- หน้าแรก
- ว่างงานอย่างหมา กลับบ้านอย่างพญา เพราะระบบกาวจัด
- บทที่ 51 ไพ่ตาย
บทที่ 51 ไพ่ตาย
บทที่ 51 ไพ่ตาย
บทที่ 51 ไพ่ตาย
หลังจากมื้อเที่ยงผ่านพ้นไป หยางซือซือก็กล่อมถวนถวนจนหลับปุ๋ยไปในช่วงบ่าย
เมื่อลูกสาวหลับสนิท หยางซือซือก็ยืนลังเลอยู่หน้าห้องของโจวจือพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูในที่สุด
เธอพบว่าเขากำลังนอนพักผ่อนอยู่เช่นกัน
"เมื่อคืน... พวกเรา..."
"ใช่ครับ" โจวจือไม่ได้คิดจะปิดบังความจริง
เมื่อได้ยินคำตอบที่ตรงไปตรงมา น้ำเสียงของหยางซือซือก็เจือไปด้วยความตัดพ้อ "ฉันเมาขนาดนั้น ทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคะ"
พูดจบเธอก็แอบเสียใจ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจจะพูดจริงๆ เธอแค่อยากจะหาทางลงให้ตัวเอง โดยทำเหมือนว่ามันเป็นแค่ 'ความผิดพลาดอันงดงาม' เท่านั้น
ใครจะไปคิดล่ะว่า พอเธอพูดจบ โจวจือจะรีบสวนกลับมาทันควัน "พี่ซือซือครับ พูดแบบนั้นไม่ได้นะครับ"
แน่นอนว่าเขาต้องปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ในแง่ของผลลัพธ์ เขาเป็นคนลงมือทำจริงๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าเธอจะโยนความผิดทั้งหมดมาให้เขา และมองว่าเขาเป็นพวกฉวยโอกาสหน้าไหว้หลังหลอกล่ะก็ เขาก็พร้อมจะงัดหลักฐานมาสู้ตายเหมือนกัน
"เอ๊ะ" หยางซือซือเริ่มอารมณ์ไม่ดี คุณเป็นผู้ชาย ได้ทำเรื่องแบบนั้น แถมยังได้เสวยสุขไปเต็มๆ แต่ฉันสิที่ไม่ได้สติ แล้วนี่คุณยังมีหน้ามาเถียงฉันอีกเหรอ
หมายความว่ายังไง นี่กลายเป็นความผิดของฉันงั้นสิ
เมื่อเห็นว่าหยางซือซือเริ่มมีน้ำโห โจวจือก็ตระหนักได้ว่าตัวเองอาจจะพูดจาหุนหันพลันแล่นไปหน่อย เขาจึงรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "ผมไม่ได้หมายความว่าพี่เป็นคนผิดนะ แต่นี่พี่จำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยจริงๆ เหรอครับ"
หยางซือซือหน้าแดงระเรื่อ เธอพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน
"งั้นเดี๋ยวผมช่วยทบทวนความจำให้ก็แล้วกัน"
โจวจือถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "พี่พอจะจำตอนที่ตัวเองเริ่มเมาได้ใช่ไหมครับ"
หยางซือซือพยักหน้ารับ เพราะเธอจำได้ลางๆ ว่าตัวเองร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในอ้อมกอดของโจวจือ
"หลังจากที่พี่เมา พี่ก็เข้ามากอดผมแล้วก็ร้องไห้โฮเลย ร้องไปร้องมา พี่ก็เริ่มพูดจาเพ้อเหมือนเด็กๆ ถามผมว่าถ้าพี่จีบผม ผมจะยอมคบด้วยไหม ถามว่าสิ่งที่พี่ทำมันดูเป็นผู้หญิงใจง่ายหรือเปล่า แถมยังบอกอีกนะว่าพี่แอบฝันว่าได้จูบผม เท่านั้นยังไม่พอ พี่ยังดึงดันจะลูบซิกซ์แพ็กผมให้ได้อีก..."
หยางซือซือหน้าแตกยับเยิน เธอรีบยกมือขึ้นห้ามและก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ "พอแล้วๆๆ หยุดพูดเถอะค่ะ น้องชาย ฉันขอร้องล่ะ เลิกพูดเถอะนะ"
หยางซือซือไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะทำเรื่องน่าอายสารพัดอย่างตอนที่เมาแอ๋ เธออาจจะทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ด้วยพฤติกรรมยั่วยวนเบอร์นั้น คงยากที่จะมีผู้ชายคนไหนทนฝืนใจเป็นพระอิฐพระปูนอยู่ได้
เธอยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ช็อกจนพูดอะไรไม่ออก ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงได้เอ่ยปากแก้ตัวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ปกติฉันไม่ได้เป็นคนแบบนี้นะคะ"
ไม่รู้เหมือนกันว่าประโยคนี้ตั้งใจจะบอกเขาหรือบอกตัวเองกันแน่
โจวจือพยายามพูดให้เธอสบายใจ "เมาแล้วคุมสติไม่อยู่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ พี่ไม่ต้องเก็บไปคิดมากหรอก ตอนเมาคนเรามันก็ห้ามใจตัวเองยากทั้งนั้นแหละ เอาเป็นว่าผมก็มีส่วนผิดที่ปล่อยเลยตามเลย ไม่น่าทำแบบนั้นเลยจริงๆ ครับ"
เมื่อได้ยินโจวจือพูดยอมรับผิด หยางซือซือก็รีบรับลูกต่อ "มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ คุณไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอกนะคะ"
พวกเราก็โตๆ กันแล้ว เรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ
คุณไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรฉันหรอก ไม่เป็นไรเลยจริงๆ
แต่จู่ๆ โจวจือก็เปลี่ยนท่าทีไปเป็นคนละคน "พี่พูดแบบนั้นไม่ได้นะครับ ทำแล้วก็ต้องกล้ารับสิ ถึงพี่จะไม่ต้องการให้ผมรับผิดชอบ แต่ผมก็ไม่ยอมเป็นไอ้หน้าตัวเมียที่ทำแล้วทิ้งหรอกนะครับ"
คำพูดประโยคนี้ช่วยปลอบประโลมจิตใจของหยางซือซือได้อย่างน่าประหลาด เธอยิ้มออกมาบางๆ "ฉันไม่ได้โกรธโทษคุณเลยนะคะ แล้วก็ไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ด้วย"
ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็เป็นแค่แม่ม่ายลูกติด แถมอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของเธอตอนนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่มีเงินเก็บอยู่บ้าง แล้วก็หน้าตาที่พอจะไปวัดไปวาได้
แต่ของพวกนี้มันเอามาผูกมัดผู้ชายตรงหน้าไม่ได้หรอก
เธอเคยเจอผู้ชายที่เพียบพร้อมมาก็เยอะ แม้แต่อดีตสามีของเธอ ในอดีตก็เคยเป็นคนที่โดดเด่นมากคนหนึ่ง ถึงแม้จะเทียบกับโจวจือไม่ติดฝุ่นเลยก็เถอะ
แต่คนพวกนั้นก็มักจะมีเรื่องผู้หญิงเข้ามาพัวพันไม่ขาดสาย
คนเก่งๆ มักจะไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งตลอดไปหรอก
เมื่อปมในใจถูกคลายออก ความรู้สึกเสียดายก็เข้ามาแทนที่ "อุตส่าห์ยอมเปลืองตัวทั้งที แต่ดันจำอะไรไม่ได้เลยเนี่ยนะ..."
ถึงเธอจะบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ด้วยความที่ห้องนั้นเงียบสงัด ผนวกกับประสาทสัมผัสของโจวจือที่ได้รับการอัปเกรดให้หูไวตาไวขึ้น เขาจึงได้ยินสิ่งที่เธอพูดอย่างชัดเจน
โจวจือยิ้มมุมปาก ค่อยๆ สาวเท้าเข้าไปหาหยางซือซือ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าอันงดงามของเธอ "พี่ซือซือครับ ในเมื่อพี่ไม่อยากให้ผมรับผิดชอบ... งั้นผมว่าพี่แหละที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบผม พี่จะว่ายังไงครับ"
หยางซือซือชะงักไปครู่หนึ่ง คาดไม่ถึงว่าโจวจือจะมาไม้นี้ เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตรงหน้า เธอก็รู้ทันทีว่าเขากำลังแกล้งหยอกเธอเล่น
ด้วยความเขินอายปนหมั่นไส้ เธอจึงยกมือขึ้นฟาดต้นแขนเขาเบาๆ "จะให้ฉันรับผิดชอบคุณเหรอคะ งั้นให้ฉันโอนค่าตัวค้างคืนให้เลยดีไหม"
โจวจือคว้าหมับเข้าที่มือของเธอ รั้งตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดกัน ราวกับระลอกคลื่นแห่งความปรารถนาที่กำลังสาดซัด
"ผมไม่ได้อยากได้ค่าตัวค้างคืนสักหน่อย พี่เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย"
"แล้วคุณอยากได้อะไรล่ะคะ" หยางซือซือเม้มริมฝีปาก สบประสานสายตากับโจวจืออย่างไม่ลดละ
โจวจือไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เขาเพียงแค่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมาหยุดที่ริมฝีปากสีเชอร์รี่ของเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นไปสบตากันอีกครั้ง
โจวจือรู้ดีว่าอีกฝ่ายเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
และหยางซือซือก็รู้ดีว่าเขารู้ว่าเธอเข้าใจ
แต่เธอก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป ถึงแม้จะรู้ตัวว่าคงจะตีหน้าซื่อไปได้อีกไม่นานก็เถอะ
เธอซบหน้าลงบนไหล่กว้างของโจวจือ ถอนหายใจออกมาเบาๆ "ฉันแก่กว่าคุณตั้งเยอะ เคยแต่งงานมาแล้ว แถมยังมีลูกติดอีก เราสองคนดูยังไงก็ไม่เหมาะสมกันเลยนะคะ"
"งั้นเราก็ไม่ต้องไปคาดหวังถึงจุดจบสิครับ"
คำพูดประโยคนี้อาจจะฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนัก
แต่หยางซือซือก็เลยวัยที่จะมานั่งเพ้อฝันถึงความรักใสๆ แบบเด็กสาวมานานแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตแต่งงานที่ผ่านมาของเธอ ไม่เคยได้รับความสำคัญหรือการดูแลเอาใจใส่ที่แท้จริงเลย
ไม่มีคำสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป ไม่มีแม้แต่คำหวานหูที่กระซิบข้างหมอน
แต่โจวจือกลับมอบความสัมพันธ์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปให้กับเธอ
มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองเลยสักนิด เพราะเธอเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องนั้น
สิ่งที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดคือ หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกัน เขาแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความรู้สึกของเธอเสมอ ทั้งที่เขาอายุน้อยกว่าเธอตั้งหลายปี
เขามีอารมณ์ขัน กล้าตัดสินใจ และมีความสุขุมเยือกเย็น
ความเพียบพร้อมของเขาทำให้เธอหลงใหล แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอไม่กล้าเปิดใจรับเขาเข้ามา
ในเมื่ออีกฝ่ายก็ปรารถนาในตัวเธอ และเธอก็ไม่มีอะไรจะต้องเสีย ทำไมเธอถึงไม่ตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ ปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับรสสัมผัสทางกายแทนล่ะ
พอความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว หัวใจของเธอก็เริ่มเต้นรัวและแรงขึ้น
ในเมื่อคนสองคนสามารถตักตวงความสุขร่วมกันได้โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร แล้วทำไมจะต้องไปยึดติดกับสถานะหรือผลลัพธ์ในบั้นปลายด้วยล่ะ
ต่อให้ยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา แล้วมันจะต่างอะไรกันนักเชียว
เธอเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ทะเบียนสมรสแผ่นนั้นที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องพันธนาการ แท้จริงแล้วมันเปราะบางยิ่งกว่ากระดาษเสียอีก
ปล่อยให้พายุอารมณ์มันพัดพาไปเถอะ
หยางซือซือแอ่นอกขึ้นรับจุมพิตจากเขา
และแล้วฉันก็พ่ายแพ้ต่อความปรารถนา...
เมื่อบทเพลงหนึ่งจบลง เสียงดนตรีก็บรรเลงท่อนต่อไป และการเต้นรำอันเร่าร้อนก็ดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เริ่มแรกด้วยเพลง 'สูดหายใจลึกๆ' หลับตาลง ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับออกซิเจนที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก และเสียงกระซิบอันแสนหวานที่ทำลายกำแพงแห่งระยะห่างจนหมดสิ้น...
คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นพายุลูกใหม่ก็ตามมาติดๆ ราวกับพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่...
ต่อด้วยลีลาแมวเปอร์เซียสุดยั่วยวน เธอคือแสงสว่าง เธอคือกระแสไฟฟ้า...
แล้วจบลงด้วยการฟาดฟันอันดุดันราวกับกระบองของซุนหงอคง ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นเถ้าถ่าน...
ยังไม่จบแค่นั้น ฉันยังคงวิ่งทะยานต่อไปด้วยความเร็วเจ็ดสิบไมล์ต่อชั่วโมง รู้สึกอิสระเสรีราวกับนกที่โบยบิน หวังเพียงว่าเส้นชัยข้างหน้าจะเป็นทะเลอีเจียนอันแสนงดงาม...
และท้ายที่สุด ท่วงทำนองอันอ้อยอิ่งของเพลง 'เธอคือสายลม ฉันคือผืนทราย' ก็ดังกังวานก้องไปทั่วทั้งดินแดน...
คราวก่อนฉันเมาจนไร้สติ ความพยายามทั้งหมดจึงสูญเปล่า
แต่คราวนี้ฉันมีสติครบถ้วน และมันก็เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจจนยากจะลืมเลือน
โจวจือเอ่ยแซวทีเล่นทีจริง "ทีนี้พี่รู้หรือยังครับ ว่าราคาของการรับผิดชอบมันต้องจ่ายด้วยอะไร"
"แค่นี้เองเหรอคะ" หยางซือซือยิ้มท้าทาย
"โอ๊ยตายแล้ว" โจวจือร้องประท้วง นี่ร่างกายที่ถูกอัปเกรดมาอย่างดีของเขา มันไม่มีความหมายเลยเหรอเนี่ย
"มาเลย คืนนี้เรามาดวลกันสักสามร้อยยกไปเลย"
"ไว้ชีวิตฉันเถอะค่ะ ปล่อยฉันไปเถอะนะ" หยางซือซือพยายามผลักไสเขาออกไป
แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
หยางซือซือต้องร้องขอชีวิตอีกหลายต่อหลายครั้ง กว่าศึกรักครั้งนี้จะยุติลง
ทั้งสองคนต่างก็มัวเมาไปกับห้วงอารมณ์ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสัญชาตญาณทางกายและความขัดแย้งในใจที่ถูกปลดล็อก
"ไอ้เด็กบ้า พักรบกันสักสองสามวันเถอะ ขืนดวลกันแบบนี้ทุกวัน ร่างกายฉันรับไม่ไหวหรอกนะ"
และแล้ว เวลาแห่งความสุขก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็น
ได้เวลาเปิดวงไพ่
หยางซือซือแอบด่าตัวเองในใจ 'หยางซือซือเอ๊ย ทำไมเธอถึงทำตัวแบบนี้นะ อุตส่าห์ถือศีลกินเจมาตั้งห้าปี ดันมาตบะแตกพังพินาศหมดภายในวันเดียว แถมเธอยังจะถลำลึกไปในเส้นทางแห่งความเสื่อมทรามนี้ต่อไปอีกงั้นเหรอ'
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวันของวันใหม่
ทั้งสองคนยังคงตัวติดกันเป็นตังเม แทบจะไม่ยอมห่างกันเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของโจวจือก็แผดเสียงร้องดังกังวาน เป็นสายเรียกเข้าจากแม่ของเขานั่นเอง
ทันทีที่เขากดรับสาย เสียงละล่ำละลักของแม่ก็ดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "ลูกจือ เกิดเรื่องใหญ่ที่บ้านคุณลุงแล้ว รีบมาหาแม่เดี๋ยวนี้เลยนะ เราจะไปที่นั่นด้วยกัน"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับแม่"
"แม่ก็ยังไม่รู้รายละเอียดหรอก แต่เห็นว่าลูกพี่ลูกน้องของแกกำลังจะขอหย่าน่ะสิ"
ถ้าโจวจือจำไม่ผิด พวกเขาเพิ่งจะแต่งงานกันไปเมื่อปีที่แล้วนี่เองไม่ใช่เหรอ