักหน่อย ทว่าแข็งแกร่งกว่าข้าววิญญาณมากนัก ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่นำมาแลกเปลี่ยน”

“เอาอย่างนี้ ข้าจะชดเชยส่วนต่างให้ศิษย์น้องด้วยหินวิญญาณอีกหนึ่งก้อนก็แล้วกัน”

กล่าวพลางเขาก็หยิบหินวิญญาณออกมาอีกหนึ่งก้อน

“ตกลง!”

ลู่ชิงเหอไม่ลังเล ยื่นข้าววิญญาณห้าสิบชั่งให้กับผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างกำยำ พร้อมกับรั้งโสมโลหิตและหินวิญญาณกลับคืนมา

เมื่อการแลกเปลี่ยนสำเร็จ ผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างกำยำก็หัวเราะลั่น “ข้าชอบคนตรงไปตรงมาเช่นศิษย์น้องนี่ ข้ามีนามว่าโอวหยางฉี วันหน้าหากศิษย์น้องยังมีข้าววิญญาณคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้อีก ก็สามารถมาหาข้าได้”

ลู่ชิงเหอพยักหน้ารับคำ “แน่นอน!”

เมื่อการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ลู่ชิงเหอก็ลุกขึ้น เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ เขตแลกเปลี่ยนศิษย์รับใช้ เพื่อทำความเข้าใจความรู้ต่างๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

สุดท้ายจึงฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีผู้ใดสังเกต ลอบออกจากเขตแลกเปลี่ยนศิษย์รับใช้ไป

เขายังเดินวนไปมาอีกหลายแห่ง จนกระทั่งมุมที่ไม่มีผู้ใดพบเห็น จึงโยนชุดปลอมตัวทั้งหมดเข้าไปในมิติดินดำ จากนั้นจึงค่อยๆ เดินกลับไปยังไร่วิญญาณอย่างเชื่องช้า

จบบทที่ บทที่ 9 ขายข้าววิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว