เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - เข้าเมืองถิงโจว

บทที่ 14 - เข้าเมืองถิงโจว

บทที่ 14 - เข้าเมืองถิงโจว


บทที่ 14 - เข้าเมืองถิงโจว

★★★★★

หลังจากรอนแรมเดินทางมาหลายวัน ทั้งหกคนก็ดูซูบผอมและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในแววตาของพวกเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

ฟางหนานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "เสี่ยวอี่ การค้าขายราบรื่นดีไหม"

พวกเสี่ยวอี่หันมามองหน้ากัน ก่อนจะช่วยกันยกโต๊ะตัวหนึ่งมาวางแหมะไว้ตรงหน้าฟางหนาน

จากนั้นแต่ละคนก็ล้วงเอาถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ พอเทของในถุงออกมา ก้อนทองคำสีเหลืองอร่ามก็กองสุมกันเป็นภูเขาย่อมๆ อยู่บนโต๊ะ

เสี่ยวอี่ยิ้มแฉ่งแล้วรายงาน "ท่านหัวหน้าหน่วย การค้ารอบนี้ราบรื่นสุดๆ ไปเลยขอรับ พวกเราขายของได้ทองคำมาทั้งหมดสี่ร้อยยี่สิบตำลึงเชียวนะขอรับ"

ฟางหนานมองกองทองคำตรงหน้าด้วยความดีใจ พรุ่งนี้เขาจะสามารถไปเหมาซื้อยุทโธปกรณ์ที่กรมคลังอาวุธในเมืองได้แล้ว

"เรียกพี่น้องทุกคนมารวมตัวกันหน่อย ข้ามีเรื่องจะประกาศ" ฟางหนานออกคำสั่ง

ทหารทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกว้าง แม้แต่ทหารสองคนที่เฝ้ายามอยู่บนหอสังเกตการณ์ก็ถูกเรียกให้ลงมายืนข้างๆ ฟางหนานด้วย

ฟางหนานกวาดสายตามองทหารทั้งสิบนายที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วพูดขึ้นว่า "เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของพี่น้องทุกคนในช่วงที่ผ่านมา ข้าจะตกรางวัลให้พวกเจ้า มารับทองคำไปคนละสิบตำลึงซะ"

พอได้ยินดังนั้น เสียงลมหายใจของพวกลูกน้องก็เริ่มหอบถี่และหนักหน่วงขึ้น สายตาที่จับจ้องไปยังกองทองคำเต็มไปด้วยความคาดหวัง

เงินเดือนของทหารชายแดนแห่งราชวงศ์ต้าฉู่ตกเดือนละสองตำลึงเงิน ทองคำสิบตำลึงมีค่าเท่ากับเงินเดือนของพวกเขาถึงห้าปีเต็มๆ

ฟางหนานมองท่าทางของพวกลูกน้องแล้วก็อดขำไม่ได้ "ดูทำหน้าเข้าสิ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วหรือ วันข้างหน้ายังมีให้มากกว่านี้อีกเยอะ เอ้า รีบเข้ามารับทองไปได้แล้ว"

ฟางหนานหยิบก้อนทองคำแจกใส่มือลูกน้องทีละคนด้วยตัวเอง ทหารที่รับทองไปต่างก็รีบเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม

พอแจกทองเสร็จ ฟางหนานก็ไม่ลืมที่จะกำชับ "ห้ามใครเอาทองพวกนี้ไปผลาญกับการกินดื่มเที่ยวเตร่เด็ดขาด ให้เก็บหอมรอมริบเอาไว้เป็นสินสอดขอเมียในอนาคต เข้าใจไหม"

ทหารทุกคนพากันพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน

ทว่าจางต้าซานไอ้หนุ่มผิวคล้ำกลับทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา

ฟางหนานรีบเดินเข้าไปถาม "ต้าซาน เป็นอะไรไปน่ะ"

จางต้าซานเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมาตอบ "ท่านหัวหน้าหน่วย ข้าดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ต่างหากขอรับ"

"โธ่เอ๊ย" หวังปากกว้างลูบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ "ทำเอาพวกเราตกใจหมด นึกว่าเป็นอะไรไปซะอีก"

จางต้าซานอธิบายทั้งน้ำตาว่าบ้านเขายากจนมาตั้งแต่เด็กแถมยังมีพี่น้องอีกหลายคน ตอนแรกที่มาเป็นทหารก็หวังจะได้เงินเดือนไปจุนเจือครอบครัว

แต่ผ่านมาหลายปีเงินที่ส่งไปก็แทบจะไม่พอยาไส้ คราวนี้ท่านหัวหน้าหน่วยแจกทองคำให้ก้อนโต ในที่สุดคนที่บ้านก็จะได้กินข้าวอิ่มท้องเสียที

พอคิดถึงตรงนี้เขาก็เลยอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ

ฟางหนานตบไหล่จางต้าซานเบาๆ "นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น วันข้างหน้าเงินที่หาได้จะทำให้ครอบครัวของเจ้าซื้อที่ดินสร้างบ้านใหม่และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้แน่นอน ข้ารับรอง"

หวังปากกว้างพูดเสริมขึ้นมา "แถมยังมีเงินไปขอเมียสวยๆ ได้อีกด้วยนะ"

ทุกคนได้ยินก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ฟางหนานหันไปสั่งเสี่ยวอี่กับหวังปากกว้าง "พรุ่งนี้พวกเจ้าสองคนเข้าเมืองไปกับข้านะ เราจะไปซื้ออุปกรณ์ชุดใหม่ให้พี่น้องทุกคนกัน"

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟางหนานก็นำเสี่ยวอี่และหวังปากกว้างมุ่งหน้าสู่เมืองถิงโจว

ฟางหนานขี่เจ้าพายุ ส่วนเสี่ยวอี่กับหวังปากกว้างรับหน้าที่บังคับรถม้าคนละคัน

พวกเขาเดินทางไปตามถนนสายหลักราวสิบกว่าลี้ ก็มาถึงหน้ากำแพงเมืองถิงโจว

กำแพงเมืองทอดยาวหลายลี้และสูงลิบลิ่ว ประตูเมืองขนาดใหญ่เปิดกว้างต้อนรับผู้คนและเกวียนสินค้าที่สัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย

พอผ่านประตูเมืองเข้ามา ก็พบกับถนนสายหลักที่คึกคักพลุกพล่าน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ เรียงรายเป็นทิวแถว

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ฟางหนานได้เข้ามาในตัวเมืองนับตั้งแต่ทะลุมิติมา พอได้เห็นสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตผู้คน ก็รู้สึกว่ามันช่างคล้ายคลึงกับยุคฮั่นและถังในหน้าประวัติศาสตร์เสียเหลือเกิน

เสี่ยวอี่รับหน้าที่เป็นคนนำทางพาทั้งสามคนมาจนถึงจวนผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองถิงโจว

ฟางหนานยังจำได้ดีตอนที่ออกจากเมืองหลวง พ่อบ้านชราเคยบอกไว้ว่าผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองถิงโจวคนปัจจุบันเคยเป็นทหารองครักษ์ของท่านปู่มาก่อน

ผู้บัญชาการทหารประจำแต่ละเมืองถือเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสี่ขั้นรอง ซึ่งต่ำกว่าตำแหน่งเจ้าเมืองอยู่หนึ่งขั้น แต่มีอำนาจสั่งการทางทหารสูงสุด

จวนผู้บัญชาการทหารตั้งอยู่ริมถนนสายใหญ่ กินพื้นที่กว้างขวางอลังการ หน้าประตูจวนมีทหารองครักษ์รูปร่างสูงใหญ่ยืนเฝ้าอยู่อย่างน่าเกรงขาม

ฟางหนานบอกให้เสี่ยวอี่กับหวังปากกว้างยืนรออยู่ข้างๆ ส่วนตัวเองก็หิ้วของขวัญเดินตรงไปที่ประตูจวน

เพิ่งจะเหยียบขึ้นบันไดไปได้แค่สองขั้น ทหารองครักษ์ที่เป็นหัวหน้าชุดก็ก้าวออกมาขวางทาง "หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ เจ้ามีธุระอะไร"

ฟางหนานประสานมือคารวะพร้อมกับส่งยิ้มให้ "พี่ชาย ข้าน้อยคือหัวหน้าหน่วยประจำป้อมสัญญาณไฟนอกเมือง มีธุระสำคัญอยากจะขอเข้าพบท่านนายพลขอรับ"

ทหารองครักษ์กวาดสายตามองชุดเครื่องแบบทหารชั้นผู้น้อยของฟางหนานตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วทำหน้าลำบากใจ "น้องชาย ท่านนายพลมีภารกิจรัดตัว เกรงว่าคงไม่มีเวลามาพบเจ้าหรอกนะ"

ฟางหนานแอบยัดก้อนเงินเศษน้ำหนักราวสองตำลึงใส่มือทหารองครักษ์อย่างแนบเนียน "รบกวนพี่ชายช่วยเป็นธุระเข้าไปรายงานให้หน่อยเถอะ แค่บอกว่าฟางหนานจากตระกูลฟางแห่งเมืองหลวงขอเข้าพบก็พอขอรับ"

ทหารองครักษ์พอได้สัมผัสก้อนเงิน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที "ในเมื่อเป็นพี่น้องทหารด้วยกัน จะมัวเกรงใจกันไปทำไมล่ะ รอก่อนนะน้องชาย เดี๋ยวข้าจะเข้าไปรายงานให้เดี๋ยวนี้แหละ"

พูดจบทหารองครักษ์ก็หมุนตัวเดินเข้าไปในจวน ฟางหนานได้แต่แอบส่ายหัวอยู่ในใจ ไม่ว่าจะอยู่โลกไหนเงินก็ยังคงเป็นพระเจ้าเสมอสินะ

ผ่านไปไม่นาน ทหารองครักษ์คนเดิมก็เดินกลับออกมา "น้องชาย ท่านนายพลอนุญาตให้เข้าพบแล้ว ตามข้ามาเลย"

หลังจากเดินผ่านลานกว้างหลายชั้น พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารที่ตกแต่งอย่างประณีตงดงาม ทหารองครักษ์ร้องตะโกนรายงานอยู่หน้าประตู "เรียนท่านนายพล พาตัวคนมาถึงแล้วขอรับ"

"เข้ามาได้" เสียงทุ้มกังวานของชายวัยกลางคนดังทะลุออกมาจากด้านใน

ฟางหนานเอ่ยขอบคุณทหารองครักษ์ ก่อนจะหิ้วของขวัญก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่

ตรงกลางห้องโถงมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าไหมสีเขียวครามและสวมรองเท้าหนังของทางการ

ชายวัยกลางคนรูปร่างล่ำสันบึกบึน ใบหน้าดูดุดันน่าเกรงขาม เส้นผมถูกรวบมัดเป็นมวยด้วยผ้าคาดผม หนวดเครางามยาวถึงสองฟุตทิ้งตัวสยายอยู่บนหน้าอก ดวงตาหรี่เล็กทอประกายแหลมคมขณะกวาดตามองฟางหนาน

ฟางหนานวางของขวัญลงบนพื้น แล้วทำความเคารพแบบทหารอย่างเต็มพิธีการ "ผู้น้อยฟางหนาน หัวหน้าหน่วยประจำป้อมสัญญาณไฟ ขอคารวะท่านนายพลขอรับ"

ท่านนายพลผู้นี้มีชื่อว่า หวังเถี่ยซาน เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของท่านปู่เจิ้นกั๋วกง

หลังจากที่สนับสนุนให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์สำเร็จ ท่านปู่เจิ้นกั๋วกงก็คืนอำนาจทางทหารและสั่งยุบหน่วยองครักษ์ส่วนตัว

แต่ถึงอย่างนั้นท่านปู่ก็ยังจัดการฝากฝังอนาคตให้กับอดีตองครักษ์ทุกคน ด้วยบารมีของท่านปู่บวกกับความพยายามของตัวเอง หวังเถี่ยซานจึงไต่เต้าขึ้นมาจนได้เป็นถึงผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองระดับสี่ขั้นรองในปัจจุบัน

"เมื่อครู่นี้ทหารยามมารายงานว่าเจ้าเป็นคนของตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง ไม่ทราบว่าเจ้าคือ..." หวังเถี่ยซานเอ่ยถาม

ฟางหนานประสานมือตอบ "เรียนท่านนายพล ท่านปู่เจิ้นกั๋วกงคือบรรพบุรุษของข้าน้อยเอง ผู้น้อยเป็นหลานชายคนโตของตระกูลหลักขอรับ"

หวังเถี่ยซานพอได้ยินก็รีบผุดลุกขึ้นยืนทันที "ที่แท้ก็เป็นคุณชายน้อยนี่เอง รีบเชิญนั่งเร็วเข้า เด็กๆ ยกน้ำชามาให้คุณชายหน่อย"

ฟางหนานรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน "มิกล้าขอรับ ท่านคืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดของท่านปู่ ให้ผู้น้อยเรียกท่านว่าท่านอา แล้วท่านก็เอ็นดูผู้น้อยเหมือนหลานชายคนหนึ่งจะดีกว่านะขอรับ"

หวังเถี่ยซานดีใจจนหน้าบาน "งั้นข้าก็ขอรับเกียรตินี้ก็แล้วกันนะหลานชาย ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงต้องมาระหกระเหินอยู่ที่ชายแดนกันล่ะเนี่ย"

ตอนที่ฟางหนานถูกท่านปู่เนรเทศมาดัดนิสัยที่กองทัพชายแดน ทางจวนไม่ได้ส่งข่าวบอกขุนนางคนไหนเลย ยิ่งไปกว่านั้นตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเล็กๆ ก็ไม่ได้สลักสำคัญพอที่จะให้ระดับนายพลต้องลงมาดูแลด้วยตัวเอง

ฟางหนานยิ้มแหยๆ แล้วอธิบาย "เนื่องจากข้าน้อยมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ท่านปู่เลยอยากให้ข้าน้อยมาขัดเกลานิสัยในกองทัพชายแดนสักพักน่ะขอรับ"

หวังเถี่ยซานหัวเราะลั่น "ท่านกั๋วกงเฒ่าก็แค่หวังดีกับเจ้านั่นแหละ วางใจเถอะหลานชาย หากมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรก็รีบมาหาข้าได้เลยไม่ต้องเกรงใจ"

"ขอบพระคุณท่านอามากขอรับ" ฟางหนานเปิดกล่องของขวัญที่นำมาด้วย แล้วหยิบไหเหล้าเพลิงบาดคอสองไหกับเกลือบริสุทธิ์ถุงใหญ่อีกสองถุงขึ้นมาวางบนโต๊ะของหวังเถี่ยซาน

หวังเถี่ยซานแกล้งทำหน้าบึ้งตึง "เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ มาเยี่ยมเยียนข้าทั้งทีต้องเอาของนอกกายพวกนี้มาด้วยหรือ"

ฟางหนานยิ้มบางๆ จัดการเปิดฝาไหเหล้าและแกะเชือกถุงหนังสัตว์ออก "นี่เป็นของที่ข้าน้อยพกติดตัวมาจากเมืองหลวง ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากหลานชาย ขอท่านอาโปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ"

ธรรมดาของชายชาติทหารย่อมชื่นชอบการร่ำสุรา พอได้กลิ่นหอมหวนรุนแรงของสุราชั้นเลิศโชยมาเตะจมูก หวังเถี่ยซานก็อดใจไม่ไหวต้องชะโงกหน้าไปสูดดมกลิ่นเหล้าจากในไหฟื้ดใหญ่

จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปหยิบเกลือบริสุทธิ์ขึ้นมาหยิบมือหนึ่ง ลองดมกลิ่นและแตะลิ้นชิมรสดู ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความทึ่ง

"ในเมื่อเป็นน้ำใจจากหลานชาย งั้นอาคนนี้ก็ขอหน้าด้านรับไว้ก็แล้วกันนะ" หวังเถี่ยซานคิดในใจว่าของพวกนี้ไม่ใช่ทองคำหรือเงินก้อนโต รับไว้คงไม่น่าเกลียดอะไร อีกอย่างเหล้านี่มันก็ช่างหอมยวนใจเสียเหลือเกิน

หวังเถี่ยซานรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก เขาหันไปถามฟางหนาน "ว่าแต่การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ หลานชายมีธุระสำคัญอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่าล่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - เข้าเมืองถิงโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว