- หน้าแรก
- ท่านลอร์ดมือใหม่ในดินแดนอันตรายกับระบบสร้างกองทัพ
- บทที่ 49 ต้นลูกศร
บทที่ 49 ต้นลูกศร
บทที่ 49 ต้นลูกศร
เลวี่รู้สึกพึงพอใจไม่น้อยเมื่อเห็นแต้มแก่นแท้พลังงานเพิ่มขึ้นมาในหน้าต่างสถานะกว่าร้อยแต้ม ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้เขายังไม่มีช่องทางให้ใช้งานมัน ดูเหมือนว่าจอห์นคงต้องรีบเร่งมือปรุงน้ำยาปราณหมาป่าอัคคีเสียแล้ว
ในขณะเดียวกัน เลวี่ก็สังเกตเห็นว่ามีแต้มทักษะเพิ่มขึ้นมาในเคล็ดวิชาธนูไล่วายุอีกหนึ่งแต้ม ดูเหมือนว่าการต่อสู้จริงจะยังคงเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการฝึกฝนทักษะการต่อสู้
หลังจากจัดการธุระที่สุสานหุบเขาเคนบี้เสร็จสิ้น เลวี่ก็เริ่มประเมินผลการเก็บเกี่ยวจากศึกครั้งนี้เป็นอันดับแรก
หนังโอเกอร์ก็ไม่ต่างจากหนังของสัตว์ประหลาดทะเล มันเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับการสร้างชุดเกราะเวทมนตร์ ราคาของมันจึงใกล้เคียงกัน หนังโอเกอร์ทั้งสิบเอ็ดผืนนี้มีมูลค่ารวมกันกว่าหนึ่งพันเหรียญทอง นับว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลยทีเดียว
นอกจากนี้ หัวใจ กระเพาะ และอวัยวะส่วนอื่นๆ ของโอเกอร์ยังเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ชั้นยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองของพวกมัน ซึ่งถือเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงยาวิเศษหลายชนิด
อย่างไรก็ตาม เลวี่ไม่ทราบราคาค่างวดของสิ่งเหล่านี้เลย แม้จอห์นจะพอรู้มาบ้าง แต่นั่นก็เป็นราคาอ้างอิงจากอาณาจักรเจอโรลต์ ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาในอาณาจักรอัลฟาอย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุด เมื่อจอห์นเอ่ยปากขอ และเขาก็รู้วิธีเก็บรักษาของเหล่านี้เป็นอย่างดี เลวี่จึงตัดสินใจเก็บวัตถุดิบเวทมนตร์ทั้งหมดที่ได้จากพวกโอเกอร์เอาไว้ใช้เองในอนาคต หรือเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
เมื่อจัดการชำแหละซากศพโอเกอร์จนหมดสิ้น เลวี่ก็ประกาศความดีความชอบและรางวัลให้กับทุกคนในทันที
ประการแรก เนื่องจากศึกนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ เลวี่จึงมอบความดีความชอบระดับแปดให้แก่ทุกคนเป็นการส่วนรวม ซึ่งเทียบเท่ากับเงินรางวัลห้าร้อยเหรียญทอง
ทหารทุกคนที่เข้าร่วมรบต่างได้รับส่วนแบ่งตามผลงานและตำแหน่งหน้าที่ โดยเมียได้รับส่วนแบ่งมากที่สุดถึงหนึ่งร้อยเหรียญทอง
รองลงมาคือโรเจอร์ที่ได้รับห้าสิบเหรียญทอง จอห์นได้รับยี่สิบเหรียญทอง ปาร์กเกอร์ เจนกินส์ วิลล์ และโลว์รี ได้รับคนละสิบเหรียญทอง ส่วนทหารที่เหลือต่างก็ได้รับเงินรางวัลอย่างต่ำคนละห้าสิบเหรียญเงิน
จากนั้น เลวี่ก็ทำการประกาศความดีความชอบของแต่ละบุคคลและแต่ละหมู่ย่อยให้ทุกคนได้รับทราบ
ทุกคนต่างรับฟังโดยปราศจากข้อกังขาใดๆ เพราะเลวี่ได้พิจารณาทุกอย่างด้วยความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด
เหล่าทหารต่างปลาบปลื้มยินดีที่ได้รับรางวัลของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลธนูที่เคยเป็นทาส ด้วยความดีความชอบที่พวกเขาสร้างขึ้นในศึกครั้งนี้ ทำให้พวกเขาสามารถปลดแอกตัวเองจากสถานะทาส และกลายเป็นสามัญชนของดินแดนพายุคลั่งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หลังจากประกาศความดีความชอบเสร็จสิ้น เลวี่ก็สั่งการให้โรเจอร์นำทหารครึ่งหนึ่งของกองทหารอัศวิน กลับไปลาดตระเวนใกล้กับเทือกเขารกร้างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือต่อไป
ส่วนเลวี่ก็นำกำลังพลที่เหลือมุ่งหน้ากลับสู่เมืองพายุคลั่ง ทว่าหลังจากออกเดินทางมาได้ไม่นาน เขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผนกะทันหัน โดยให้เจนกินส์และกองร้อยทหารหอกของเขาช่วยกันขนซากศพโอเกอร์กลับไปยังเมืองพายุคลั่งก่อน
ส่วนตัวเลวี่ กองร้อยทหารราบ และหมู่พลธนู จะเดินอ้อมไปทางทิศเหนือเพื่อลาดตระเวนระหว่างทางกลับ เนื่องจากช่วงนี้กองทหารอัศวินมีภารกิจรัดตัว ทำให้ทางทิศเหนือถูกปล่อยปละละเลยมาพักใหญ่ นี่จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ออกลาดตระเวนพื้นที่แถบนั้นสักรอบ
เลวี่จึงพากองกำลังเดินอ้อมขึ้นไปทางทิศเหนือเป็นระยะทางกว่าห้ากิโลเมตรก่อนจะตีวงกลับ ส่วนทางทิศตะวันออกนั้น ในเมื่อมีหมีดำขาวขนาดยักษ์ระดับแปดคุมเชิงอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปลาดตระเวนให้เสียเวลา
ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินทางกลับและเดินผ่านป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง จู่ๆ จอห์นก็หยุดชะงักฝีเท้าลง
เขารีบวิ่งตรงไปยังต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ และจ้องมองมันอย่างพินิจพิเคราะห์
"ท่านบารอน ต้นไม้เหล่านี้น่าจะเป็นต้นลูกศรนะขอรับ!"
จอห์นชี้มือไปยังป่าขนาดย่อม ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่มีลำต้นขนาดเท่าหัวแม่มือ และเอ่ยแนะนำกับเลวี่ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ต้นลูกศร?"
เลวี่มีสีหน้างุนงงเมื่อได้ยินชื่อนั้น
เขากวาดสายตามองต้นไม้ที่ลำต้นตั้งตรงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ต้นที่หนาที่สุดก็มีขนาดเพียงแค่ท่อนแขนเด็ก ส่วนต้นที่เล็กที่สุดก็เรียวบางราวกับนิ้วก้อยเท่านั้น
เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่
เมื่อเห็นว่าเลวี่ไม่รู้จัก จอห์นก็เริ่มอธิบายให้ฟังทันที
"ท่านบารอน ต้นลูกศรเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ระดับสองขอรับ"
"ระดับสอง!"
เลวี่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าต้นไม้หน้าตาธรรมดาๆ เหล่านี้กลับกลายเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ระดับสอง เขาอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกจอห์นขึ้นมา
"ของพวกนี้เนี่ยนะคือวัตถุดิบเวทมนตร์ระดับสอง? แล้วมันเอาไว้ใช้ทำอะไรล่ะ?"
จอห์นจึงอธิบายต่อไปว่า
"ท่านบารอน ต้นลูกศรเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ระดับสองจริงๆ ขอรับ ประโยชน์หลักของมันคือการนำไปประดิษฐ์เป็นลูกศรเวทมนตร์ ลูกศรเวทมนตร์ระดับหนึ่งและระดับสองส่วนใหญ่ก็ล้วนทำมาจากต้นลูกศรเหล่านี้ทั้งสิ้น หากเป็นในอาณาจักรซิซิลีของข้า ราคาของมันคงตกอยู่ที่ประมาณสามสิบถึงห้าสิบเหรียญเงินต่อต้นเลยทีเดียว"
เลวี่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินว่าพวกมันถูกนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นลูกศรเวทมนตร์ระดับหนึ่งและระดับสอง
"ฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้ก็เป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ชนิดนี้นี่เอง ฉันรวยเละแน่คราวนี้"
แม้เลวี่จะไม่รู้จัดต้นลูกศรมาก่อน แต่เขาก็รู้ดีว่าสิ่งของที่สามารถนำไปประดิษฐ์เป็นลูกศรเวทมนตร์ระดับหนึ่งและระดับสองได้นั้นล้วนมีมูลค่าสูงลิ่ว มันต้องไม่ใช่แค่ต้นละไม่กี่สิบเหรียญเงินเหมือนในอาณาจักรเจอโรลต์อย่างแน่นอน เพราะราคาของสิ่งเหล่านี้ที่ป้อมปราการสีเทามีตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสามเหรียญทองเลยทีเดียว
และป่าต้นลูกศรตรงเบื้องหน้าเขาก็มีต้นลูกศรอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันต้น ซึ่งตีเป็นมูลค่าได้สูงถึงสองพันเหรียญทอง
"จอห์น ต้นลูกศรพวกนี้งอกขึ้นมาใหม่ได้ไหม? แล้วมันต้องใช้เวลาเติบโตนานแค่ไหน?" เลวี่รีบเอ่ยถาม
"เรียนท่านบารอน ต้นลูกศรสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ขอรับ ตราบใดที่รากของมันไม่ได้ถูกขุดถอนออกไป พวกมันก็จะสามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ อีกทั้งระยะเวลาในการเจริญเติบโตของมันก็สั้นมาก ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วขอรับ" จอห์นตอบ
เลวี่ยิ่งรู้สึกปีติยินดีมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินเช่นนั้น สามารถงอกใหม่ได้ แถมใช้เวลาแค่หนึ่งปี นั่นไม่เท่ากับว่าป่าต้นลูกศรแห่งนี้เพียงแห่งเดียวก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเลวี่ถึงปีละสองพันเหรียญทองเลยงั้นหรือ?
ลาภลอย นี่มันลาภลอยชัดๆ!
เลวี่รีบออกคำสั่งทันที
"ปาร์กเกอร์ พวกนายรีบลงมือตัดต้นลูกศรพวกนี้เดี๋ยวนี้เลย ระวังอย่าให้รากของมันเสียหายเด็ดขาด"
"แต่นายท่าน เราจะตัดมันยังไงหรือขอรับ? แค่ฟันมันลงมาดื้อๆ เลยหรือ?"
เห็นได้ชัดว่าปาร์กเกอร์รู้ดีว่าต้นไม้เหล่านี้ล้ำค่าและมีราคาแพงลิ่วเพียงใด เขาจึงไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม
เลวี่จึงหันไปมองจอห์น
"จอห์น ช่วยสอนทุกคนหน่อยสิว่าต้องตัดต้นลูกศรพวกนี้ยังไง!"
จอห์นพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินนำปาร์กเกอร์และคนอื่นๆ ไปสาธิตวิธีการตัดต้นลูกศรในทันที
เขาสอนวิธีตัดต้นลูกศรให้กับปาร์กเกอร์และคนอื่นๆ พร้อมทั้งอธิบายวิธีสังเกตและจำแนกขนาดของต้นลูกศรแต่ละระดับไปด้วย
หลังจากสอนอยู่พักหนึ่ง จอห์นก็เดินกลับมาหาเลวี่ วิธีการนั้นแสนจะง่ายดาย ปาร์กเกอร์และคนอื่นๆ ลองทำเพียงไม่กี่ครั้งก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้
เลวี่มองดูทุกคนกำลังขะมักเขม้นกับการตัดต้นลูกศร จากนั้นเขาก็หันไปมองจอห์น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
"จอห์น หลังจากที่พวกเคลย์กลับมาแล้ว ฉันจะให้พวกเขาคอยคุ้มกันนาย แล้วให้นายออกไปสำรวจพื้นที่รอบๆ เมืองพายุคลั่งดู เผื่อว่าจะพบทรัพยากรสำคัญอื่นๆ ในละแวกนี้อีก ท้ายที่สุดแล้ว ในหมู่พวกเราก็ไม่มีใครมีความรู้กว้างขวางเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์เท่านายอีกแล้วล่ะ"
"รับทราบขอรับ ท่านบารอน!" จอห์นตอบตกลง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ปาร์กเกอร์และคนอื่นๆ ก็ได้ทำการเก็บเกี่ยวต้นลูกศรที่มีขนาดได้มาตรฐานในป่าแห่งนี้จนหมดเกลี้ยง
พวกเขาเก็บเกี่ยวมาได้ทั้งหมด 862 ต้น โดยอิงตามเกณฑ์การประเมินของจอห์น สามารถแบ่งเป็นระดับหนึ่งได้ 523 ต้น และระดับสองอีก 339 ต้น
สาเหตุที่ไม่ปล่อยให้ต้นลูกศรระดับหนึ่งเหล่านั้นเติบโตจนกลายเป็นระดับสองนั้น จอห์นอธิบายว่า เป็นเพราะต้นลูกศรเหล่านี้มีความบกพร่องมาตั้งแต่ต้น ผนวกกับขาดแคลนสารอาหารในการหล่อเลี้ยง พวกมันจึงไม่สามารถเติบโตไปถึงระดับสองได้ หากเลวี่ต้องการบำรุงรักษาป่าต้นลูกศรแห่งนี้ให้ได้มาตรฐานระดับสองทั้งหมด เขาก็จำเป็นต้องลงทุนนำผลึกศิลาเวทมนตร์จำนวนมากมาฝังไว้ในพื้นที่ป่าแห่งนี้
เลวี่คิดทบทวนดูแล้วก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้น สถานการณ์ในตอนนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ท้ายที่สุด ต้นระดับหนึ่งก็ยังมีมูลค่าสูงอยู่ดี
จากนั้นเลวี่จึงสั่งการกับปาร์กเกอร์ว่า
"ปาร์กเกอร์ ป่าต้นลูกศรแห่งนี้จะต้องมีทหารสองหมู่คอยผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าอยู่ทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าหรือพวกทาสที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวบุกรุกเข้ามาทำลายต้นลูกศรเหล่านี้
ไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยนะ และสถานที่แห่งนี้ก็อยู่ห่างจากเมืองพายุคลั่งเพียงแค่สองกิโลเมตรเท่านั้น คงจะไม่มีอันตรายอะไรร้ายแรงหรอก หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงๆ ก็ให้รีบหนีกลับไปขอความช่วยเหลือที่เมืองพายุคลั่งทันที"
"รับทราบขอรับนายท่าน!"
ปาร์กเกอร์รีบจัดเตรียมกำลังทหารสองหมู่ให้อยู่เฝ้าคุ้มกันพื้นที่บริเวณนี้ทันที
ส่วนกำลังพลที่เหลือก็เดินตามเลวี่มุ่งหน้ากลับสู่เมืองพายุคลั่ง