- หน้าแรก
- ฉันคือศัตรูระดับเทพของโลกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 8 ความสามารถใหม่! [หน้ากากลวงตา] [แส้กระดูก]
บทที่ 8 ความสามารถใหม่! [หน้ากากลวงตา] [แส้กระดูก]
บทที่ 8 ความสามารถใหม่! [หน้ากากลวงตา] [แส้กระดูก]
บทที่ 8 ความสามารถใหม่! [หน้ากากลวงตา] [แส้กระดูก]
ใกล้จะถึงช่วงเช้ามืด หลีเกอและคณะถึงเพิ่งถูกส่งตัวไปยังจุดกักกันชั่วคราวบริเวณชานเมืองซี
เดิมทีจุดกักกันแห่งนี้เป็นนิคมอุตสาหกรรม สถานที่พักเห็นได้ชัดว่าเป็นการเกณฑ์ใช้อาคารสำนักงานและโรงงาน
หลังจากพวกของหลีเกอลงจากรถ ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยกำลังต่อแถวเพื่อรับการตรวจความปลอดภัย
"ทำไมยังต้องตรวจความปลอดภัยอีก..." มีเพื่อนนักเรียนบ่นพึมพำเสียงเบา
บนใบหน้าของคนจำนวนไม่น้อยเผยให้เห็นถึงความหงุดหงิดและเหนื่อยล้า ผ่านมาทั้งวัน ทุกคนต่างก็ประสาทตึงเครียด อาหารที่กินก็เป็นเพียงขนมปังและนมจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉิน สำหรับพวกเด็กมัธยมปลายที่กำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนแล้ว มันไม่อิ่ม ไม่อิ่มเลยจริงๆ!
พอคนเราหิว ก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้นไปอีก
ในตอนนั้นเอง บริเวณจุดตรวจก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังติ๊ดๆๆ ขึ้นมา
คนจำนวนมากต่างชะเง้อหน้าไปดู ท่ามกลางเสียงความวุ่นวาย เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังแหลมและดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ
"มีสิทธิ์อะไรมายึดมีดของฉัน—"
"เอามีดคืนมาให้ฉันนะ!!"
"ฉันไม่กักตัวแล้ว เอามีดคืนมาให้ฉันนะ อ๊าก—"
"เมื่อคืนนี้*&&@#..."
คำพูดหลังจากนั้นของชายคนดังกล่าวฟังดูอู้อี้เหมือนคนละเมอ ไม่นานเขาก็ถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดป้องกันเชื้อไพล่หลังพาดึงตัวไปยังพื้นที่กักกันอีกแห่ง
ภายในแถวที่กำลังเข้าคิว มีคนถอนหายใจและพูดขึ้นว่า "นี่เป็นคนที่เท่าไหร่ที่บ้าไปแล้วเนี่ย?"
"ไม่รู้สิ ผ่านไปเดี๋ยวเดียวก็โผล่มาแบบนี้อีกคน ไม่พกมีดอีโต้ก็พกขวาน ไม่รู้เหมือนกันว่าคนพวกนี้คิดอะไรอยู่ พอถูกยึดอาวุธก็ทำเหมือนกับจะขาดใจตาย ปากก็เอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อไม่หยุด!"
ท่ามกลางฝูงชน หลีเกอฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง พลางปรายตามองไปยังทิศทางที่ชายคนนั้นถูกพาตัวไป
คนอื่นฟัง 'คำละเมอ' ของชายคนนั้นไม่ออก แต่เธอฟังออก
สิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกแห่งฝันร้ายเมื่อคืน ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับผลึกฝันร้าย
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เรื่องราวในโลกแห่งฝันร้ายไม่สามารถเปิดเผยในโลกแห่งความเป็นจริงได้ คำพูดหรือตัวอักษรใดๆ จะกลายเป็นเสียงพึมพำที่ไร้ความหมายหรือรหัสที่อ่านไม่ออก
ในสายตาของคนทั่วไป ก็เป็นเพียงแค่คนที่พูดละเมอเหมือนคนบ้าเท่านั้น
หลีเกอดึงสายตากลับมา การได้ครอบครองผลึกฝันร้ายถือเป็นความโชคดี ซึ่งหมายความว่าจะสามารถรักษาความรู้สึกตัวเอาไว้ได้ตลอด
ทว่าในช่วงแรกเริ่ม มีหลายคนที่ไม่อาจปรับตัวเข้ากับ 'ความรู้สึกตัว' นี้ได้ กลับกลายเป็นคนบ้าในสายตาของคนทั่วไป นานวันเข้า คนบ้าก็ยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็บ้าไปแล้วจริงๆ และบางคนก็ถูกบังคับให้ต้องบ้า
สำหรับมีดที่ชายคนนั้นยืนกรานจะพกติดตัวให้ได้ อันที่จริงแล้วก็มีคุณสมบัติเหมือนกับค้อนเหล็กของหลีเกอและหนังสือปกแข็งของหลินซือเถา
ก่อนที่ทั้งสองโลกจะหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ความสามารถในโลกแห่งฝันร้ายจะไม่สามารถนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ยกเว้นแต่จะต้องอาศัยสื่อกลาง และอาวุธที่ถูกนำเข้าไปในโลกแห่งฝันร้ายเป็นครั้งแรก นั่นก็คือสื่อกลางเพียงหนึ่งเดียว
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลีเกอถึงเลือกใช้ค้อนเหล็กเป็นอาวุธ~
ก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้นี่แหละ
ติ๊ด—
เมื่อเครื่องสแกนกวาดผ่านกระเป๋านักเรียนของหลีเกอก็มีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น สีหน้าของผู้คนรอบข้างพลันแปรเปลี่ยนเป็นหวาดระแวงในทันที
"น้องนักเรียน รบกวนเปิดกระเป๋าแล้วให้ความร่วมมือในการตรวจค้นด้วย" เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลีเกอให้ความร่วมมือโดยการเปิดกระเป๋านักเรียนออก แล้วเทของลงบนโต๊ะตรวจค้น ตามมาด้วยเสียงดังก๊องแก๊ง
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมองดูอุปกรณ์เครื่องมือที่กองอยู่เต็มโต๊ะ สีหน้าภายใต้หน้ากากอนามัยดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
หลินซือเถาและคนอื่นๆ ที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังก็มีสีหน้าประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "หลีเกอ ทำไมเธอถึงพกอุปกรณ์เครื่องมือติดตัวมาเยอะขนาดนี้ล่ะ?"
หลีเกอ "ท่อที่บ้านพังน่ะ"
"เอ่อ..." เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จะยึดก็ดูเหมือนไม่จำเป็น จะไม่ยึดก็ดูเหมือนมีอะไรแปลกๆ ท่อน้ำแตกก็ไม่น่าจะต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้นี่นา?
หลีเกอ "พ่อแม่ฉันเสียชีวิตแล้ว ไม่มีเงินจ้างคนมาซ่อมที่บ้าน ก็เลยต้องซ่อมเอง อุปกรณ์พวกนี้ราคาแพงมากเลยนะ ฉันเก็บเงินซื้อมาตั้งนาน"
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย "..." ฉันนี่มันสมควรตายจริงๆ
สามนาทีต่อมา หลีเกอก็ผ่านด่านตรวจความปลอดภัยไปได้อย่างราบรื่น เธอลงไปนอนบนเตียงพับ ท่ามกลางสายตาเวทนาสงสารอย่างเห็นได้ชัดของครูชุยและพวกของหลินซือเถา
เหล่านักเรียนถูกจัดให้อยู่รวมกันในบริเวณเดียว คืนนี้กำหนดมาแล้วว่าคงไม่มีใครข่มตาหลับลง คนรอบข้างถ้าไม่โทรศัพท์ก็กำลังค้นหาข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ดังปะปนกันไปหมด
"พวกเธอเห็นรูปในเน็ตกันหรือเปล่า? เขาบอกว่ามีหลายคนที่นอนหลับไปแล้วก็ไหลตายไปเลย..."
"เขาว่าเป็นโรคติดต่อเหรอ?"
"ลูกพี่ลูกน้องฉันที่ทำงานอยู่กรมควบคุมโรคบอกมาว่า มันไม่ใช่โรคเลยสักนิด! แค่สมองตายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ..."
"สัญญาณถูกควบคุมแล้ว โพสต์อะไรไปก็โดนลบในพริบตา เพื่อนฉันก็บอกว่าหาโพสต์ที่มีไอพีของเมืองซีไม่เจอเลย เมื่อกี้แม่ฉันก็ร้องไห้ในสายโทรศัพท์ บอกว่าข้างนอกมีแต่รถทหาร ไม่ยอมให้ใครออกจากบ้าน นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่..."
ทั่วทั้งโถงกว้างอบอวลไปด้วยความหวาดผวาอันน่าอึดอัด แสงสว่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สาดส่องลงบนใบหน้าที่ยังคงตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยความสับสนทีละคน
คำว่า 'นอนหลับ' ดูเหมือนจะกลายเป็นคำสาปสุดสยอง ไม่มีใครกล้านอน และใครจะไปนอนหลับลงล่ะ?
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนแปลกแยก หลีเกอหยิบกะละมัง แปรงสีฟัน และผ้าเช็ดตัวที่แจกจ่ายให้เหมือนกันหมดเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน เสียงร้องไห้ของคนรอบข้างนั้น เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ผีเท่านั้นที่รู้ว่าเธอนั้นไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มมานานแค่ไหนแล้ว อย่างน้อยก่อนที่การนับถอยหลังครั้งต่อไปจะปรากฏขึ้น เธอก็สามารถหลับตาลงนอนได้อย่างสบายใจ!
หลายวันหลังจากนั้น
กลไกของรัฐทำงานอย่างเต็มกำลัง เมืองซีถูกประกาศควบคุมพื้นที่
ช่องทางรับข่าวสารที่ไม่เป็นทางการถูกตัดขาด อนุญาตให้คนเข้าแต่ไม่อนุญาตให้คนออก ภายนอกอ้างว่าเพื่อป้องกันโรคระบาด แต่แท้จริงแล้วเป็นการปิดกั้นข่าวสารและกักบริเวณบุคคลที่มีความผิดปกติ
ในด้านกระแสสังคม มีการกำหนดทิศทางข่าวออกสู่ภายนอกว่าเป็น "เหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขร้ายแรงในพื้นที่" พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่อื่นอยู่ในความสงบ ไม่เชื่อข่าวลือและไม่แพร่กระจายข่าวลือ
ส่วนภายในเมืองซีนั้นมีการกระจายเสียงผ่านวิทยุ รถลาดตระเวน และโดรนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน และให้ความร่วมมือในการตรวจร่างกาย
วิธีการเช่นนี้ถือว่าได้ผล อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ได้รับการปลอบประโลมให้สงบลงได้
หากเทียบกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแล้ว เหตุการณ์ 'ด้านสาธารณสุข' ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด และยังทำให้ผู้คนยังคงมีความหวังอยู่ได้
เพียงแต่ว่า ผู้คนที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ยังคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นเดิม
ยกเว้นหลีเกอ เธอถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน คุณภาพการนอนหลับอันดีเยี่ยมนั้น ทำให้ครูชุยมองแล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ 'เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ เลยน้า...'
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันที่สาม ทุกคนถูกจัดคิวให้เข้ารับการตรวจร่างกายชุดใหญ่ พอถึงตาที่หลีเกอต้องเจาะเลือด เลือดของเธอกลับไม่ยอมไหลเข้าไปในหลอดเก็บเลือดเสียที
พี่พยาบาลส่งเสียงเอ๊ะออกมา "หรือว่าแทงเข็มพลาดนะ..."
หางตาของหลีเกอกลับกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย ในวินาทีที่เข็มแทงทะลุเข้าไปและกำลังจะถูกดูดเลือดออกนั้น เธอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย
ไม่ใช่การแทงเข็มพลาด แต่เป็นความสามารถ [ฟื้นฟูเลือด] ของเธอถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยอัตโนมัติต่างหาก
แต่นี่มันเป็นไปไม่ได้สิ!
ตามปกติแล้ว เมื่อผู้ตื่นรู้กลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง หากต้องการใช้ความสามารถก็จำเป็นจะต้องผ่านสื่อกลาง ซึ่งก็คืออาวุธที่พกติดตัวเข้าไปในโลกแห่งฝันร้ายเป็นครั้งแรก อย่างเช่นค้อนเหล็กของหลีเกอนั่นไง
หรือว่าจะเป็นเพราะการเกิดใหม่ ชาตินี้เธอจึงไม่ต้องพึ่งพาสื่อกลาง ก็สามารถใช้ความสามารถในโลกแห่งความเป็นจริงได้แล้วงั้นหรือ?
หลีเกอระงับความพลุ่งพล่านในใจลง เธอควบคุมความสามารถ [ฟื้นฟูเลือด] เอาไว้ หลังจากนั้นเลือดก็ถูกเจาะออกมาได้อย่างราบรื่น เธอมองดูเลือดของตัวเองที่ถูกสูบออกไปหลายหลอด โดยไม่กลัวเลยว่าจะถูกตรวจพบความผิดปกติอะไร
ในชาติที่แล้วเธอเคยผ่านการตรวจสอบที่เป็นมืออาชีพยิ่งกว่านี้มาแล้ว นี่ถือเป็นความสามารถแฝงอย่างหนึ่งของการ [ฟื้นฟูเลือด] ซึ่งทำให้เธอสามารถควบคุมสภาพเลือดของตัวเองได้
หลังจากที่หลีเกอเข้ารับการตรวจร่างกายทุกขั้นตอนอย่างว่าง่ายแล้ว เธอก็เดินไปเข้าห้องน้ำด้วยสีหน้าปกติ เข้าไปในห้องส้วมแล้วลงกลอนประตู ด้วยความไม่วางใจ เธอจึงสอดส่องสายตามองดูรอบๆ บนล่างซ้ายขวาอย่างละเอียดอีกครั้ง
ในตอนนี้สามารถยืนยันความสามารถ [ฟื้นฟูเลือด] ได้แล้วว่าเธอสามารถนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ขั้นตอนต่อไปเธออยากจะลองดูว่าความสามารถใหม่ที่ได้รับมาหลังจากกินแก่นฝันร้ายเข้าไป จะสามารถนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อกลางได้หรือไม่
ตอนนี้หลีเกอเพ่งสมาธิไปที่กระดูกสันหลัง ไม่นานนัก เธอก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกฉีกขาดจากการถูกดันเปิดออกของผิวหนัง เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังมุดตัวออกมาจากกระดูกสันหลังของเธอ
หลีเกอรีบถอดเสื้อยืดออกอย่างรวดเร็ว สองมือยันกำแพงเอาไว้ ฝืนทนความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของผิวหนัง ร่างกายโค้งงอราวกับคันธนูด้วยความเจ็บปวด
หากภายในห้องน้ำมีกระจกเงา หลีเกอก็คงจะได้เห็นบริเวณกระดูกสันหลังของเธอนูนสูงขึ้นมา วินาทีต่อมา กระดูกสันหลังเส้นหนึ่งก็แทงทะลุผิวหนังมุดออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น บริเวณขากรรไกรล่างของหลีเกอก็ปรากฏหน้ากากกระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นมาบดบังใบหน้าของเธอเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เย็นชาและดุดัน
ห้านาทีต่อมา หลีเกอมองดูแส้กระดูกสันหลังในมือ แล้วเปิดกล้องหน้าโทรศัพท์มือถือเพื่อดูสภาพของตัวเองในตอนนี้
เธอกระตุกมุมปาก "บ้าอะไรเนี่ย..."
หน้ากากบนใบหน้าของเธอ... จะเรียกว่าหน้ากากกระดูกขาวก็กระไรอยู่ ดูเหมือนตะกร้อครอบปากในนิยายหรืออนิเมะแนวตัวอักษรบางประเภทเสียมากกว่า ทำไมล่ะ หรือว่าต่อไปเธอจะต้องกินคนงั้นเหรอ?
ส่วนผลลัพธ์ของหน้ากากชิ้นนี้ ทันทีที่หลีเกอสวมใส่ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า มันคือ [หน้ากากลวงตา]: ผู้ที่ครอบครอง [หน้ากากลวงตา] ในสายตาของสิ่งมีชีวิตจากฝันร้ายแล้ว คุณก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตฐานคาร์บอนธรรมดาที่ไร้ความน่ากินโดยสิ้นเชิง เมื่อสวม [หน้ากากลวงตา] แล้ว จะไม่มีใครสามารถมองทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณ หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคุณได้
นัยน์ตาของหลีเกอทอประกาย ความสามารถนี้มันยอดเยี่ยมไปเลย!
เธอสัมผัสถึงความสามารถของแส้กระดูกอีกครั้ง ซี้ด แส้เส้นนี้ มันกระหายเลือด...
ตอนนี้หลีเกอรู้สึกเหมือนในมือของเธอกำลังจูงหมาบ้าที่กระหายเลือดอยู่ตัวหนึ่ง แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะหาสิ่งมีชีวิตฐานคาร์บอนมาดูดเลือดสักสองสามอึก...
[กระหายเลือด] มีเพียงเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตจากฝันร้ายเท่านั้นที่จะทำให้มันอิ่มได้ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ สิ่งมีชีวิตฐานคาร์บอนก็พอถูไถไปได้ เมื่อมันกินอิ่ม จะมีเซอร์ไพรส์รออยู่ ปล. ระวังความหิวโหย โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าค่าความหิวของมันไม่ต่ำกว่า 40% ไม่เช่นนั้น คุณคงไม่อยากรู้ผลลัพธ์ของมันหรอก
หลีเกอรีบเก็บแส้กระดูกสันหลังกลับเข้าสู่ร่างกาย ไอ้นั่นพอสัมผัสโดนคอของเธอก็มุดกลับเข้าไปเองโดยอัตโนมัติ ทว่าหลีเกอกลับสัมผัสได้อย่างน่าประหลาดถึงอารมณ์ความไม่พอใจสายหนึ่ง
เธอไม่สนหรอก!
อดทนเอาไว้ซะ เธอไม่อยากไปใช้ชีวิตอันแสนวิเศษที่เหลืออยู่ในโรงพยาบาลบ้าหรือเรือนจำหรอกนะ
ความรู้สึกตอนที่แส้กระดูกมุดกลับเข้าร่างกายก็ปวดร้าวสะท้านทรวงดีเหมือนกัน หลีเกอยิงฟันด้วยความเจ็บปวด เธอมองดูเลือดที่เจิ่งนองเต็มพื้น พลางพึมพำว่า "ใช้ท่านี้ในโลกแห่งความเป็นจริง มันดูหลอนไปหน่อยนะ..."
เรื่องอานุภาพเอาไว้ก่อน แต่ไอ้นี่มันจะให้เธอสาดเลือดเต็มกำแพงทุกครั้งที่ดึงมันออกมาไม่ได้หรอกนะ?
หลีเกอลองดึงเข้าดึงออกอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็ถือว่าเก็บและปล่อยได้อย่างอิสระ ไม่เกิดเหตุการณ์เลือดไหลเป็นสายน้ำอีกแล้ว
เธอกำหมัดแน่น ความรู้สึกของการมีพลังนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ
ทว่า เพียงแค่พลังแค่นี้มันยังไม่พอหรอกนะ...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
นอกห้องน้ำมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นเสียงของหลินซือเถา
"หลีเสี่ยวเกอ เธออยู่ข้างในหรือเปล่า? เธอเสร็จหรือยังเนี่ย? อ๊า... ฉันปวดท้อง ฉันจะอั้นไม่ไหวแล้วนะ!! อ๊าก!!"
หลีเกอรีบสวมเสื้อยืดอย่างรวดเร็ว มือที่กำลังจะเปิดประตูพลันชะงักงัน เธอก้มหน้ามองเลือดบนพื้น แล้วมองดูกางเกงของตัวเองที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงเลือด
หลีเกอเงียบกริบ
หลีเกอตกอยู่ในห้วงความคิด
...เธอควรจะอธิบายวีรกรรมการย้อมส้วมซึมด้วยเลือดของตัวเองยังไงดีล่ะเนี่ย?
ช่างมันเถอะ...
หลีเกอผลักประตูออกไป หลินซือเถาสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
"ประจำเดือนเธอมาแบบเลือดตกยางออกเลยเหรอ?"
"ริดสีดวงฉันแตกน่ะ..."
หลินซือเถา: Σ( ⚆൧⚆)
หลีเกอ: (;一_一) ไอ้ปากเวร...